เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
Hermès Birkin ไม่แรร์แล้ว? ราคาตลาดรีเซลร่วง สั่นคลอนความเอ็กซ์คลูซีฟ
Business Hermès Birkin ไม่แรร์แล้ว? ราคาตลาดรีเซลร่วง สั่นคลอนความเอ็กซ์คลูซีฟ
ส่งออกยังแบกเศรษฐกิจไทย โพลหอกาค้าชี้ 73.5% ห่วงดอกเบี้ยสูงฉุดกำลังซื้อโลก
Economic ส่งออกยังแบกเศรษฐกิจไทย โพลหอกาค้าชี้ 73.5% ห่วงดอกเบี้ยสูงฉุดกำลังซื้อโลก
คุยกับ ‘พิชัย จาวลา’ มองอนาคตอสังหาฯ จังหวัดเชียงใหม่
Economic คุยกับ ‘พิชัย จาวลา’ มองอนาคตอสังหาฯ จังหวัดเชียงใหม่
หอการค้าไทย เตือนส่งออกปี 70 เสี่ยงสูง คาดโต 0.8-11.1% ขึ้นกับภาษีสหรัฐ-AI
Economic หอการค้าไทย เตือนส่งออกปี 70 เสี่ยงสูง คาดโต 0.8-11.1% ขึ้นกับภาษีสหรัฐ-AI
‘เอกนัฏ’ จ่อดึงเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน-เงินปันผลบริษัทน้ำมันโปะกองทุนน้ำมันฯ เก็บค่าการกลั่นรอบใหม่ 1,200 ล้าน
Economic ‘เอกนัฏ’ จ่อดึงเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน-เงินปันผลบริษัทน้ำมันโปะกองทุนน้ำมันฯ เก็บค่าการกลั่นรอบใหม่ 1,200 ล้าน
วิรไท ประธานทีดีอาร์ไอ ชี้ปัจจัยความไม่มั่นคงคนไทย แนะปฏิรูปภาครัฐ-แก้ความเหลื่อมล้ำ
Politics วิรไท ประธานทีดีอาร์ไอ ชี้ปัจจัยความไม่มั่นคงคนไทย แนะปฏิรูปภาครัฐ-แก้ความเหลื่อมล้ำ
จับตาแผน PDP 2026 ฉบับ ‘เอกนัฏ’ ผุดทางเลือกที่ 5 ดันไฟสะอาดเกิน 70% ชั่งใจต้นทุน CCS
Economic จับตาแผน PDP 2026 ฉบับ ‘เอกนัฏ’ ผุดทางเลือกที่ 5 ดันไฟสะอาดเกิน 70% ชั่งใจต้นทุน CCS
ปาเจราจาบัลย์ พาผู้อ่านสำรวจความตายและความสัมพันธ์ในครอบครัว
Biz Movement ปาเจราจาบัลย์ พาผู้อ่านสำรวจความตายและความสัมพันธ์ในครอบครัว
80 ปี IMF : จากโรงแรมกลางหุบเขา สู่เวทีโลกที่กรุงเทพฯ
Columns 80 ปี IMF : จากโรงแรมกลางหุบเขา สู่เวทีโลกที่กรุงเทพฯ
ออมสินชู AI ปล่อยสินเชื่อรีเจ็กต์เรตต่ำ-ช่วยคนลืมตาอ้าปาก
Finance ออมสินชู AI ปล่อยสินเชื่อรีเจ็กต์เรตต่ำ-ช่วยคนลืมตาอ้าปาก
ดูทั้งหมด

พาณิชย์แจงดราม่านำเข้าข้าวโพดสหรัฐ ลั่นคุมเข้มไม่ให้ทุบเกษตรกรไทย

13 พ.ค. 2569 | 15:46น.
ข้าวโพด

กระทรวงพาณิชย์แจงกรณีเอกชนไทย-สหรัฐลงนามซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ชี้เป็นการประกันความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานอาหาร หลังไทยต้องการใช้ปีละ 9 ล้านตัน แต่ผลิตได้เพียง 5 ล้านตัน ย้ำผู้นำเข้าต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ซื้อข้าวโพดในประเทศให้หมดก่อน พร้อมกำกับไม่ให้กระทบราคาข้าวโพด รำข้าว ปลายข้าว และเกษตรกรไทย

ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ออกโรงชี้แจงกระแสข่าวการเตรียมลงนามสัญญานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา ปริมาณ 1 ล้านตัน ยืนยันเป็นความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนไทยและสหรัฐ เพื่อประกันความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานอาหาร โดยกระทรวงพาณิชย์มีบทบาทกำกับดูแลให้การนำเข้าเป็นไปตามเงื่อนไข ไม่กระทบต่อเกษตรกรไทย และไม่ทำให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเสียเสถียรภาพ

นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏกระแสข่าวในหลายสำนักว่า เตรียมลงนามสัญญาเพื่อนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกาปริมาณ 1 ล้านตันนั้น ยังมีข้อมูลหลายด้านที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง จึงขอชี้แจงว่า ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และกระทรวงพาณิชย์ ได้รับเชิญจากภาคเอกชนไทยให้เป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ระหว่างภาคเอกชนไทยกับสหรัฐ

การลงนามดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อ “ประกันความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานอาหาร” โดยนำวัตถุดิบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ได้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ ไปใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มทางเลือกแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพ

นายกรนิจระบุว่า การประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนไทย-สหรัฐครั้งนี้ เป็นหลักประกันว่า อุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อสัตว์เพื่อการบริโภคในประเทศและเพื่อส่งออกของไทย จะมีความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทานอาหาร และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

โฆษกกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์ โดยประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีละประมาณ 9 ล้านตัน ขณะที่ผลิตในประเทศได้เพียงปีละประมาณ 5 ล้านตัน ทำให้ไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงกว่าผลผลิตในประเทศประมาณปีละ 4 ล้านตัน

ที่ผ่านมาไทยมีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา และ สปป.ลาว รวมถึงใช้วัตถุดิบทดแทนทั้งในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ข้าวสาลีจากยูเครนและออสเตรเลีย รวมประมาณปีละ 4 ล้านตัน

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยด้านราคาผู้ประกอบการต้องซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศปริมาณ 5 ล้านตันให้หมดก่อน โดยผู้รวบรวมในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ชัยภูมิ พิจิตร และอุทัยธานี ต้องรับซื้อจากเกษตรกรที่ความชื้น 30% ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 7.05 บาท

ขณะที่โรงงานอาหารสัตว์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ความชื้น 14.5% ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 9.80 บาท

ส่วนด้านการนำเข้า กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือวัตถุดิบทดแทนเพื่อใช้ผลิตอาหารสัตว์ จะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ

นายกรนิจระบุว่า หากปริมาณวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ 9 ล้านตัน ผู้ประกอบการจะไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือวัตถุดิบเพิ่มเติม แต่หากปริมาณวัตถุดิบไม่เพียงพอ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และวัตถุดิบจะต้องบริหารจัดการไม่ให้กระทบต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ

ทั้งนี้ จากมาตรการเข้มงวดนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องขึ้นทะเบียนและแสดงใบรับรองว่าเป็นผลผลิตจากการทำเกษตรแบบ “ปลอดการเผา” ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ตามนโยบายแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้ปริมาณนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง

ขณะเดียวกันสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบทดแทน เช่น ข้าวสาลี และวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่น เช่น กากถั่วเหลือง เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ปริมาณวัตถุดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ภาคเอกชนจึงจำเป็นต้องเร่งประกันความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานอาหาร โดยนำเข้าจากแหล่งวัตถุดิบภายใต้กรอบความตกลงทางการค้าอื่น ๆ รวมถึงสหรัฐ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะวัตถุดิบขาดตลาด

