น้ำนมดิบล้นตลาด-อ.ส.ค.ค้างจ่าย กดดันสหกรณ์โคนม “เกษตรฯ” งัด 4 มาตรการ เสริมสภาพคล่อง 350 ล้าน
วิกฤติน้ำนมดิบส่วนเกินนอกสัญญา MOU ยังเป็นแรงกดดันใหญ่ของสหกรณ์โคนมไทย หลังปริมาณน้ำนมดิบส่วนเกินเฉลี่ยอยู่ที่ 181-211 ตันต่อวัน ขณะที่ปัญหาองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. ค้างชำระค่าน้ำนมดิบ ยิ่งซ้ำเติมสภาพคล่องของสหกรณ์และสมาชิกผู้เลี้ยงโคนม
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเร่งขยับมาตรการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ทั้งการเพิ่มช่องทางจำหน่ายนม การเสริมสภาพคล่องผ่านเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ หรือ กพส. การผ่อนปรนด้านบัญชีกรณีลูกหนี้ค่าน้ำนมดิบ อ.ส.ค. และการนำน้ำนมดิบส่วนเกินไปแปรรูปเป็นน้ำหมักชีวภาพหรืออะมิโนนม เพื่อลดแรงกดดันในระบบ
“นิรันดร์” เดิน 4 มาตรการด่วน ช่วยสหกรณ์โคนม
นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งหามาตรการดูแลช่วยเหลือสหกรณ์โคนมที่ได้รับผลกระทบจากการค้างชำระค่าน้ำนมดิบของ อ.ส.ค.
ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และ อ.ส.ค. ประชาสัมพันธ์รณรงค์การบริโภคนมวัวแดงตราไทย-เดนมาร์ค ไปยังสำนักงานสหกรณ์จังหวัดและเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคนมคุณภาพจากเกษตรกรไทย ช่วยแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด เพิ่มช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมของ อ.ส.ค. และช่วยระบายผลิตภัณฑ์นมให้สหกรณ์โคนมในเครือข่าย
ผลจากการดำเนินกิจกรรมที่ผ่านมา มียอดจำหน่ายนมทั้งสิ้น 11,273 หีบ มูลค่า 3,674,223 บาท และตั้งแต่ปี 2567-2569 กรมฯ ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คมาแล้วรวม 4 ครั้ง มียอดจำหน่ายรวม 45,658 หีบ คิดเป็นมูลค่ารวม 14,120,937 บาท ซึ่งช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของสหกรณ์โคนมได้บางส่วน
“จริง ๆ แล้วเราดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประชาสัมพันธ์ เพิ่มช่องทางการตลาด และช่วยกระจายสินค้าให้ ไม่เฉพาะนมไทย-เดนมาร์ค นมของสหกรณ์เองเราก็ช่วย” นายนิรันดร์กล่าว

เตรียมเงิน กพส. 350 ล้าน เสริมสภาพคล่องสหกรณ์
นายนิรันดร์กล่าวว่า อีกมาตรการสำคัญคือการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ หรือ กพส. เพื่อเสริมสภาพคล่องให้สหกรณ์โคนมที่ได้รับผลกระทบ โดยเสนอขอกำหนดวงเงินกู้ยืมหรือค้ำประกันประจำปีที่สูงกว่าหลักเกณฑ์การพิจารณาทั่วไปเป็นกรณีพิเศษต่อนายทะเบียนสหกรณ์ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
การพิจารณาจะคำนึงถึงความจำเป็นและความสามารถในการชำระหนี้ของสหกรณ์แต่ละแห่งเป็นรายกรณี เพื่อให้สหกรณ์สามารถเข้าถึงแหล่งทุนที่สอดคล้องกับภาระธุรกิจที่เพิ่มขึ้น
“ปี 2569 เราเตรียมเงิน กพส.ไว้ 350 ล้านบาท สหกรณ์กู้ไปแล้ว 115 ล้านบาท ขณะนี้ยังเหลือเวลาอีก 2 เดือน ยังสามารถมายื่นกู้ได้ ส่วนปีหน้าถ้าไม่พอจะเพิ่มเป็น 400 ล้านบาท สำหรับสหกรณ์โคนม” นายนิรันดร์กล่าว
นายนิรันดร์ระบุว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังสนับสนุนเงินทุนให้สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมนำไปดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปน้ำนมดิบ รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนให้เกษตรกรสมาชิกบริหารจัดการฟาร์ม ผ่านกองทุนพัฒนาสหกรณ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562-2569 รวมทั้งสิ้น 3,518.95 ล้านบาท ครอบคลุม 81 สหกรณ์ ทั้งโครงการพิเศษดอกเบี้ยต่ำและโครงการปกติ
ผ่อนปรนบัญชีลูกหนี้ อ.ส.ค. ถึงสิ้นปี 2569
นายนิรันดร์กล่าวว่า สำหรับสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมที่มี อ.ส.ค. เป็นลูกหนี้ค้างชำระค่าน้ำนมดิบ ขณะนี้ให้ชะลอการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มจนถึงปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2569
อย่างไรก็ตาม ห้ามปรับลดยอดค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญลูกหนี้การค้าค่าน้ำนมดิบ อ.ส.ค. ที่เคยตั้งไว้แล้ว จนกว่าจะได้รับการชำระหนี้จาก อ.ส.ค.
ส่วนกรณีลูกหนี้เป็นผู้ประกอบการบริษัทเอกชน กรมส่งเสริมสหกรณ์ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการใด ๆ ได้โดยตรง อาจต้องใช้กระบวนการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายระหว่างคู่กรณี

