โดรนเกษตรรับน้ำหนัก 70 กก. บินไกล 3 กม. แก้ผัก-ผลไม้ช้ำบนดอย
ARDA สนับสนุนงานวิจัย “โดรนขนส่งผลผลิตเกษตรพื้นที่สูง” ปลดล็อกปัญหาโลจิสติกส์ในพื้นที่ภูเขา เส้นทางลาดชัน และฤดูฝนที่ถนนถูกตัดขาด โชว์ศักยภาพบรรทุกได้สูงสุด 70 กิโลกรัม บินไกลกว่า 3 กิโลเมตร ลดต้นทุนขนส่งพืชผลไม่น้อยกว่า 36% และลดต้นทุนผักสลัดได้สูงสุด 63% พร้อมลดความสูญเสียระหว่างทางราว 10% ช่วยเกษตรกรรักษาคุณภาพผัก-ผลไม้ก่อนถึงตลาด
ทุกปีผลผลิตผักและผลไม้บนพื้นที่สูงของไทยจำนวนไม่น้อยต้องสูญเสียคุณภาพก่อนถึงมือผู้บริโภค ไม่ใช่เพียงจากกระบวนการผลิต แต่เกิดจากข้อจำกัดด้านการขนส่งในพื้นที่สูงที่มีสภาพภูมิประเทศซับซ้อน เส้นทางคดเคี้ยว ภูเขาสูง และบางช่วงถูกตัดขาดในฤดูฝน
ปัญหาดังกล่าวทำให้ผลผลิตเกิดความเสียหายระหว่างทาง สูญเสียความสด และมีต้นทุนโลจิสติกส์สูงกว่าพื้นที่ทั่วไปหลายเท่า กลายเป็นต้นทุนแฝงที่ฉุดรั้งรายได้ของเกษตรกร และลดศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยมาอย่างต่อเนื่อง
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร หรือ ARDA กล่าวว่า การลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของภาคเกษตรไทย และเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากผลผลิตจำนวนมากยังสูญเสียมูลค่าระหว่างการขนส่ง โดยเฉพาะในพื้นที่สูงหรือพื้นที่เข้าถึงยาก
ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้บริษัท อีซี่ (2018) จำกัด ดำเนินโครงการ “การใช้เทคโนโลยีระบบอากาศยานไร้คนขับเพื่อการขนส่งผลิตผลเกษตรพื้นที่สูง” ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง หรือ สวพส. โดยมีนายอัศวิน โรมนรัตน์เสรี เป็นหัวหน้าโครงการ
เป้าหมายของโครงการคือการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับสำหรับขนส่งผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่สูง เพื่อลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดของเกษตรกร
สำหรับโดรนต้นแบบสามารถบรรทุกน้ำหนักได้สูงสุด 70 กิโลกรัม บินได้ไกลกว่า 3 กิโลเมตร และบินสูงจากพื้นดินไม่น้อยกว่า 200 เมตร ด้วยความเร็วเฉลี่ย 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รองรับการทำงานทั้งแบบอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติ
เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดเวลา ลดแรงงาน และลดความเสี่ยงจากการขนส่งในพื้นที่ลาดชันหรือพื้นที่ห่างไกลที่ยานพาหนะทั่วไปเข้าถึงได้ยาก โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนที่เส้นทางภาคพื้นดินมีข้อจำกัด
ผลการทดสอบภาคสนามจำนวน 80 เที่ยวบิน รวมปริมาณผลผลิตกว่า 1.6 ตัน พบว่าสามารถขนส่งพืชเศรษฐกิจสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ มะเขือเทศ แตงกวาญี่ปุ่น เสาวรส และผักสลัด
ผลการทดสอบยังพบว่า โดรนสามารถลดต้นทุนการขนส่งพืชผลได้ไม่น้อยกว่า 36% และลดต้นทุนการขนส่งผักสลัดได้สูงสุดถึง 63% เมื่อเทียบกับการขนส่งด้วยรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อในพื้นที่สูง
ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดความสูญเสียระหว่างขนส่งได้ประมาณ 10% หรือเทียบเท่ากับการรักษาผลผลิตได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10 กิโลกรัม ต่อผลผลิตทุก 100 กิโลกรัมที่เคยสูญเสียระหว่างทาง ทำให้สามารถเปลี่ยนความสูญเสียกลับมาเป็นรายได้ของเกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม
ด้านนายอัศวิน โรมนรัตน์เสรี หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของงานวิจัยนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการพัฒนาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลงพื้นที่และพบปัญหาจริงของเกษตรกรบนพื้นที่สูง ที่ต้องเผชิญต้นทุนการขนส่งสูงกว่าพื้นที่ทั่วไปหลายเท่า
โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนที่เส้นทางถูกตัดขาด ทำให้ผลผลิตจำนวนมากไม่สามารถนำออกสู่ตลาดได้ทันเวลา ส่งผลให้คุณภาพลดลงและสูญเสียรายได้ แม้จะเป็นผลผลิตคุณภาพสูงก็ตาม
ทีมวิจัยจึงพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ เพื่อทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมทางอากาศ” ระหว่างแปลงเกษตรและจุดรวบรวมผลผลิต ช่วยให้เกษตรกรสามารถขนส่งผลผลิตมูลค่าสูงได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และตรงเวลา แม้ในพื้นที่ที่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ไม่สามารถเข้าถึงได้
ปัจจุบัน โครงการได้พัฒนาและส่งมอบโดรนต้นแบบให้ ARDA เรียบร้อยแล้ว โดยต้นทุนโดรนอยู่ที่ประมาณ 450,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบการใช้งาน
ผลการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์พบว่า หากมีการใช้งานมากกว่า 2,173 เที่ยวบินต่อปี ระบบจะเริ่มคุ้มทุน และเมื่อใช้งานมากกว่า 2,200 เที่ยวบินต่อปี จะสามารถสร้างผลกำไรได้ต่อเนื่อง ขณะที่หากขยายการใช้งานสู่ระดับ 5,000 เที่ยวบินต่อปี จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า 565,000 บาทต่อปี
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า เทคโนโลยีโดรนขนส่งผลผลิตมีศักยภาพพัฒนาเป็นธุรกิจบริการขนส่งทางอากาศสำหรับภาคเกษตรของไทยได้ในอนาคต
ด้านนายกิตติพงศ์ รพีบุญญานนท์ นักส่งเสริมและพัฒนาโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแม่มะลอ สวพส. ในฐานะผู้ควบคุมการบินโดรนในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สวพส. ได้รับการสนับสนุนโดรนขนส่งผลผลิตทางการเกษตรจาก ARDA และนำมาทดลองใช้งานจริงในพื้นที่ต่อเนื่องมากกว่า 1 ปี
ที่ผ่านมา ดำเนินการขนส่งแล้วกว่า 150 เที่ยวบิน โดยจากประสบการณ์ใช้งานจริงพบว่า จุดเด่นสำคัญของโดรนไม่ได้อยู่ที่ความรวดเร็วในการลำเลียงเท่านั้น แต่ยังช่วยคงความสดและลดความเสียหายของสินค้าเกษตรตั้งแต่ออกจากแปลงจนถึงจุดรวบรวม
โดยเฉพาะพืชผักและผลไม้มูลค่าสูงที่อ่อนไหวต่อการกระแทก เช่น ผักสลัด คะน้า เคล ฮ่องเต้ มะเขือเทศโทมัส แตงกวาญี่ปุ่น ซูกินี เสาวรสหวาน และองุ่น ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของเกษตรกรบนพื้นที่สูง
“ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องใช้แรงงานคนหรือรถจักรยานยนต์ลำเลียงสินค้าเกษตรผ่านเส้นทางลาดชัน ทำให้เกิดการช้ำ สูญเสียความสด และกระทบต่อมูลค่าการจำหน่าย แต่เมื่อใช้โดรน การขนส่งมีความรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น ช่วยลดการกระแทก รักษาสภาพสินค้า และเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายได้ในราคาที่ดีขึ้น” นายกิตติพงศ์กล่าว
นายกิตติพงศ์กล่าวว่า โดรนสามารถลำเลียงผลผลิตจากแปลงสู่โรงคัดแยกในระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ได้ภายใน 10 นาที จากเดิมที่ต้องใช้เวลากว่า 30 นาที ช่วยลดข้อจำกัดด้านการคมนาคม โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนที่เส้นทางภาคพื้นดินไม่สามารถใช้งานได้
นอกจากการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรแล้ว สวพส. ยังต่อยอดการใช้งานโดรนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในภารกิจสาธารณประโยชน์ อาทิ การสนับสนุนภารกิจดับไฟป่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการลำเลียงอาหาร ยา และสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่เข้าถึงยาก
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า เทคโนโลยีนี้ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะด้านการเกษตรเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของชุมชนบนพื้นที่สูงในอนาคต
ดร.ทวีศักดิ์กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้พัฒนาเพียงเทคโนโลยีโดรน แต่กำลังสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรบนพื้นที่สูง จากเดิมภูเขาเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงตลาด วันนี้นวัตกรรมกำลังเปลี่ยนภูเขาให้กลายเป็นทางลัดสู่รายได้ของเกษตรกร และเปลี่ยนความสูญเสียระหว่างทางให้กลับมาเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ งานวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของ ARDA ที่มุ่งผลักดันให้งานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และภาคการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักส่งเสริมการใช้ประโยชน์และพัฒนาธุรกิจ โทร. 02-579-7435





