เกษตรฯ เร่งจัดการน้ำลุ่มน้ำน่าน-ยม รับฤดูฝน สานต่อบางระกำโมเดล 3.27 แสนไร่
“ปิยะรัฐชย์” ลงพื้นที่พิษณุโลก-อุตรดิตถ์ ติดตามแผนบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำน่าน-ยม เตรียมพร้อมรับฤดูฝน 2569 สานต่อบางระกำโมเดล ปรับปฏิทินเพาะปลูกให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวก่อนฤดูน้ำหลาก ครอบคลุมกว่า 327,000 ไร่ พร้อมเดินหน้าโครงการประตูระบายน้ำท้ายเมืองพิษณุโลก กักเก็บน้ำ 44.33 ล้าน ลบ.ม. หนุนข้าวคาร์บอนต่ำ-จุลินทรีย์ย่อยตอซัง ลดเผา แก้ PM 2.5
นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงพบปะประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ได้ศึกษาและวางแผนพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ เพื่อกระจายน้ำให้ทั่วถึงและครอบคลุมทุกพื้นที่ รองรับความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและภาคเกษตร พร้อมเตรียมรับมือฤดูฝนปี 2569

ทั้งนี้ จังหวัดพิษณุโลกมีแม่น้ำสำคัญ 2 สาย ได้แก่ แม่น้ำน่านและแม่น้ำยม จึงต้องเตรียมความพร้อมเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรให้มากที่สุด โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้รับทราบแนวทางดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ซึ่งปรับปฏิทินเพาะปลูกให้เร็วขึ้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตให้แล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลาก โดยขยายพื้นที่เป้าหมายครอบคลุมกว่า 327,000 ไร่
นางสาวปิยะรัฐชย์กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีแผนก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำท้ายเมืองพิษณุโลก ในลักษณะอาคารควบคุมระดับน้ำขนาด 9 ช่องระบาย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบโครงสร้าง หากก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถกักเก็บน้ำในแม่น้ำน่านได้ประมาณ 44.33 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีครัวเรือนได้รับประโยชน์กว่า 20,000 ครัวเรือน
ในส่วนของแหล่งน้ำสำคัญในพื้นที่ เช่น บึงราชนกและคลองรับน้ำสาขา กระทรวงเกษตรฯ เตรียมฟื้นฟูและขุดลอก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำและเส้นทางกระจายน้ำให้ทั่วถึงมากขึ้น พร้อมตรวจสอบเครื่องจักรเครื่องมือให้พร้อมต่อการปฏิบัติงานในกรณีฉุกเฉิน
จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ และคณะ เดินทางไปยังศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก เพื่อเยี่ยมชมการบริหารจัดการการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งมีการติดตั้งเครื่องวัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้นวัตกรรมการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง หรือ AWD
พร้อมกันนี้ ยังได้เยี่ยมชมโรงงานต้นแบบการผลิตจุลินทรีย์ย่อยสลายเศษวัสดุทางการเกษตร ณ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 ซึ่งเป็นนวัตกรรมสำคัญในการเปลี่ยนตอซังฟางข้าวให้เป็นปุ๋ยแทนการเผา เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ นางสาวปิยะรัฐชย์ยังลงพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการบริหารจัดการน้ำ ณ โครงการผันน้ำคลองละวาน หรือบึงสมอพิเภก พร้อมอาคารประกอบ ตำบลบ้านดารา อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บน้ำสนับสนุนการอุปโภคบริโภคและการเกษตร
โครงการดังกล่าวมีแผนขุดลอกคลองละวาน คลองชักน้ำ คลองห้วยร้องป่าช้า และท่อระบายน้ำ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพการบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาน้ำหลาก กักเก็บน้ำต้นทุนให้เพียงพอตลอดปี และป้องกันน้ำท่วมขังในพื้นที่รับน้ำช่วงฤดูน้ำหลาก
ขณะที่โครงการผันน้ำคลองละมุง บึงช่อ แม่น้ำน่าน พร้อมอาคารประกอบ มีแผนขุดลอกคลองผันน้ำระยะ 1,240 เมตร ขุดลอกคลองแนวที่ 1 ระยะ 3,200 เมตร และขุดลอกคลองแนวที่ 2 ระยะ 3,500 เมตร เพื่อช่วยป้องกันพื้นที่การเกษตรจากน้ำท่วมประมาณ 50,000 ไร่ และเพิ่มทางระบายน้ำไม่ให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่เกษตรกร
จากนั้น เดินทางไปยังสหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านท้ายวัดพญาปันแดน จำกัด เพื่อติดตามการดำเนินงานของสถาบันเกษตรกรต้นแบบด้านการบริหารจัดการน้ำและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าเพื่อลดต้นทุน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อให้บริการสมาชิกและยกระดับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเป็นสถาบันเกษตรกรผู้ให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจรในอนาคต
“กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนภาคการเกษตรให้เกิดผล ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า การยกระดับสถาบันเกษตรกรสู่การเป็นผู้ให้บริการธุรกิจเกษตร เกษตรปลอดภัยใส่ใจสิ่งแวดล้อม การหยุดเผา และการสร้างความมั่นคงในที่ดินทำกินให้เกษตรกร เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมีความมั่นคง มีสิทธิในการทำกินอย่างถูกต้อง และสามารถต่อยอดเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาอาชีพได้” นางสาวปิยะรัฐชย์กล่าว
ต่อมา ได้นำคณะลงพื้นที่ฝายกั้นน้ำคลองหนองตม หรือวัดสวนร่มบารมี อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เพื่อติดตามการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ และแนวทางกักเก็บน้ำเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มเติมให้แก่เกษตรกรอย่างมีเสถียรภาพ พร้อมพบปะและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่
ขณะเดียวกัน นางสาวปิยะรัฐชย์ยังเป็นประธานเปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ครั้งที่ 3 ปีงบประมาณ 2569 ณ วัดราชคีรีวิเศษ หมู่ที่ 7 ตำบลบ่อทอง อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อให้บริการทางวิชาการและถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรแก่เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร
กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การทำหมันสุนัขและแมว การสนับสนุนปัจจัยการผลิต การรับคำขอออกโฉนดจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. รวมถึงการให้บริการ 11 คลินิกหลักที่ครอบคลุมการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร และคลินิกจากหน่วยงานสนับสนุน เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการภาครัฐของเกษตรกร ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร ต่อยอดเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบ และพัฒนาอาชีพเกษตรให้มีความมั่นคงอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ และคณะ ยังเดินทางไปยังสะพานน้ำคลองส่งน้ำสายใหญ่ กม.14+200 บ้านโคกงาม ตำบลผักขวง อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อติดตามการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ รวมถึงการซ่อมแซมปรับปรุงอาคารและระบบชลประทานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยและการใช้งาน ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค และส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานประมาณ 10,000 ไร่ต่อหนึ่งฤดูกาลเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

