“สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” หรือ GI มีบทบาทสำคัญในการยกระดับสินค้าชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนของประเทศ นำมาสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ดำเนินการครบวงจรในทุกมิติ ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนสินค้า GI การควบคุมคุณภาพ และการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยมีรายละเอียดแผนการควบคุมตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไทย
สำหรับปี 2569 นั้น นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้ข้อมูลกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแนวทางการทำงาน รวมไปถึงการยกระดับและสร้างมูลค่าให้กับสินค้า GI ให้กับชุมชน โดยปี 2569 กรมมีเป้าหมายขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไว้ที่ 26 รายการ เช่น สับปะรดสวี จังหวัดชุมพร ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ จังหวัดอ่างทอง ชมพู่คลองหาด จังหวัดสระแก้ว ส้มโอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ปลานิลสายน้ำไหล อำเภอเบตง จังหวัดยะลา กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต
ครกดินเผาบ้านกลาง จังหวัดนครพนม ผ้าย้อมครั่ง จังหวัดลำปาง ปลากะพงสองน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ แตงโมหวาน จังหวัดยโสธร ปลาสลิดบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร น้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร น้ำตาลสดเกยชัย จังหวัดนครสวรรค์ ผลิตภัณฑ์จากต้นคล้าศรีบุญเรือง จังหวัด หนองบัวลำภู ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก
ชารางแดงเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี กะปิเคยตาดำคลองโคน จังหวัดสมุทรสงคราม นมวาริช จังหวัดสกลนคร เนื้อครามสกลนคร จังหวัดสกลนคร ซึ่งคาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 2,600 ล้านบาท
เปิดแผนยกระดับ GI ปี’69
กรมทรัพย์สินทางปัญญามีแผนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานและควบคุมสินค้า GI ประกอบด้วย
1) การจัดทำระบบและการตรวจสอบควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Internal Control) เป็นการส่งเสริมให้สินค้า GI ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว และยังไม่มีระบบควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสินค้า GI ให้ได้รับการควบคุมคุณภาพ โดยเสนอจัดตั้งคณะกรรมการผู้มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบสินค้า GI และคณะกรรมการระดับจังหวัดในการควบคุมตรวจสอบเพื่อขออนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย โดยจ้างที่ปรึกษา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในพื้นที่หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จำนวน 11 สินค้า
นอกจากนี้ กรมมีแผนยกระดับการควบคุณภาพสินค้า GI ผ่านโครงการ GI SMARTTRACE โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อทราบแหล่งผลิตของสินค้า GI นำมาสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างความมั่นใจให้กับสินค้า GI โดยปี 2568 กรมได้มีการนำร่องในสินค้ากลุ่มทุเรียน โดยมีทุเรียนนนท์เป็นต้นแบบ และในปี 2569 กรมมีแผนที่จะขยายไปยังกลุ่มมังคุด (นำร่องโดยมังคุดเขาคีรีวง) และกลุ่มอาหารแปรรูป (ปลากุเลาเค็มตากใบ) ต่อไป
2) การตรวจรับรองระบบควบคุมคุณภาพสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทยตามมาตรฐานสากล (External Control) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการสินค้า GI ที่มีศักยภาพในตลาดต่างประเทศให้ได้รับการตรวจรับรองระบบควบคุมตรวจสอบตามมาตรฐานสากล โดยใช้หน่วยตรวจรับรอง (Certification Body) ที่ได้รับการรับรองระบบงานตามมาตรฐาน ISO/IEC 17065 : 2012 เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศโดยในปี 2569 กรมสนับสนุนการตรวจรับรองดังกล่าว 8 สินค้า ได้แก่ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ กาแฟดอยช้าง กาแฟดอยตุง ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ร่มบ่อสร้าง และพริกไทยตรัง
3) การออกระเบียบเพื่อเปิดโอกาสให้ใช้โลโก้ GI รูปแบบใหม่กับสินค้าที่นำสินค้า GI ไปแปรรูปหรือใช้เป็นวัตถุดิบ ถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ประโยชน์จากสินค้า GI ให้สอดคล้องกับบริบททางการตลาดในปัจจุบัน โดยจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำสินค้า GI ไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปที่หลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกันยังคงรักษาอัตลักษณ์ แหล่งที่มา และมาตรฐานคุณภาพของสินค้า GI ไว้อย่างชัดเจนผ่านการใช้โลโก้ที่ได้รับการรับรอง
4) ความร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการสนับสนุนผู้ประกอบการสินค้า GI ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผ่านการดำเนินโครงการความร่วมมือระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) และไปรษณีย์ไทย เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการตลาดและโลจิสติกส์ให้กับผู้ประกอบการ GI อย่างเป็นรูปธรรม
หนุนเพิ่มมูลค่า GI บุก ตปท.
