รื้อใหญ่สัญญา UTP อู่ตะเภา EEC ดันไฮสปีดเทรนไปต่อ
โครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน EEC ให้ไปต่อในขณะนี้ จะได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (HSR) กับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (UTR) นับจากวันลงนามในสัญญาร่วมทุนในเดือนตุลาคม 2562 (HSR) กับเดือนมิถุนายน 2563 (UTR)
จนกระทั่งถึงปัจจุบันเวลาได้ผ่านมา 6 ปี ปรากฏทั้ง 2 โครงการยังไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ ท่ามกลางความหวั่นวิตกถึงความไม่แน่นอนของโครงการ ทั้งในส่วนของสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท เอเซีย เอรา วัน และบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น (UTP) โดยความไม่แน่นอนดังกล่าว ได้นำมาซึ่งการแก้ไขสัญญาร่วมทุนในส่วนสาระสำคัญของโครงการทั้ง 2 ท่ามกลางการ “ผลักดัน” ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่ต้องการให้อภิมหาโครงการทั้งสองดำเนินการต่อไปได้
หลักการแก้สัญญา 5 ข้อยังเดินต่อ
ในส่วนของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (HSR) วงเงินลงทุน 224,544.36 ล้านบาท หลังจากที่โครงการต้องล่าช้าจากการระบาดของโควิด-19 มาไม่ต่ำกว่า 2 ปี 10 เดือน (ต.ค. 2564-ส.ค. 2567) ประกอบกับผู้ร่วมลงทุนมีการประเมินผลตอบแทนการลงทุนตัวเลขลดลงเหลือ 2% จากความเสี่ยงผู้โดยสารรถไฟไม่เป็นไปตามเป้าและค่าก่อสร้างจะต้องเพิ่มขึ้น 10-15% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น และสถาบันทางการเงินมีความเสี่ยงที่จะปล่อยกู้ให้กับโครงการ
จนนำมาซึ่งการแก้ไขสัญญาร่วมทุนภายใต้ “หลักการ” 5 ประเด็น มีสาระสำคัญอยู่ที่วิธีการชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน(PIC) จากเดิมที่จะจ่ายเมื่อเอกชนเปิดการเดินรถไฟความเร็วสูง (รัฐแบ่งจ่าย 10 ปี ปีละเท่า ๆ กัน รวม 149,650 ล้านบาท) เปลี่ยนเป็น จ่ายตามงวดตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างที่ ร.ฟ.ท.ตรวจรับ วงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท แต่บริษัท เอเชีย เอรา วัน ต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม รวมเป็นเงิน 160,000 ล้านบาท
โดยสรุป บริษัท เอเชีย เอรา วัน จะต้องวางหลักประกันสัญญา วงเงิน 4,500 ล้านบาท ตลอดสัญญา 50 ปี, หนังสือค้ำประกันผู้ถือหุ้น วงเงิน 160,000 ล้านบาท ตลอดสัญญา 50 ปี, หนังสือค้ำประกันค่าก่อสร้าง วงเงิน 120,000 ล้านบาท, หนังสือค้ำประกันค่างานระบบ วงเงิน 16,000 ล้านบาท, หนังสือค้ำประกันคุณภาพเดินรถ วงเงิน 750 ล้านบาท ระยะเวลา 10 ปี และหนังสือค้ำประกันค่ารถไฟฟ้า ARL รวมกับชำระงวดที่ 1 ที่เหลือวงเงิน 9,147 ล้านบาท
หลังจากการจัดทำร่างแก้ไขสัญญาร่วมทุนและส่งให้ อัยการ ตรวจแก้ ปรากฏมีข้อสังเกตจากสำนักงานอัยการสูงสุด ที่จะต้องให้ผู้ร่วมลงทุนตอบ พร้อมกันนั้นล่าสุดยังมีข้อโต้แย้งในเรื่องของการวางหลักประกัน “ซ้ำซ้อน” และ “เกินกว่า” กรอบวงเงินร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน ตามที่คู่สัญญาทักท้วง อันจะนำไปสู่การที่ธนาคาร ไม่ยอมออกหนังสือค้ำประกันตามหลักการที่ตกลงกันไว้ด้วย
แก้วางค้ำประกันเกินกรอบวงเงินร่วมทุน
