SACIT ดัน ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ สู่เวทีโลก ปั้นทุนวัฒนธรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหัตถกรรม
SACIT ก้าวสู่ปีที่ 6 เดินหน้าผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยมและหัตถกรรมที่เกี่ยวข้อง” ให้เป็นอัตลักษณ์สำคัญของชาติ และต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับสากล พร้อมขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยผ่านโมเดลธุรกิจยั่งยืน เชื่อมการพัฒนาคน ผลิตภัณฑ์ และตลาดเข้าด้วยกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทใหม่ของงานหัตถศิลป์ไทย ซึ่งไม่ได้ถูกมองเพียงในมิติการอนุรักษ์ภูมิปัญญา แต่ถูกยกระดับให้เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางการตลาด และเสริมภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก
ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย หรือ SACIT กล่าวว่า การก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ถือเป็นวาระสำคัญในการตอกย้ำบทบาทของ SACIT ในฐานะองค์กรหลักด้านการสืบสาน สร้างสรรค์ และส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างครบวงจร

เป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของงานศิลปหัตถกรรม ตั้งแต่การอนุรักษ์องค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพช่างฝีมือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย ไปจนถึงการเปิดตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“งานหัตถศิลป์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงรักษาองค์ความรู้และภูมิปัญญาให้คงอยู่ แต่ยังเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ของประเทศได้ในระยะยาว”
ปั้นงานคราฟต์ผ่าน 3 ภารกิจหลัก
ผศ.ดร.อนุชา กล่าวว่า SACIT วางบทบาทเป็น “นักปั้น” งานศิลปหัตถกรรมไทย ผ่าน 3 ภารกิจสำคัญ
ภารกิจแรก คือ การสืบสานองค์ความรู้และภูมิปัญญาของครูศิลป์ ครูช่าง และช่างฝีมือไทย เพื่อถ่ายทอดทักษะและองค์ความรู้ไปยังคนรุ่นใหม่ และสร้างผู้สืบทอดในระยะยาว
ภารกิจที่สอง คือ การสร้างสรรค์ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับมาตรฐาน และผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และการออกแบบ เพื่อเพิ่มมูลค่าและทำให้งานหัตถศิลป์สามารถตอบโจทย์ตลาดร่วมสมัย
ภารกิจที่สาม คือ การส่งเสริมผู้ประกอบการ ช่างฝีมือ และชุมชนหัตถกรรม ผ่านการสร้างโอกาสทางการตลาด และผลักดันภาพลักษณ์งานศิลปหัตถกรรมไทยให้เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ
เป้าหมายคือทำให้งานหัตถกรรมไทยสามารถแข่งขัน เติบโต และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยไม่สูญเสียรากเหง้าและอัตลักษณ์ดั้งเดิม