ทั้งนี้ กรมมีแผนที่จะส่งเสริมช่องทางการตลาดสินค้า GI ทั้งในและต่างประเทศ เช่น การขยายช่องทางการตลาดผ่านห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ Gourmet Market/Tops/ตลาดจริงใจ Farmers’ Market เป็นต้น ซึ่งเป็นสินค้าหมุนเวียนตามฤดูกาลกว่า 100 สินค้า การจัดกิจกรรม GI Market นำผู้ประกอบการ GI ออกบูทบนห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั้งในกรุงเทพฯ เช่น ศูนย์การค้าเซ็นทรัลสาขาต่าง ๆ และการจัดกิจกรรม GI Roadshow ไปยังหัวเมืองในต่างจังหวัด
การจัด GI Pavilion ในงาน Thaifex-Anuga Asia ซึ่งเป็นการจัดแสดงสินค้าอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย จัดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างหอการค้าแห่งประเทศไทยและบริษัทโคโลญเมสเซ่ ซึ่งกรมพาผู้ประกอบการนำสินค้า GI เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าในงานทุกปีเพื่อให้ผู้ซื้อ ผู้นำเข้าชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาชมงาน ได้ทดลองชิมสินค้าและสร้างโอกาสในการเจรจาธุรกิจสร้างโอกาสในการส่งออกสินค้า GI ไปยังต่างประเทศต่อไป
นอกจากนี้ การร่วมจัดกิจกรรมกับหน่วยงานเอกชน เช่น The Cloud (งาน Thailand Coffee Fest Year End และ Thailand Rice Fest) บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (งานแจ๋วแซ่บเฟ่อร์) Tops (งานจริงใจ มหานคร) ICONSIAM (งาน Iconic Craft Coffee Expo) เป็นต้น
การขยายช่องทางจัดจำหน่ายออนไลน์ โดยการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขายสินค้า GI บนแพลตฟอร์ม Born Thailand Shopee และ Lazada เป็นต้น การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้กับสินค้า GI ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด โดยกรมร่วมมือกับนักออกแบบมือรางวัลระดับประเทศ เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ ยกระดับ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า GI
อย่างไรก็ดี กรมได้ส่งเสริมผู้ประกอบการแล้วจำนวน 99 ราย จำนวน 79 สินค้า จาก 57 จังหวัด และสนับสนุนการผลิตบรรจุภัณฑ์กว่า 330,000 ชิ้น การผลักดันสินค้า GI ให้เป็นวัตถุดิบในร้านอาหารระดับไฟน์ไดนิ่ง เพื่อยกระดับสินค้า GI จากชุมชนออกสู่สากล เป็นการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสินค้า GI ไทยในวงกว้างให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนสร้างความน่าเชื่อถือและการยอมรับในคุณภาพสินค้า GI ไทย
ซึ่งสอดรับนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาล โดยนำวัตถุดิบสินค้า GI มารังสรรค์เมนูอาหารในร้านอาหารระดับไฟน์ไดนิ่ง การส่งเสริมแหล่งผลิตสินค้า GI ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อยกระดับแหล่งผลิตสินค้า GI ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดจนเป็นการสร้างการรับรู้ให้กับนักท่องเที่ยว และเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการ GI ในแหล่งผลิตสินค้า GI ของจังหวัดน่าน ด้านการส่งเสริมการขายในตลาดต่างประเทศ กรมมีการดำเนินการนำผู้ประกอบการ GI ไทยไปร่วมแสดงและจำหน่ายสินค้า ณ ประเทศญี่ปุ่น ในงาน Food dex และประเทศจีนเร็ว ๆ นี้
GI สร้างมูลค่า ศก.กว่าแสนล้าน
ทั้งนี้ จำนวน GI ที่ขึ้นทะเบียนในปี 2568 (ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2568) รวมทั้งหมด 23 รายการ สร้างมูลค่าทางการตลาดกว่า 37,000 ล้านบาท และหากรวมการขึ้นทะเบียน GI ไปแล้วทั้งสิ้น 244 รายการ และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 114,000 ล้านบาท และเชื่อว่าการยกระดับและสนับสนุนสินค้า GI ในปี 2569 ในการขึ้นทะเบียนและการดันออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ จะทำให้ชุมชน เกษตรกรที่มีสินค้า GI เพิ่มรายได้ให้ครอบครัวได้