ในประเด็นนี้ นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) กล่าวว่า ในกระบวนการตรวจร่างสัญญาตั้งแต่อัยการสูงสุด ส่งกลับมาที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ยังมีประเด็นเรื่องเงินค้ำประกัน ซึ่งตรงนี้ในร่างแก้ไขสัญญาร่วมทุน “มันเบิ้ลขึ้น และอาจจะทำให้แบงก์จะไม่ออกการันตีให้” ซึ่งในความเห็นของ สกพอ. ก็ไม่แฟร์กับเอกชนจริง แต่ได้มีการชี้แจงกลับไปแล้วว่า “มันครอบคลุมโดยเงินประกันก้อนใหญ่อยู่แล้ว
ดังนั้นในสัญญาก็แค่ตัดส่วนนั้นออกไปที่เขียนไว้ เงินมันมีหลายก้อนในกรอบวงเงิน 100,000 กว่าล้าน มันเป็นการวางค้ำในส่วนที่รัฐจะต้องจ่าย ในส่วนความเสียหายตรงอื่นมันมีหลักประกันตัวอื่นวางไว้อยู่แล้วก็ให้ใช้หลักประกันนั้น ให้ใช้อันเก่า อันใหม่ในตัววงเงินก็ยังต้องวางหลักประกันอยู่ เช่น หลังเซ็นสัญญาแล้วเขาจะเอาเงิน 120,000 ล้านบาท มาวาง ซึ่งเรื่องนี้ต้องเข้า กพอ. หรือบอร์ด EEC ก่อน แล้วเข้า ครม.อีกรอบ เพื่ออนุมัติลงนามสัญญาตามที่อัยการแก้ไข
หลังจากลงนามในสัญญาแล้ว สกพอ.ก็จะออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) ก็จะเริ่มการก่อสร้างได้ หากดูตามไทม์ไลน์แล้ว ภายในเดือนตุลาคมร่างแก้ไขสัญญาร่วมทุนน่าจะเข้าบอร์ด EEC ในส่วนความคืบหน้าของบริษัท เอเชีย เอรา วัน เท่าที่ติดตามมีการเตรียมที่จะหารือกับบริษัทก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว ในลักษณะจ้าง EPC (Engineering Procurement Construction) ซึ่งก็เป็นไทม์ไลน์เดียวกันว่า ภายในปี 2568 อาจจะมีการเริ่มก่อสร้างได้
UTP ขู่ยกเลิกสัญญา
ส่วนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (UTR) หลังจากที่บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น ทำหนังสือลงวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อแจ้งไม่ขยายวันที่กำหนดให้เงื่อนไขสำเร็จครบถ้วนเพิ่มเติม และจะขอใช้สิทธิตามกฎหมาย/สิทธิตามสัญญาร่วมลงทุน เรียกร้องขอค่าชดเชยและค่าเสียหาย 5,100 ล้านบาท จากกรณีที่ EEC ไม่สามารถออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) ได้นั้น ภายใต้สัญญาร่วมลงทุนโครงการ UTR ระหว่าง สกพอ. กับบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น (UTP) ระยะเวลาโครงการ 50 ปี ในส่วนของ “เงื่อนไข” การเริ่มดำเนินโครงการในส่วนของ UTP ระยะแรกของการพัฒนาโครงการจะต้องให้มีความสามารถในการรองรับผู้โดยสารเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 12 ล้านคน ซึ่งจะมีผลต่อการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่
ขณะที่ภาครัฐโดย สกพอ. ในเงื่อนไขบังคับให้ส่งมอบพื้นที่โครงการให้กับคู่สัญญา (UTP) แล้ว สกพอ.ยังต้องตั้ง คณะกรรมการร่วมประสานโครงการขึ้นมาด้วย โดยคณะกรรมการร่วมชุดนี้ได้จัดทำแผนการดำเนินงาน 3 แผน ได้แก่ แผนการก่อสร้างและการเริ่มดำเนินการให้บริการและบำรุงรักษาโครงการ, แผนการบริหารจัดการก่อสร้างสถานีอู่ตะเภาของโครงการรถไฟความเร็วสูง และแผนการเดินรถของโครงการ HSR โดยแผนทั้ง 3 ที่จัดทำขึ้นมานั้น “จะต้องเป็นที่ยอมรับของเอกชนคู่สัญญา คือ UTP ด้วย
ปรากฏในการดำเนินการของ สกพอ. ยังไม่สามารถทำได้ตามเงื่อนไขสำเร็จครบถ้วนเพิ่มเติม ซึ่งเป็นผลทำให้ต้องขยายวันออกหนังสือแจ้งให้เริ่มนับระยะเวลาโครงการ (NTP) ออกไปจากวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 อีก ส่งผลให้ UTP จะขอใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายจำนวน 5,100 ล้านบาท
