ค่าไฟต้นปี’69 ส่อเท่าเดิม กกพ.เผยสูตรตรึง 3.94 บาท
ค่าไฟงวด ม.ค. 69 จ่อเท่าเดิมที่ 3.94 บาทต่อหน่วย กกพ.ชี้แนวโน้มค่าเชื้อเพลิงขาลง หากไม่มีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ จะเป็นบวกกับราคาพลังงาน
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 มีมติให้เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสำหรับงวด ม.ค.-เม.ย. 2569 เป็น 2 กรณี ได้แก่
กรณีที่ 1 เรียกเก็บที่ 4.58 บาทต่อหน่วยผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft (จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้าง กฟผ.ทั้งหมด) ค่า Ft ขายปลีกเท่ากับ 79.75 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะเป็นการเรียกเก็บตามผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft ที่สะท้อนแนวโน้ม (1) ต้นทุนเดือนมกราคม-เมษายน 2569 จำนวน 6.11 สตางค์ต่อหน่วยและ (2) เงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2568 จำนวน 47,058 ล้านบาท หรือคิดเป็น 73.64 สตางค์ต่อหน่วย

โดย กฟผ.จะได้รับเงินที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนตั้งแต่เดือนกันยายน 2564-เมษายน 2568 โดยคืนทั้งหมดภายในเดือนเมษายน 2569 เพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกที่คำนวณได้กับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย
กรณีที่ 2 ตรึงต่อที่ 3.94 บาทต่อหน่วย กรณีตรึงค่า Ft เท่ากับงวดปัจจุบัน (ข้อเสนอ กฟผ.) ค่า Ft ขายปลีก เท่ากับ 15.72 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนมกราคม-เมษายน 2569 จำนวน 6.11 สตางค์ต่อหน่วย และทยอยชำระคืนภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมได้จำนวน 6,141 ล้านบาท หรือคิดเป็น 9.61 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อนำไปพิจารณาทยอยคืนภาระค่า AF บางส่วนให้แก่ กฟผ. ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) คงที่เท่ากับ 3.94 บาทต่อหน่วย เช่นเดียวกับปัจจุบัน
โดยหากเลือกแนวทางที่ 2 จะทำให้มีเงินไปคืนหนี้ กฟผ. 3,500 ล้านบาท ทำให้หนี้ กฟผ.คงค้างอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาท ซึ่งหากยังคืนหนี้ให้อัตราดังกล่าวจะใช้ระยะเวลา 10-11 งวด หรือประมาณ 3 ปีกว่า จนกว่าหนี้ กฟผ.จะหมด ขณะที่แนวทางการลดค่าไฟฟ้านั้นจะต้องมาพิจารณาตามความเหมาะสม ว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้กระทบกับการจ่ายหนี้คืน กฟผ. รวมถึงการดูแลต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติคงค้างของรัฐวิสาหกิจ (AFGas) ที่เหลืออยู่ประมาณ 12,000 ล้านบาท ที่ต้องชำระคืนอีก 3 งวด 2,580 ล้านบาทต่องวด ซึ่งหากไม่มีสถานการณ์บ้านเมืองที่รุนแรง หรือภาวะสงคราม จนทำให้ราคาเชื้อเพลิงผันผวน ก็จะเป็นผลดีกับประเทศ
ขณะที่การนำเงินที่ได้จากการเรียกคืนประโยชน์ส่วนเกินจากการไฟฟ้า (Claw Back) จำเป็นต้องพิจารณาตามเงื่อนไขในกรณีที่ประเทศเผชิญภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจหรือพลังงาน ซึ่งปัจจุบันมีเงิน Claw Back เหลืออีกประมาณ 5,000 ล้านบาท ได้มีการนำไปใช้แล้วบางส่วนในรอบที่ผ่านมา ราว 2,600 ล้านบาท จากเดิม 7,000 ล้านบาท โดยรอบนี้ไม่เลือกใช้เงินส่วนนี้ เพราะทิศทางพลังงานยังมีแนวโน้มเป็นบวก และการตรึงอัตราค่าไฟถือว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสม
นายพูลพัฒน์กล่าวด้วยว่า ต้นทุนหลัก ทั้งราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาท เทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลดีเชิงบวกต่อค่าไฟ แนวโน้มค่าไฟจึงเข้าสู่ภาวะขาลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ กกพ.มีโอกาส และทางเลือกในการบริหารความสมดุลระหว่างการลดลงของต้นทุนค่าไฟ การทบทวนค่าไฟในงวดต้นปีหน้า จึงยังสามารถตรึงค่าไฟให้อยู่ในระดับเดิมได้
ขณะที่กรณีพรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าหมาย Quick Big Win ในการลดค่าไฟให้กับประชาชนด้วยว่า จำเป็นต้องดูตามความเหมาะสม พร้อมพิจารณาจากการคืนหนี้ กฟผ. ซึ่งปัจจุบันหากคิดค่าไฟที่ 3.94 บาทต่อหน่วย จะมีเงินส่วนที่ไปใช้หนี้ได้ประมาณ 6 สตางค์เท่านั้น หรือประมาณ 3.5 พันล้านบาทต่องวด โดยกว่าจะใช้หนี้หมดก็ประมาณ 10 งวด หรือประมาณ 3 ปี
“ปีหน้าทิศทางพลังงานยังเป็นบวก ปัจจุบัน Spot LNG อยู่ที่ระดับ 12 เหรียญต่อล้านบีทียู และคาดว่าปีหน้าก็อยู่ในกรอบ 10-12 เหรียญ ส่งผลให้แนวโน้มต้นทุนลดลง ค่าเชื้อเพลิง เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติลดลง ขณะที่ถ่านหินยังทรงตัว ถ้าไม่มีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ก็จะเป็นผลดีกับเรา” นายพูลพัฒน์กล่าว