Skip to content

TFM ชูโลว์คาร์บอนแข่งเวทีโลก ถกเกษตรกรพัฒนาคุณภาพกุ้งส่งออก

21 พ.ค. 2569 | 15:13น.
TFM ชูโลว์คาร์บอนแข่งเวทีโลก ถกเกษตรกรพัฒนาคุณภาพกุ้งส่งออก

ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ ชี้โจทย์โลกเปลี่ยน มุ่งเป้าโลว์คาร์บอน เน้นยั่งยืนแข่งเอกวาดอร์ อินเดีย เวียดนาม อินโดฯ เร่งสื่อสารเกษตรกรไทย พัฒนาคุณภาพ เลี้ยงกุ้งส่งออกให้ตรงไซซ์ เผยตลาดกุ้งโลกผลผลิตเพิ่ม แต่ราคาลด หันมาเพิ่มสัดส่วนขายในประเทศ ตั้งเป้ายอดขายแตะหมื่นล้านภายในปี 2030

นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM เปิดเผยว่า ทิศทางอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกุ้งไทย กำลังเข้าสู่โจทย์ใหม่ของตลาดโลกที่ไม่ได้แข่งขันเฉพาะราคาอีกต่อไป แต่ต้องตอบเรื่องความยั่งยืน โลว์คาร์บอน คุณภาพสินค้า และการตรวจสอบย้อนกลับได้ โดย TFM ต้องทำมากกว่าการขายอาหารสัตว์น้ำ คือ การนำข้อมูลตลาดโลกกลับมาสื่อสารกับเกษตรกรไทยว่า ตลาดต้องการกุ้งไซซ์ใด ช่วงเวลาใด ควรผลิตอย่างไร และจะขายให้ใคร ทั้งนี้ โลกกำลังให้ความสำคัญกับโลว์คาร์บอนมากขึ้น

ขณะเดียวกันผู้ผลิตต้องพยายามลดต้นทุนและหาตลาดใหม่ให้เกษตรกร การผลิตกุ้งให้ตรงไซซ์ตลาดจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดย TFM ใช้จุดแข็งของกลุ่มไทยยูเนี่ยนฯที่เห็นตลาดทั้งโลก ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งโรงเพาะฟัก ฟาร์ม อาหารสัตว์น้ำ การแปรรูป และการส่งออก มาสร้างข้อมูลให้เกษตรกร

“วันนี้เราดีใจที่ประเทศไทยสามารถทำกุ้งโลว์คาร์บอนไปขายตลาดโลกได้ เพราะหลายประเทศคู่แข่ง เช่น เอกวาดอร์ อินโดนีเซีย จีน เวียดนาม ยังไม่ได้ใช้เรื่องนี้เป็น Selling Point มากนัก นี่คือจุดแข็งของประเทศไทย ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มไทยยูเนี่ยนฯ”

ตลาดกุ้งโลกมีผู้ผลิตรายใหญ่คือ เอกวาดอร์ ซึ่งมีกำลังผลิต 1.5 ล้านตัน และยังเติบโตต่อเนื่องปีละ 4-5% ขณะที่ประเทศหลักอื่น ๆ ได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ส่วนไทยอยู่อันดับ 5 ของโลกด้านการผลิตและส่งออก

สำหรับ TFM ตลาดอาหารกุ้งในไทยยังมีโอกาสเติบโต แม้ผลผลิตกุ้งไทยไม่ได้เพิ่มมากนัก โดยในช่วง 3 ปีก่อน บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดอาหารกุ้งประมาณ 16-17% ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 25% และยังมองว่ามีพื้นที่ให้ขยายต่อได้ นอกจากอาหารกุ้งและอาหารปลากะพง ซึ่งเป็นธุรกิจหลักแล้ว บริษัทมองตลาดปลาน้ำจืดเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ

โดยภาพรวมตลาดอาหารปลาน้ำจืดมีมูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ปลานิลและปลาทับทิม 5,000 ล้านบาท ส่วนปลาช่อนและปลาอื่น ๆ 1,500-2,000 ล้านบาท ปัจจุบัน TFM มีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มนี้เพียง 6-8% หรือไม่เกิน 10% จึงยังมีโอกาสขยายตัว

