‘ลดค่าไฟ-ตรึงราคาก๊าซ’ ภารกิจเร่งด่วน รมว.พลังงาน
อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนเฉพาะด้านนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุน แต่ยังสะท้อนมายังภาคพลังงาน ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศทันทีที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ก้าวเข้ามารับตำแหน่ง
จากอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สู่เวทีการเมืองในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทำให้สังคมจับตามองทิศทางนโยบายว่าจะไปในทิศทางใด โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลา 4 เดือนก่อนยุบสภาหรือในช่วงปลายปี 2568 ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน รวมถึงกองทุนน้ำมันฯที่ยังติดลบหนัก กลายเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่
ลดราคาพลังงาน “วาระด่วน”
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการเข้ารับตำแหน่งว่า การดำเนินงานของกระทรวงในด้านนโยบายภาคพลังงาน มีเป้าหมายหลัก คือ การลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานของประชาชนซึ่งเป็นวาระสำคัญที่ต้องดำเนินการทันที
“ระยะเวลา 4 เดือนจะใช้นโยบายดูแลประชาชนระยะสั้นให้ดี วางรากฐานความมั่นคงยั่งยืนทางพลังงานระยะยาวไว้ด้วย” นายอรรถพลกล่าว
LNG ถูกช่วยลดค่าไฟ
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เลขาฯ กกพ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดโลกปรับตัวลดลง จากปัจจัยสำคัญ คือ การเข้ามาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จึงทำให้ราคา LNG ในตลาดโลกลดลง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้ามีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย
อย่างไรก็ดี กรณีที่มีการประกาศว่าแนวโน้มค่าไฟงวดแรกของปี 2569 (ม.ค.-เม.ย. 69) จะสามารถลดลงได้อีกอย่างน้อย 4 สตางค์ต่อหน่วยนั้น ดร.พูลพัฒน์กล่าวว่า การลดค่าไฟในช่วงปีหน้ายังต้องพิจารณาหลายปัจจัยประกอบ เช่น ทิศทางของเศรษฐกิจโลก ต้นทุนราคาค่าไฟ ราคา LNG รวมถึงความจำเป็นในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่จะต้องพิจารณาหาแนวทางที่เหมาะสม เช่น การยืดชำระหนี้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ออกไป
ทั้งนี้ ปัจจุบันมียอดเงินจากการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินจาก 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, การไฟฟ้านครหลวง) หรือเงิน Clawback เหลืออยู่ราว 7,000 ล้านบาท หลังจากถูกนำมาใช้แล้ว 2 ครั้ง ซึ่งเงินส่วนนี้จะมีการประมวลผลทุกรอบ เราต้องพิจารณาว่ารอบถัดไปจะมีเงินใหม่เข้ามาเติมหรือไม่ และจำเป็นต้องพิจารณาเป็นรอบ ๆ ไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เงิน Clawback ที่ถูกนำมาลดค่าไฟในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท ในส่วนของรอบเดือน พ.ค.-ส.ค. 2568 ใช้ไป 12,200 ล้านบาท เพื่อลดค่าไฟฟ้า 17 สตางค์ต่อหน่วย ส่วนของรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2568 ใช้ไป 2,640 ล้านบาท เพื่อลดค่าไฟฟ้า 4 สตางค์ต่อหน่วย
ตรึงก๊าซหุงต้มอีก 1 เดือน
นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มมีแนวโน้มลดลง ซึ่งราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยนั้น เราจะต้องพิจารณาและหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานท่านใหม่ ว่ามีนโยบายอย่างไรหรือมีการตรึงราคาต่อหรือไม่ ขณะที่ก๊าซหุงต้ม (LPG) ปัจจุบันคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบให้กำหนดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วน LPG เพื่อคงราคาจำหน่ายก๊าซ LPG อยู่ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัมต่อไปอีก 1 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 1-31 ตุลาคม 2568)
ภายหลังสิ้นสุดมาตรการเดิมที่จะหมดอายุวันที่ 30 กันยายน 2568 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ซึ่งมติ กบน.ครั้งนี้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ที่มุ่งรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง
สำหรับราคา LPG Cargo ช่วงวันที่ 1-12 กันยายน 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 516.70 เหรียญสหรัฐต่อตัน คิดเป็นราคาขายก๊าซ LPG อยู่ที่ 428.75 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ขณะที่ราคา LPG ในประเทศกำหนดราคาขายปลีกก๊าซ LPG อยู่ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม
นอกจากนี้ การประชุม กบน.ยังได้สั่งการให้ติดตามสถานการณ์ราคา LPG ในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าจะเข้าสู่ฤดูหนาว และมีแนวโน้มราคา LPG ปรับสูงขึ้น จึงต้องเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ดังกล่าว และจะพิจารณามาตรการใหม่อีกครั้งหลังสิ้นสุดมาตรการดูแลราคาในเดือนตุลาคม 2568 เพื่อป้องกันและดูแลด้านราคา เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่ปัจจุบันประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 21 กันยายน 2568 ติดลบอยู่ที่ 19,161 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 23,265 ล้านบาท และบัญชีก๊าซ LPG ติดลบอยู่ที่ 42,426 ล้านบาท
ทั้งนี้ สกนช.ได้เร่งดำเนินการสรรหาผู้อำนวยการ สกนช.คนใหม่ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว รวมถึงจัดทำแผนวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงปี 2568-2572 เนื่องจากแผนวิกฤตฯเดิมใช้มาตั้งแต่ปี 2563-2567 ซึ่งครบกำหนด 5 ปีที่ต้องทบทวนใหม่แล้ว โดยสาระสำคัญของแผนวิกฤตฯฉบับใหม่ดังกล่าว จะมุ่งเน้นการพิจารณาด้านความเหมาะสมของการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปช่วยเหลือในสถานการณ์เกิดวิกฤตราคาพลังงาน