นักวิชาการอิสระเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่กล้าในการออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเมือง โดยมักอิงข้อมูลทั้งทางพฤติกรรมข้อมูลจากผลการสำรวจและมุมมองจากทัศนคติส่วนตัว แน่นอนว่าการให้ความเห็นต่าง ๆ ย่อมไม่มีถูกหรือผิด แต่ยอมรับได้ว่า เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่อาจทำให้สาธารณชนคล้อยตาม
หรือคิดต่าง เช่นเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ย่อมมีการประเมินกระแสการเลือกตั้งและโจทย์เศรษฐกิจหลังเลือกตั้งของประเทศไทย ซึ่งถูกจับตาไปที่ 2 พรรคใหญ่ คือ “ภูมิใจไทย” กับ “ประชาชน” ที่ขับเคี่ยวสู่การเป็นแกนนำ ที่คาดว่าน่าจะได้รับการเลือกตั้งในอันดับหนึ่งและสอง นำไปสู่โจทย์ใหญ่ของการจับขั้วเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พร้อมกับการประเมินความท้าทายใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญและกำลังรอให้แก้ไข คือ ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบทั่วโลก
รัฐบาลผสมเช่นเดิม
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 แม้จะมีพรรคการเมืองจำนวนมากลงแข่งขัน แต่คาดว่าจะมีเพียง 4 พรรคหลัก ที่มีโอกาสได้ที่นั่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นจำนวนมาก ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ โดยจะมีเพียงพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนที่ชิงบทบาทเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งว่า ทั้งสองพรรคจะได้รับจำนวนที่นั่ง สส. มากน้อยเพียงใด
หากประเมินแบบเร็ว ๆ มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงว่า จะไม่มีพรรคใดได้รับที่นั่ง สส. เกิน 250 คน ซึ่งเพียงพอสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ส่งผลให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีแนวโน้มจะเป็นรัฐบาลผสมเช่นเดิม และต้องอาศัยการเจรจาระหว่างพรรคการเมืองหลายพรรคเข้าร่วมด้วย

นอกจากนี้ยังพบว่า พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่กำลังหาเสียงเลือกตั้งในขณะนี้ ต่างนำเสนอแนวนโยบายเศรษฐกิจในลักษณะของ “นโยบายประชานิยม” ซึ่งไม่แตกต่างจากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา โดยมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจผ่านการแจกเงินทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่งผลให้ประเทศไทยวนเวียนอยู่กับ “ประชานิยมมาเกือบ 20 ปี” ขณะที่รายได้ต่อหัวของประชาชนต่อคนต่อปี แทบไม่ขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับแนวนโยบายดังกล่าวทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ขณะที่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่เป็นเพียงการกระตุ้นในระยะสั้น และไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลิตภาพแรงงาน ความสามารถในการแข่งขัน หรือการสร้างฐานรายได้ของประเทศในระยะยาว ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้ม “ย่ำอยู่กับที่” มากกว่าจะก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
ไร้นโยบายหาเงิน
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ระบุอีกว่า ในภาพรวมนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคการเมืองนำเสนอในช่วงหาเสียงนั้น ยังขาดความชัดเจนในนโยบายการสร้างรายได้เข้าประเทศ หรือการขยายฐานรายได้ของประเทศในระยะยาว ว่าจะดำเนินการอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตบนแหล่งรายได้ใหม่ ทั้งจากการลงทุน การส่งออก หรืออุตสาหกรรมอนาคตนโยบายส่วนใหญ่ยังคงเป็นการใช้งบประมาณของรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มากกว่าการสร้างความสามารถในการหารายได้เพิ่ม
ขณะเดียวกัน ประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกำลังส่งผลต่อการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ กลับแทบไม่มีพรรคการเมืองใดนำเสนอแนวทางรับมืออย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่ปัจจัยดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะกลางถึงระยะยาว การขาดการพูดถึงประเด็นนี้สะท้อนถึงช่องว่างเชิงนโยบายที่สำคัญ
ซึ่งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งจำเป็นต้องเผชิญและเร่งกำหนดท่าทีอย่างชัดเจน ขณะที่ปัญหาปากท้องของประชาชน ถือเป็นโจทย์เร่งด่วนที่สุดของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะปัญหารายได้ที่ไม่เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้นส่งผลให้หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่สามารถสร้างรายได้ให้ประชาชนเติบโตอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันศักยภาพการแข่งขันของภาคการผลิตลดลง โดยเฉพาะภาคเกษตรและ SMEs ลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง
สาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนการผลิตที่สูง ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รวมถึงการทะลักเข้ามาของสินค้าต่างชาติที่กระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อย การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยังมีข้อจำกัด และระดับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน
นอกจากนี้ ปัญหาคอร์รัปชั่นและประสิทธิภาพของระบบราชการ รวมถึงระบบการศึกษาที่พัฒนาไม่ทัน การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากรัฐบาลใหม่ไม่เร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและเป็นระบบ จะส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 5 ปีข้างหน้า เมื่อเทียบกับประเทศอาเซียน
ต้องเร่งจัดทัพและปฏิรูปกลไกรัฐ
อย่างไรก็ดี สิ่งที่รัฐบาลหลังการเลือกตั้งต้องเผชิญและมีความเสี่ยงเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนักใน ปี 2569 หากไม่สามารถจัดทัพหรือปฏิรูปกลไกรัฐให้สอดรับกับบริบทโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะสามประเด็นเสี่ยงสำคัญต่อไปนี้
1.ระเบียบโลกใหม่ และ FTA คือ ระเบียบเศรษฐกิจโลก กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับการค้าทวิภาคีและข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) มากขึ้น โดยปี 2569 จะเป็นปีที่หลายประเทศเร่งทำ FTA เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ การเจรจา FTA ของไทยที่ผ่านมาเคลื่อนไหวช้ากว่าเวียดนามและประเทศอาเซียนหลายประเทศ คำถามสำคัญคือ ไทยจะหาโอกาสจาก FTA ที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งกรณีที่ไทยเจรจาเองและกรณีที่ไม่ได้มีส่วนร่วม เช่น FTA ยุโรป-อินเดีย ข้อตกลงการค้าสหรัฐ-อินเดีย หรือข้อตกลงการค้าแคนาดา-จีน ขณะเดียวกันการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐ ที่ยังไม่สามารถลงนามได้ภายใต้กรอบข้อตกลงเดิม ยังคงเป็นความท้าทายว่า ไทยจะต่อรองอย่างไร
2.ความเสี่ยงจากภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และฝุ่น PM 2.5 เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลไทยในอดีตแก้ไขล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง หากรัฐบาลใหม่ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิด กลไกการทำงาน และการบูรณาการหน่วยงานอย่างจริงจัง เมื่อเกิดวิกฤตซ้ำอีกครั้งก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะไม่สามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.ความเสี่ยงจากสินค้าสวมสิทธิและมาตรการกีดกันทางการค้า ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกสหรัฐใช้มาตรการทางการค้า โดยเฉพาะการเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิในอัตราสูงถึง 40% หากไม่สามารถควบคุมและแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างจริงจัง กระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออก ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสถานะของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยความเสี่ยงเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแก้ไข ยกระดับความสามารถของไทยให้แข่งขันได้ภายใต้ความเสี่ยงที่มี