ไทยถก EU เร่งยกระดับเกษตรรับกติกาเขียว ดัน FTA เปิดทางสินค้าไทยบุกยุโรป
“วัชระพล” หารือกรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตร เดินหน้ายกระดับความร่วมมือเกษตรไทย-EU รับมือกติกาโลก ทั้งความยั่งยืน ลดใช้สารเคมี ความมั่นคงอาหาร และมาตรการ SPS ภายใต้ FTA ไทย-EU พร้อมดันสินค้าเกษตร-อาหารไทยเจาะตลาดยุโรป หลัง 7 เดือนแรกปี 2568 ส่งออกสินค้าเกษตร อาหาร และยางพาราไป EU กว่า 1.17 แสนล้านบาท โต 2.26%
นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังให้การต้อนรับนายคริสตอฟ ฮันเซน (Christophe Hansen) กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและพัฒนาชนบทแห่งสหภาพยุโรป พร้อมคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าหารือความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยและสหภาพยุโรป

การหารือครั้งนี้มีนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวนฤมล สงวนวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวไปรยา เศวตจินดา ผู้อำนวยการสำนักการเกษตรต่างประเทศ รวมถึงผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วม
นายวัชระพล กล่าวว่า ไทยและสหภาพยุโรปมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและต่อเนื่องยาวนานกว่า 63 ปี โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการเกษตร ซึ่งทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญมาโดยตลอด ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคเกษตรอย่างยั่งยืน การดูแลสิ่งแวดล้อม การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยด้านอาหาร ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของสหภาพยุโรป
ในการหารือ ฝ่ายสหภาพยุโรปได้เน้นย้ำความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ทั้งดิน น้ำ และระบบนิเวศ เพื่อรองรับการผลิตอาหารอย่างยั่งยืนในอนาคต รวมถึงให้ความสำคัญกับการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรและปุ๋ยแร่ ตลอดจนการส่งเสริมระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ EU ยังเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์โลก วิกฤตราคาพลังงานและปุ๋ย รวมถึงมาตรการทางการค้า กำลังส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรและความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ประเทศที่มีแนวทางและมาตรฐานการผลิตอาหารในทิศทางเดียวกันควรเสริมสร้างความร่วมมือให้ใกล้ชิดมากขึ้น
ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป หรือ Thai-EU FTA ในประเด็นมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช หรือ SPS ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการยกระดับการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างกัน โดยเห็นพ้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายร่วมหารืออย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการใช้กลไกการหารือที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
“การหารือครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยและสหภาพยุโรป ทั้งในมิติการค้า การวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนการพัฒนาระบบการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือรายละเอียดภายใต้กฎหมายและเงื่อนไขของไทยอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยเป็นหัวใจสำคัญ ควบคู่กับการขับเคลื่อนความร่วมมือทางการค้าและการส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างทั้งสองฝ่าย” นายวัชระพลกล่าว
สำหรับสหภาพยุโรปถือเป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของไทย โดยปี 2567 ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรปมูลค่ากว่า 28,369 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 9.08% จากปีก่อนหน้า ขณะที่สินค้าเกษตรและอาหารไทยยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง ทั้งยางพารา อาหารทะเล ผลไม้ ข้าว และสินค้าเกษตรแปรรูป ซึ่งได้รับความนิยมในตลาดยุโรป
ขณะเดียวกัน ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าเกษตร อาหาร และยางพาราไปยังสหภาพยุโรปมูลค่ากว่า 117,136 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.26% สะท้อนความเชื่อมั่นต่อคุณภาพสินค้าเกษตรไทย ท่ามกลางการปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานการค้าสีเขียวของโลก
