Skip to content

ส่งออกไทยปี 2568 ปิดจบมูลค่า 11 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ปีนี้ยังลุ้น

23 ม.ค. 2569 | 11:52น.
ส่งออกไทยปี 2568 ปิดจบมูลค่า 11 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ปีนี้ยังลุ้น

สนค.สรุปผลการการส่งออกของไทยทั้งปี 2568 ขยายตัว 12.9% ทำมูลค่าสูงสุดใหม่ถึง 11 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 ขณะที่ การส่งออกไทยในปี 2569 ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงค่าเงินบาทแข็งค่า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์กระทบ พร้อมประเมินกรอบส่งออกไว้ที่ติดลบ 3.1% ถึงบวก 1.1%

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนธันวาคม 2568 มีมูลค่า 28,928.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นรูปเงินบาท อยู่ที่ 931,299 ล้านบาท ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 อยู่ที่ 16.8% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 16.6% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 29,280.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 18.8% ส่งผลให้ไทยขาดดุล 352.0 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ การส่งออกที่เดือนธันวาคม 2568 ขยายตัวเป็นผลมาจากแรงขับเคลื่อนหลักของการส่งออกยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามการอัพเกรดเทคโนโลยีสมัยใหม่สู่ยุค AI และการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อเนื่อง ในขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรอยู่ในภาวะหดตัวจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก

ส่งผลให้การส่งออกทั้งปี 2568 มีมูลค่า 339,635.0 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 12.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หากคิดเป็นรูปเงินบาทประมาณ 11,138,480 ล้านล้านบาท โดยถือว่าเป็นการส่งออกสูงสุดในประวัติการณ์ และสูงสุดในรอบ 4 ปี นับจากปี 2564 และหากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 14.0% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 344,943.0 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 12.9% ส่งให้ดุลการค้าของไทยขาดดุล 5,307.9 ล้านเหรียญสหรัฐ

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ส่งออกสินค้าเกษตร

สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 2.8% (YOY) กลับมาขยายตัวในรอบ 5 เดือน โดยสินค้าเกษตร หดตัวร้อยละ 0.6 หดตัวต่อเนื่อง 5 เดือน ในขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวร้อยละ 6.8 กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อนหน้า โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ขยายตัวร้อยละ 11.1 กลับมาขยายตัวในรอบ 5 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน อินโดนีเซีย เวียดนาม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และฟิลิปปินส์)

อาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวร้อยละ 18.4 ขยายตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอิตาลี) ไก่แปรรูป ขยายตัวร้อยละ 17.3 กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อนหน้า (ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ เกาหลีใต้ และแคนาดา) ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 14.9 ขยายตัวต่อเนื่อง 27 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และแคนาดา) และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 40.4 ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน (ขยายตัวในตลาดอินเดีย มาเลเซีย เวียดนาม เกาหลีใต้ และจีน)

ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ยางพารา หดตัวร้อยละ 1.9 หดตัวต่อเนื่อง 8 เดือน (หดตัวในตลาดญี่ปุ่น มาเลเซีย สหรัฐ บราซิล และตุรกี แต่ขยายตัวในตลาดจีน เวียดนาม อินเดีย โรมาเนีย และเยอรมนี) ข้าว หดตัวร้อยละ 27.4 หดตัวต่อเนื่อง 14 เดือน (หดตัวในตลาดจีน ฮ่องกง อิรัก สิงคโปร์ และออสเตรเลีย แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐ เยเมน แอฟริกาใต้ มาเลเซีย และแอลจีเรีย) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง หดตัวร้อยละ 4.0 หดตัวต่อเนื่อง 6 เดือน (หดตัวในตลาดไต้หวัน สหรัฐ เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

แต่ขยายตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม) เครื่องดื่ม หดตัวร้อยละ 17.3 หดตัวต่อเนื่อง 5 เดือน (หดตัวในตลาดเวียดนาม เมียนมา สหรัฐ กัมพูชา และอิสราเอล แต่ขยายตัวในตลาดลาว ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย จีน และสิงคโปร์) และน้ำตาลทราย หดตัวร้อยละ 10.2 หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (หดตัวในตลาดกัมพูชา สิงคโปร์ เมียนมา เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย แต่ขยายตัวในตลาดลาว มาเลเซีย ไต้หวัน เวียดนาม และจีน)

ทั้งนี้ ภาพรวมทั้งปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวร้อยละ 0.4
การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม

ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม

การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 20.3% (YOY) ขยายตัวต่อเนื่อง 21 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 51.5 ขยายตัวต่อเนื่อง 21 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐ จีน เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ และอินเดีย) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 5.0 กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อนหน้า (ขยายตัวในตลาดสหรัฐ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ซาอุดีอาระเบีย และอินโดนีเซีย) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 22.8 ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน และอินเดีย) เครื่องโทรศัพท์

อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 102.6 ขยายตัวต่อเนื่อง 7 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐ สิงคโปร์ เม็กซิโก จีน และเนเธอร์แลนด์) แผงวงจรไฟฟ้า ขยายตัวร้อยละ 14.6 ขยายตัวต่อเนื่อง 12 เดือน (ขยายตัวในตลาดมาเลเซีย จีน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์) หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 53.3 ขยายตัวต่อเนื่อง 15 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐ เม็กซิโก ไต้หวัน มาเลเซีย และจีน) แผงสวิตช์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า ขยายตัวร้อยละ 33.2 ขยายตัวต่อเนื่อง 24 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง)

ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน หดตัวร้อยละ 8.5 หดตัวต่อเนื่อง 9 เดือน (หดตัวในตลาดจีน อินเดีย อินโดนีเซีย สหรัฐ และเมียนมา แต่ขยายตัวในตลาดเวียดนาม ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น) ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ หดตัวร้อยละ 9.6 กลับมาหดตัวในรอบ 8 เดือน (หดตัวในตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย ญี่ปุ่น ลาว และเนเธอร์แลนด์ แต่ขยายตัวในตลาดจีน สหรัฐ มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย) เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ หดตัวร้อยละ 13 หดตัวต่อเนื่อง 7 เดือน (หดตัวในตลาดสหรัฐ เยอรมนี เวียดนาม มาเลเซีย และเม็กซิโก แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น อินเดีย อินโดนีเซีย ฮ่องกง และบราซิล) ทั้งนี้ ภาพรวมทั้งปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 17.4
ตลาดส่งออกสำคัญ

การส่งออกไปตลาดสำคัญขยายตัวเกือบทุกตลาด หนุนโดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐ ที่ขยายตัวสูงต่อเนื่อง และการกลับมาขยายตัวของตลาดหลักและตลาดรองอื่น ๆ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง ภาพรวม การส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้ (1) ตลาดหลัก ขยายตัวร้อยละ 19.2 โดยขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหรัฐ ร้อยละ 54.3 สหภาพยุโรป (27) ร้อยละ 17.2 และอาเซียน (5) ร้อยละ 13.1 กลับมาขยายตัวในตลาดจีน ร้อยละ 4.4 และญี่ปุ่น ร้อยละ 8.6 ขณะที่หดตัวในตลาด CLMV ร้อยละ 11.4 (2) ตลาดรอง ขยายตัวร้อยละ 7.9

โดยขยายตัวในตลาดทวีปออสเตรเลีย ร้อยละ 30.2 ตะวันออกกลาง ร้อยละ 20.5 ทวีปแอฟริกา ร้อยละ 13.1 และละตินอเมริกา ร้อยละ 18.6 ขณะที่หดตัวในตลาดเอเชียใต้ ร้อยละ 14.3 รัสเซียและกลุ่ม CIS ร้อยละ 21.7 และสหราชอาณาจักร ร้อยละ 12.8 (3) ตลาดอื่น ๆ ขยายตัวร้อยละ 176.0

ส่งออกปี 2569 ประเมิน ติดลบ 3.1% ถึงบวก 1.1%

นายนันทพงษ์กล่าวอีกว่า แนวโน้มการส่งออกในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวชะลอลง โดยทาง สนค.ประเมินไว้ในกรอบ ติดลบ 3.1% ถึงบวก 1.1% ทั้งนี้มีผลมาจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ ทั้งมาตรการเดิมและมาตรการใหม่ที่เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนขึ้น รวมถึงการปรับเปลี่ยนระเบียบการค้าโลกท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง

ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการผลิตและการค้าโลก ตลอดจนทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทอย่างไรก็ตาม ซึ่งเราให้ความสำคัญในปัจจัยของค่าเงินบาทเป็นอย่างมาก โดยจำเป็นที่จะต้องติดตามปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าเรื่องของค่าเงินสหรัฐ การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมไปถึงเรื่องของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่จะมีความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ โดยในประเด็นนี้ ยังเห็นว่าประเทศไทยควรที่จะสร้างสมดุลให้เป็นกลาง เพราะจะมีผลกระทบอย่างมาก

อย่างไรก็ดี การส่งออกไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของอุปสงค์ในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีและ AI ประเด็นด้านความมั่นคงทางอาหาร และการเติบโตของตลาดเกิดใหม่ อาทิ อินเดีย ละตินอเมริกา และเอเชียกลาง ประกอบกับการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ความตกลง FTA ฉบับใหม่ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปีนี้ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์และมาตรการทางการค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขอุปสรรคอย่างทันท่วงทีและเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ส่งออกไทยในระยะยาว

ส่งออกไทยปี 2568 ปิดจบมูลค่า 11 ล้านล้านบาท

ส่งออกไทยปี 2568 ปิดจบมูลค่า 11 ล้านล้านบาท