แรงต้านไร้ผล กรอ.ไฟเขียว “โรงเหล็กซินเคอหยวน” เดินเครื่องรอบใหม่ แจงไร้เหตุผลรั้งให้ปิดกิจการ แต่จะคุมเข้ม สมอ.ตรวจเหล็กต้องได้มาตรฐานทุกลอต ขณะที่ 10 สมาคมอุตฯเหล็ก ยังไม่หมดความพยายาม เข้าพบ รมว.จี้เข้มงวดมาตรฐาน มอก. เตา IF ย้ำรัฐบาลต้องยึดความปลอดภัยประชาชนเป็นหลัก
รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ได้เข้าตรวจสอบการทดลองเดินเครื่องผลิตเหล็กของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เพื่อพิจารณาให้กลับมาเปิดโรงงานอีกครั้ง หลังถูกสั่งปิดให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานจากตั้งแต่ปี 2567 จากเหตุถังแก๊ส LPG ระเบิด และได้มีการขยายผลนำเหล็กบางส่วนไปตรวจสอบพบไม่ได้มาตรฐานด้วยองค์ประกอบทางเคมีผิดไปจากเกณฑ์ โดยเฉพาะมีธาตุโบรอนเกินกำหนด จึงยึดอายัดเหล็ก 2,690 เส้น และบางลอตใช้กับโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ถล่มจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว
รวมถึงการลักลอบจัดเก็บฝุ่นแดงซึ่งเป็นวัตถุอันตรายไว้ภายในบริเวณโรงงานจำนวนมากถึง 43,000 ตัน ซึ่งไม่ตรงกับรายงาน แต่ล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยุติการทำคดีฝุ่นแดงเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากไม่พบการนำเข้า ส่งออก ฝุ่นแดงจากแหล่งอื่น
นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง ที่ปรึกษาสมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน เปิดเผยว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่ม 10 สมาคมเหล็กไทยได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมอีกครั้ง เพื่อนำเสนอข้อมูลสถานการณ์การใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กไทยที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงข้อเสนอเชิงโครงสร้างเพื่อแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมในระยะยาว
โดยคาดหวังว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก และใช้มาตรฐานที่ได้รับการปรับปรุงแล้วเป็นเงื่อนไขสำคัญ ก่อนจะอนุญาตให้โรงงานใดกลับมาผลิตอีก และประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐาน มอก. เหล็กเส้นให้ทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
เช่น มาตรฐานเหล็กเส้นจีน GB 1499-2024 ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับ กำหนดให้ใช้กระบวนการผลิตจากเตา BOF (Basic Oxygen Furnace) และ EAF (Electric Arc Furnace) เท่านั้น และกำหนดให้เหล็กเกรดพิเศษสำหรับใช้งานในเขตแผ่นดินไหวต้องผ่านกระบวนการ External Refining (การปรับปรุงคุณภาพเหล็กภายนอกเตาหลอมให้บริสุทธิ์ขึ้น)
สะท้อนแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ยังควรปรับปรุง มอก. เหล็กเส้นให้ทันต่อบริบทปัจจุบัน เพื่อสกัดเหล็กคุณภาพต่ำออกจากตลาด และเพิ่มเหล็กเกรดที่มีความมั่นใจได้สำหรับการใช้งานที่มีความเสี่ยงสูง เพราะความปลอดภัยของประชาชนไม่ควรถูกนำมาแลกกับต้นทุนที่ต่ำกว่า
“การที่รัฐให้ซินเคอหยวนกลับมาเปิดได้ก็เพราะเขาพยายามปรับปรุงตามคำสั่ง เราไม่แน่ใจว่ารัฐฟังเราหรือไม่ แต่เราเองสนับสนุนให้ภาครัฐดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหล็กเส้นและฝุ่นแดงอย่างรอบคอบและโปร่งใส เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันในการกำกับดูแลอุตสาหกรรม และลดข้อกังวลของสังคมต่อคุณภาพสินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชนในประเด็นมาตรฐานการผลิต”
สำหรับข้อกล่าวอ้างว่า หากไม่มีการผลิตเหล็กด้วยเตา Induction Furnace (IF) จะทำให้ตลาดขาดแคลนเหล็กหรือเกิดการผูกขาดนั้น ยืนยันว่าไม่ใช่ความจริง เพราะตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา หลังมีการสั่งปิดโรงงาน IF ที่มีปัญหา ราคาเหล็กเส้นในไตรมาส 4 ปี 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 19.6 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าราคาเฉลี่ยในไตรมาส 3 ปีเดียวกันที่ 20.9 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนว่าตลาดยังคงดำเนินไปตามกลไกปกติ ไม่มีภาวะขาดแคลนหรือราคาพุ่งสูง
นอกจากนี้ โรงงานที่ใช้กระบวนการ IF ยังสามารถนำเข้าบิลเลตจากกระบวนการ BOF หรือ EAF ซึ่งมีปริมาณเพียงพอในตลาดโลกมารีดเป็นเหล็กเส้นได้ทันที การนำเข้าบิลเลตมาตรฐานเพื่อการรีดเหล็กเส้นถือเป็นรูปแบบธุรกิจปกติในอุตสาหกรรม และไม่จำเป็นต้องปิดกิจการแต่อย่างใด
ทั้งนี้ กลุ่ม 10 สมาคมเหล็กไทย ขอเรียกร้องให้ภาครัฐเข้มงวดในการกำกับดูแลโรงงานเหล็กเส้นที่ใช้กระบวนการ IF ซึ่งจะขอเปิดดำเนินการ ต้องปฏิบัติตาม มอก.อย่างเคร่งครัด
โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านวัสดุ กระบวนการผลิต และส่วนประกอบทางเคมี ซึ่งต้องมีกระบวนการทำน้ำเหล็กให้บริสุทธิ์ หรือ Refining ด้วยเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace-LF) ซึ่งเป็นเทคนิคขั้นพื้นฐานหรือขั้นต่ำที่จำเป็น หรือหากใช้เทคนิคอื่นที่เทียบเท่าหรือดีกว่า ต้องผ่านการพิจารณาและให้ความเห็นชอบจากคณะกรรมการวิชาการของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ก่อนอนุญาตให้เปิดดำเนินการ
แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า โรงงานใดที่ถูกสั่งให้ปิดปรับปรุงแก้ไขโรงงานให้มีมาตรการความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลแล้ว หรือสินค้าที่นำไปส่งตรวจผ่านการรับรองตามมาตรฐาน โรงงานนั้นสามารถเปิดดำเนินการ จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องรั้งให้ต้องปิดกิจการตามคำสั่งต่อไปอีก แต่ในบางรายอาจเป็นแบบมีข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้น เช่น มีการควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) โดยที่เหล็กทุกลอตจะต้องถูกส่งตรวจ เพื่อให้มั่นใจว่าเหล็กที่ผลิตได้มาตรฐาน