กระทรวงพาณิชย์มองว่า การเพิ่มทางเลือกการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากแหล่งใหม่ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ เช่น ไก่เนื้อ ไก่ไข่ สุกร สัตว์น้ำ และเนื้อสัตว์แปรรูป ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก รวมถึงช่วยรับประกันความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

นอกจากนี้ความตกลงของภาคเอกชนดังกล่าวยังเป็นกลไกหนึ่งในยุทธศาสตร์พัฒนาความสัมพันธ์การค้าไทย-สหรัฐในระยะยาว โดยกระทรวงพาณิชย์คาดหวังให้เป็นการวางรากฐานสร้างความเชื่อมั่นกับภาครัฐของสหรัฐ และเสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะต่อการเจรจาการค้าที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเร่งสรุปผล

นายกรนิจระบุว่า หากการเจรจามีความคืบหน้าจะเป็นประโยชน์ต่อภาคการส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปของไทย ซึ่งมีตลาดสหรัฐเป็นตลาดสำคัญอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ สินค้าประมง ผักและผลไม้แปรรูป รวมถึงสามารถต่อยอดอุตสาหกรรมส่งออกไทยจากอุตสาหกรรมการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับอาหารสัตว์ได้เพิ่มเติม

สำหรับข้อกังวลว่าการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อาจกระทบต่อสินค้าเกษตรที่เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เช่น รำ แกลบ และปลายข้าว กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ได้หารือกับนายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เพื่อสื่อสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลงนามความร่วมมือซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ระหว่างภาคเอกชนไทย-สหรัฐแล้ว

โดยนายกสมาคมโรงสีข้าวไทยมีความเข้าใจในวัตถุประสงค์ และความจำเป็นด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อาหารและอาหารสัตว์ทั้งในและต่างประเทศของภาคเอกชน รวมถึงเข้าใจบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าไทย-สหรัฐ

ทั้งนี้ สมาคมโรงสีข้าวไทยและกระทรวงพาณิชย์จะร่วมกันกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์ให้เกิดความสมดุล ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชาวนา โดยเฉพาะราคารำข้าวและปลายข้าว ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาข้าวเปลือก

กระทรวงพาณิชย์ยังระบุว่า การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในส่วนที่เกินจากโควตา 1 ล้านตัน จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 72% บวกค่าธรรมเนียมนำเข้า 180 บาทต่อตัน ทำให้ต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นำเข้าแข่งขันได้ยากเมื่อเทียบกับวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีและไม่มีค่าใช้จ่ายขนส่งระหว่างประเทศ

ส่วนข้อกังวลว่าการนำเข้าสินค้าเกษตรอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเกษตรกรภายในประเทศ กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่า การนำเข้าสินค้าเกษตรมีหน่วยงานรับผิดชอบหลัก คือ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกำหนดให้มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืช และจัดทำพิธีสาร หรือ Protocol ร่วมกับประเทศคู่ค้า เพื่อกำหนดเกณฑ์ควบคุมตั้งแต่การขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุต้นทาง

นอกจากนี้ยังมีมาตรการกำจัดศัตรูพืชเฉพาะทางตามมาตรฐานสากล เช่น การรมยา หรือการอบความร้อน ก่อนกำกับดูแลผ่านระบบใบอนุญาตและใบรับรองสุขอนามัยพืช หรือ PC โดยสินค้าทุกลอตจะถูกสุ่มตรวจอย่างละเอียด ณ ด่านตรวจพืช เพื่อสกัดกั้นสินค้า โรค และแมลง ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเกษตรกรภายในประเทศ

นายกรนิจกล่าวว่า รัฐบาลได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ รัดกุม และคำนึงถึงผลประโยชน์ที่สมดุลของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกร พ่อค้า ผู้ประกอบการผลิต ผู้ส่งออก และที่สำคัญคือผู้บริโภค ซึ่งไม่ควรได้รับผลกระทบด้านราคาจากต้นทุนที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น