นายพีระศักดิ์ยอมรับว่า ด้านต้นทุนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำเผชิญแรงกดดันจากราคาวัตถุดิบ โดยเฉพาะปลาป่นที่ปรับขึ้นแรงจากปัญหาซัพพลายลดลงทั่วโลก การจับปลาถูกจำกัดในบางโซน รวมถึงผลกระทบจากสงคราม ราคาน้ำมัน และโลจิสติกส์ โดยราคาปลาป่นปรับขึ้นมากกว่า 30-40% ใกล้เคียงระดับสูงในปี 2023

อย่างไรก็ตาม บริษัทจะไม่ลดคุณภาพสินค้า และไม่ปรับสูตรไปใช้โปรตีนทางเลือกเพื่อลดต้นทุน โดยจะบริหารต้นทุนผ่านการเพิ่มยอดขาย 8-10% เพื่อให้ปริมาณการผลิตสูงขึ้น ควบคุมค่าใช้จ่ายภายใน รวมถึงใช้ข้อดีจากวัตถุดิบบางรายการที่ไม่ได้ปรับขึ้น เช่น ถั่วเหลืองและแป้ง เข้ามาช่วยถ่วงดุล

ส่วนสถานการณ์ราคากุ้ง นายพีระศักดิ์กล่าวว่า ช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ราคากุ้งปรับลดลงจากปัจจัยดีมานด์-ซัพพลายโลก เศรษฐกิจโลก ค่าเงิน และกำลังซื้อในตลาดใหญ่ เช่น สหรัฐและจีน ที่ลดลง ขณะที่ผลผลิตกุ้งโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเอกวาดอร์ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 10% แต่ผลผลิตไทยไม่ได้เพิ่มมากนัก ช่วง 3 เดือนแรก เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 1% ดังนั้น ตลาดกุ้งไทยเปลี่ยนจากอดีตที่ส่งออกกว่า 70% มาเป็นตลาดในประเทศมากกว่า 50% และตลาดในประเทศเป็นตลาดที่ให้ราคาดี เพราะคนไทยซื้อกุ้งในราคาสูงกว่าหลายตลาด

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงใหญ่ของอุตสาหกรรมกุ้งไทยใน 3-5 ปีข้างหน้า คือ โรคระบาด รองลงมาคือ การปรับตัวของเกษตรกรให้เข้ากับดีมานด์ตลาด รวมถึงการใช้เทคโนโลยี ดาต้า และ AI เข้ามาช่วยบริหารฟาร์ม ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะไทยยังใช้เทคโนโลยีน้อยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งบางราย ทั้งนี้ หากไทยแข่งขันด้านราคาจะสู้ได้ยาก เพราะต้นทุนของประเทศคู่แข่งต่ำกว่า ทั้งค่าแรง พื้นที่ ปริมาณการผลิต และขนาดเศรษฐกิจการผลิต โดยเฉพาะเอกวาดอร์มีจุดแข็งด้านวอลุ่มและต้นทุน ดังนั้น จุดขายของไทยต้องเป็นกุ้งคุณภาพ ตรวจสอบย้อนกลับได้ มีมาตรฐาน มีสินค้าเพิ่มมูลค่า และมีเรื่องราวด้านโลว์คาร์บอนเพื่อขายตลาดพรีเมี่ยม

สำหรับผลประกอบการปี 2025 บริษัทมียอดขาย 6,035 ล้านบาท เติบโตประมาณ 12-15% และตั้งเป้าปี 2030 ยอดขายแตะ 10,000 ล้านบาท ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นวางไว้ที่ประมาณ 18-20% นอกจากนี้ TFM ยังเดินหน้าขยายธุรกิจต่างประเทศ โดยอินโดนีเซียปัจจุบันบริษัทอยู่อันดับ 6 และตั้งเป้าขึ้นเป็นท็อป 3 ภายในปี 2030 ขณะเดียวกันเตรียมลงทุนในเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ที่สุดของโลก เพื่อใช้เป็นฐานการเติบโตระดับโลก โดยอยู่ระหว่างการจัดตั้งบริษัทและเตรียมที่ดิน คาดใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปีครึ่ง แล้วเสร็จภายในปี 2028 โดยงบฯลงทุนปีนี้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการอยู่ราว 400-500 ล้านบาท สำหรับซื้อที่ดิน ออกแบบ ที่ปรึกษา และดาวน์เพย์เมนต์เครื่องจักรบางส่วน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

TFM