หอการค้าไทย-เพื่อไทย เปิดเวทีแลกโจทย์เศรษฐกิจ ก่อนเลือกตั้ง
หอการค้าไทย-เพื่อไทย
พจน์ เปิดบ้านต้อนรับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 จากพรรคเพื่อไทย ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กฎหมายที่เป็นอุปสรรคการประกอบธุรกิจ ด้านยศชนันรับหลักการภายหลังหารือ พร้อมยกระดับให้ประเทศและสังคมไทยดีขึ้น และจับมือภาครัฐ-เอกชนร่วมทำงานเต็มที่
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการหารือกับ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ว่าในการหารือครั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองโดยเฉพาะเรื่องของนโยบายแผนงานในเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมไปถึงด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง และทิศทางการพัฒนาประเทศ
“เป็นแผนที่ดีที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าของประเทศ สังคมไทย ซึ่งเราก็คอมเมนต์ให้สอดคล้องที่จะเกิดขึ้น รวมไปถึงจุดยืนของหอการค้าไทยในการเดินหน้าเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนประเทศจากนี้ไปอย่างไร ทั้งนี้ เราจะรวบรวมข้อมูลหารือกับทุกพรรคที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล คาดว่าจะครบภายในปลายเดือนนี้ เพื่อที่จะนำเสนอให้กับสมาชิกต่อไป”
พร้อมทั้งได้นำเสนอร่างพิมพ์เขียวการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ (Reinvent Thailand-A Platform for Policy Co-Creation and Execution) ในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมุ่งสะท้อนข้อเสนอจากภาคเอกชน และเสริมสร้างความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างภาคการเมืองกับภาคธุรกิจ ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป

ดร.พจน์กล่าวอีกว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งและทันต่อบริบทการแข่งขันในปัจจุบัน ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เน้นประชานิยม โดยเอาเงินไปสร้างงาน และการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม พร้อมเดินหน้าจัดการปัญหาทุนสีเทา การทุจริตคอร์รัปชั่น และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่บิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญของประเทศในระยะต่อไปมิได้อยู่ที่การขาดแคลนนโยบายหรือแนวคิดใหม่ หากแต่อยู่ที่ศักยภาพในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และสามารถตรวจสอบประสิทธิผลได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาวที่สามารถขับเคลื่อนต่อเนื่องได้จริง หอการค้าไทยจึงได้นำเสนอ 6 วาระแห่งชาติเร่งด่วน ที่ภาคเอกชนเห็นว่าควรได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ได้แก่
1.การขาดยุทธศาสตร์ชาติที่สามารถดำเนินการได้จริงและต่อเนื่อง
2.การปฏิรูประบบราชการและการปราบปรามคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง
3.โครงสร้างการบริหารประเทศที่ยังขาดการบูรณาการ
4.การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ
5.การจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติในระดับชาติ
6.การเสริมสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มีอำนาจในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ หอการค้าไทยยังย้ำถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนประเทศบนพื้นฐานของความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยเห็นว่าการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนการปรับปรุงระบบราชการ การลดขั้นตอนและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ รวมถึงการกำหนดนโยบายที่มีความต่อเนื่อง ตรวจสอบได้ และยึดข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนของประเทศ
ด้าน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า สิ่งที่เราได้มีการหารือนั้นก็เป็นเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดิมที่เพิ่มมูลค่า และการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ใหม่ ซึ่งก็พร้อมร่วมกันที่จะเดินหน้า และการทำงานร่วมกันกับภาครัฐและเอกชน เปิดใจรับฟังเรื่องกฎหมายเพื่อให้เดินหน้าไปได้
อีกทั้งการแก้ไขคอร์รัปชั่นที่มีความจำเป็นที่ต้องทำอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศนั้นก้าวไปข้างหน้าได้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของเกี่ยวกับกฎระเบียบโดยเฉพาะการใช้ระบบดิจิตอล ที่ต้องมีการบูรณาการและไปได้ ก็ต้องแก้ไขกฎระเบียบซึ่งอาจจะนำร่องบางธุรกิจเป็นตัวอย่างในการเดินหน้า ซึ่งครั้งนี้เราก็ได้รับข้อมูลที่พร้อมจะเดินหน้าต่อไป
นอกจากนี้ พรรคมีนโยบายสำคัญในเป้าหมายประเทศไทยวางรากฐานสู่การเป็นประเทศรายได้สูง สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วย Science and Technology (S&T) เป็นกลไกหลักในการสร้างความเชื่อมั่น เสริมศักยภาพคนไทย และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว ภายใต้กรอบการพัฒนาที่คำนึงถึงความสมดุลของนโยบายการเงินและการคลัง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างมั่นคงและยั่งยืน
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ที่การใช้ 2 เครื่องยนต์หลักควบคู่กัน ได้แก่ การ “Upgrade Existing Engine” ซึ่งมุ่งเพิ่มผลิตภาพของภาคเศรษฐกิจเดิม ผ่านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครอบคลุมภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคบริการ ควบคู่กับการสร้าง “New Growth Engine” เพื่อเปิดแหล่งเติบโตใหม่ให้กับประเทศ ผ่านการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนาในระดับแนวหน้า และการสร้างระบบถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยเสาหลักสนับสนุนที่เข้มแข็ง โดยเสาหลักแรกคือการสร้างความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ เสถียรภาพทางการเมือง และการพัฒนาที่ยึดเป้าหมายความยั่งยืนตามกรอบ SDGs 2030 เสาหลักที่สองคือการเสริมสร้างหลักนิติธรรม (Rule of Law) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน ผ่านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล การปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐให้มีความคล่องตัว การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ
รวมถึงการใช้เทคโนโลยีด้านกฎหมายและการยกระดับดัชนีหลักนิติธรรมของประเทศ เสาหลักที่สามคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการ โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