ขอลดจำนวนผู้โดยสาร/ชะลอจ่ายค่าเช่า
ในเรื่องนี้ นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กล่าวหลังจากได้รับหนังสือจาก UTP และมีการตกลงใน “เงื่อนไขใหม่” ว่า จะต้องมีการปรับแก้ไขสัญญา ประเด็นแรก UTP จะไม่รอรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน แต่จะเริ่มทำการก่อสร้างเลย ในขณะที่เงื่อนไขตามแผนเดิมก็คือ ต้องมีการออก NTP ของรถไฟเชื่อม 3 สนามบินก่อน และมีเรื่องสิทธิประโยชน์ที่รัฐบาลทำค้างไว้ที่จะต้องทำให้เสร็จ เพื่อที่ UTP จะเริ่มเอาไปขายนักลงทุนเพื่อให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่
ประเด็นที่สอง จำนวนผู้โดยสารในวันแรกของการเปิดทำการของสนามบินจะให้รองรับผู้โดยสารได้ 3 ล้านคน จากเดิมที่ 12 ล้านคนก่อน และเมื่อจำนวนผู้โดยสารต่อปีของปีการดำเนินงานใดถึงร้อยละ 80 ก็จะขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยจะทำการประเมินผู้โดยสารใหม่อีกรอบ เนื่องจากเป้าหมายรองรับผู้โดยสารเดิมที่ 60 ล้านคน “มันน่าจะไปไม่ถึงแล้ว” จากนั้นค่อยไปปรับเรื่องค่าตอบแทนของรัฐ
“ตอนนี้เลยต้องทำการศึกษาใหม่ เพราะในระยะเวลา 5 ปีมันเปลี่ยนไปเยอะ ทุกวันนี้สนามบินอู่ตะเภามีผู้โดยสารประมาณ 400,000 คนต่อปีเท่านั้น ดังนั้น เฟสแรก UTP จึงขอลดจำนวนผู้โดยสารลงเหลือ 3 ล้านคนก่อน หรือหลังจากรันเวย์เสร็จก็คือช่วง 4 ปีข้างหน้าจะมีเทอร์มินอลจะรองรับได้ถึง 3 ล้านคน ข้อเสนอเพื่อแก้ไขสัญญาร่วมทุนนี้ เราจะต้องเข้าบอร์ด EEC ใหม่ ส่วนเรื่องเงินลงทุนในโครงการยังไม่ได้ลด
เพราะการสร้างมันเป็นเฟสอยู่แล้ว เป้าหมายของ UTP ก็คือ จะต้องการเอาเงินไปลงในเมืองการบินมากกว่า เพราะถ้าเมืองการบินเกิดขึ้นก็จะทำให้ตัวเทอร์มินอลมีดีมานด์เพิ่มขึ้นตัวที่ทำให้เกิดรายได้จริง ๆ คือ เมืองการบินไม่ใช่อาคารผู้โดยสาร ดังนั้นในเฟสแรก UTP ก็ยังต้องทำสตรักเจอร์เพื่อรองรับให้ถึง 12 ล้านคนไปตลอด แต่เขาอาจจะดีไซน์เป็นเหมือนเริ่มต้นที่ 3 ล้านคนก่อน” นายจุฬากล่าว
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องในช่วงแรกขอชะลอการจ่ายค่าเช่าถึงตอนเริ่มเปิดทำการ เพราะต้องจ่ายค่าเช่า 300 ล้านบาท ขณะที่ UTP ขอให้เปิดสนามบิน 3 ล้านคนก่อนแล้วค่อยจ่าย หรือเท่ากับว่า “เขาจะจ่ายช้าไป” หลักการตรงนี้ต้องเข้าบอร์ด EEC ก่อนว่า “เห็นด้วยไหม” เพราะมีแนวโน้มว่า จำนวนผู้โดยสารไปไม่ถึง 60 ล้านคนแน่นอน ซึ่ง UTP มีภาระเรื่องการจ่ายเงินให้รัฐด้วย ส่วนการออก NTP จะไปออกให้ UTP ต่อเมื่อออก NTP เริ่มโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน กับสิทธิประโยชน์ ในส่วนนี้จะพยายามทำให้เสร็จได้ไม่เกิน 18 เดือน เพราะสิทธิประโยชน์ต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาการยกเว้นภาษี
ดังนั้น UTP อาจจะต้องเริ่มจากการเช่าพื้นที่เพื่อพัฒนาพื้นที่ไปก่อนตามหลักการนี้ ถ้า UTP ยอมก็ OK แต่ถ้าไม่ OK ทาง UTP ก็มีสิทธิที่จะขอยกเลิกสัญญาได้ แต่ถ้าเลิกสัญญาร่วมลงทุน มันก็จะมีกระบวนการที่เกิดความเสียหายด้วยกันทั้งคู่ ตอนนี้คือการประคบประหงมเพื่อให้โครงการไปได้ ด้วยเงื่อนไขการขอแก้ไขสัญญาที่ UTP เป็นผู้เสนอมาก็จะต้องนำเข้าพิจารณาในบอร์ด EEC ดังนั้นในขณะนี้จึงไม่น่าจะนำไปสู่การยกเลิกสัญญาร่วมทุนในที่สุด