เดินหน้า Sustainable Craft Business Model
อีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่ SACIT เริ่มดำเนินการในปีนี้ และเตรียมต่อยอดสู่ปี 2570 คือการขับเคลื่อน “Sustainable Craft Business Model”
แนวทางดังกล่าวเป็นกรอบพัฒนางานศิลปหัตถกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่า หรือ Craft Value Chain โดยมุ่งพัฒนา 3 องค์ประกอบควบคู่กัน ได้แก่ คน ผลิตภัณฑ์ และตลาด
ในด้าน “คน” SACIT จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะช่างฝีมือ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างผู้สืบทอด
ด้าน “ผลิตภัณฑ์” จะเน้นการยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน การออกแบบ และการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ
ส่วนด้าน “ตลาด” จะเร่งสร้างช่องทางจำหน่าย เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และเชื่อมผู้ประกอบการงานคราฟต์เข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมวางฐานให้งานศิลปหัตถกรรมไทยเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
“ภารกิจของ SACIT ไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมไทยให้อยู่ในความทรงจำ แต่ต้องทำให้งานหัตถศิลป์มีชีวิต มีผู้สืบทอด มีผู้ใช้ มีตลาด และมีพื้นที่แสดงศักยภาพในเวทีโลก โดยยังรักษารากเหง้าและคุณค่าของภูมิปัญญาไทยไว้อย่างครบถ้วน”
ชู “ชุดไทยพระราชนิยม” อัตลักษณ์ชาติ
ในโอกาสครบรอบ 5 ปี ก้าวสู่ปีที่ 6 SACIT ยังจัดเสวนา “ราชพัสตราสู่สากล” เพื่อถ่ายทอดคุณค่าของชุดไทยพระราชนิยมในฐานะต้นแบบของการนำภูมิปัญญาไทยไปต่อยอดในระดับนานาชาติ
ผศ.ดร.อนุชา กล่าวว่า ชุดไทยพระราชนิยมไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกาย แต่เป็นการหลอมรวมภูมิปัญญาด้านศิลปหัตถกรรมจากหลายสาขา
ทั้งงานทอผ้า การย้อมสี การปัก การทำเครื่องประดับ งานโลหะ และงานหัตถศิลป์แขนงต่าง ๆ ซึ่งเชื่อมโยงกันจนเกิดเป็นอัตลักษณ์ของชาติ และได้รับการยอมรับในระดับสากล
การผลักดันชุดไทยพระราชนิยมจึงไม่ได้หมายถึงการเผยแพร่ความงดงามของเครื่องแต่งกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนระบบนิเวศงานหัตถกรรมทั้งระบบ ตั้งแต่ช่างฝีมือ ชุมชนผู้ผลิต องค์ความรู้ดั้งเดิม ไปจนถึงการออกแบบร่วมสมัย

จากภูมิปัญญาสู่การทูตวัฒนธรรม
แนวคิดการนำชุดไทยพระราชนิยมไปสู่เวทีโลกสะท้อนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านนิทรรศการ “La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส
นิทรรศการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่าง SACIT พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และพิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs
เป้าหมายคือถ่ายทอดคุณค่าของชุดไทยพระราชนิยมและงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่สายตานานาชาติ ผ่านเรื่องราวของภูมิปัญญา งานช่าง ศิลปะ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย
การจัดแสดงดังกล่าวได้รับกระแสตอบรับอย่างกว้างขวาง และสะท้อนศักยภาพของไทยในการใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ประเทศ และขยายบทบาทด้านการทูตวัฒนธรรม
ดันหัตถกรรมไทยจาก “ของดี” สู่ “ธุรกิจยั่งยืน”
ผศ.ดร.อนุชา กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของ SACIT คือการทำให้งานหัตถกรรมไทยสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม
การพัฒนางานคราฟต์จึงต้องครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการรักษาองค์ความรู้ การพัฒนาช่างฝีมือ การออกแบบ การยกระดับมาตรฐาน การสร้างแบรนด์ และการเปิดตลาดใหม่
“สำหรับ SACIT การส่งเสริมชุดไทยพระราชนิยมไม่ได้หมายถึงการเผยแพร่ความงดงามของเครื่องแต่งกายไทยเพียงอย่างเดียว แต่คือการผลักดันคุณค่าของระบบนิเวศงานศิลปหัตถกรรมไทยทั้งระบบ”
จากนี้ SACIT จะเดินหน้าสร้างการเชื่อมโยงระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยไม่เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรม แต่เป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างรายได้และเติบโตได้อย่างยั่งยืน
การก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนจากบทบาท “ผู้อนุรักษ์” ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างระบบเศรษฐกิจงานหัตถกรรม” ที่เชื่อมช่างฝีมือ ชุมชน ผู้ประกอบการ นักออกแบบ และตลาดโลกเข้าด้วยกัน
เป้าหมายปลายทางคือทำให้งานศิลปหัตถกรรมไทยมีทั้งผู้สืบทอด ผู้ใช้ ตลาด และมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมยืนอยู่บนเวทีโลกโดยยังรักษาอัตลักษณ์และรากเหง้าของภูมิปัญญาไทยไว้อย่างครบถ้วน