ดึงน้ำนมดิบส่วนเกินทำ “อะมิโนนม” ลดล้นระบบ
นายนิรันดร์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. และกรมพัฒนาที่ดิน นำน้ำนมดิบที่เกิน MOU และไม่มีแหล่งจำหน่าย มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพหรืออะมิโนนม
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถูกส่งเสริมให้เกษตรกรในเครือข่ายสหกรณ์นำไปใช้กับพืชผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้น และยางพารา เพื่อลดต้นทุนการผลิต สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ในการลดการใช้ปุ๋ยเคมีและส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์
นับตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 กยท. ได้ช่วยรับซื้อน้ำนมดิบที่ไม่มีแหล่งจำหน่ายแล้ว 716 ตัน เพื่อนำไปแปรรูปเป็นน้ำหมักชีวภาพหรืออะมิโนนมกว่า 1,144,000 ลิตร และ กยท. มีแผนพัฒนาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเหลว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร
นายนิรันดร์กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยดึงน้ำนมดิบส่วนเกินออกจากระบบได้จำนวนหนึ่ง โดยทั้ง 4 มาตรการจะเดินหน้าอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้สมาชิกสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ
“โคกก่อ” โมเดลแบรนด์นมท้องถิ่น สร้างรายได้เกษตรกรสารคาม
อีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมโคกก่อ จำกัด บ้านโคกก่อ ตำบลโคกก่อ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เป็นหนึ่งในตัวอย่างสหกรณ์ที่พยายามสร้างแบรนด์ของตนเอง ภายใต้แนวคิด “คนสารคาม ต้องดื่มนมสารคาม”
แบรนด์ “โคกก่อ” ใช้วัตถุดิบนมโคสดแท้ 100% จากสมาชิกสหกรณ์ และได้รับการการันตีด้วยรางวัลแปลงใหญ่โคนมดีเด่นระดับประเทศ ปี 2566 รวมถึงกลุ่มสมาชิกผู้เลี้ยงโคนมของสหกรณ์ได้รับรางวัลสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ ประจำปี 2568

จากกลุ่มเล็กสู่สหกรณ์โคนมครบวงจร
นายณัฐวุฒิ ประทีปะวณิช อดีตประธานกรรมการสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมโคกก่อ จำกัด และปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสหกรณ์ฯ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมโคกก่อเกิดขึ้นเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา หรือประมาณปี 2535
ในเวลานั้น อดีตข้าราชการชลประทานกลุ่มหนึ่งได้ไปศึกษาดูงานที่ประเทศอิสราเอล ซึ่งเป็นประเทศแห้งแล้ง แต่สามารถเลี้ยงโคนมได้ดี จึงเห็นว่าสามารถนำแนวคิดมาปรับใช้ในพื้นที่อีสาน โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานได้ จากนั้นจึงแนะนำให้ชาวบ้านรวมกลุ่มซื้อลูกโคนมจากอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี มาเลี้ยงแทนการปลูกพืชสวนที่ใช้น้ำมาก
แนวทางดังกล่าวช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้ชาวบ้านโคกก่อ โดยในช่วงแรกผลผลิตน้ำนมดิบทั้งหมดส่งให้สหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด เพื่อส่งต่อให้บริษัทผู้ผลิตนมแบรนด์รายใหญ่
“กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมบ้านโคกก่อถือเป็นฟาร์มเลี้ยงโคนมขนาดใหญ่แรก ๆ ของจังหวัดมหาสารคาม แต่ละฟาร์มมีจำนวนโคตั้งแต่ 20 ตัวขึ้นไป ต่างจากแต่ก่อนที่เลี้ยงเพียง 1-2 ตัว รีดนมใส่ขวดขาย” นายณัฐวุฒิกล่าว
จากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ต่อมาในปี 2540 ได้จดทะเบียนเป็นสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมโคกก่อ จำกัด ทำหน้าที่รับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิกมาแปรรูปเป็นนมโรงเรียน และส่งให้ผู้ประกอบการทั้งบริษัทเอกชนและสหกรณ์ด้วยกันเอง
ต่อมาในปี 2550 สหกรณ์เริ่มสร้างโรงงานแปรรูปนมโคครบวงจร และผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ “นมโคโคกก่อ” โดยใช้วัตถุดิบนมโคแท้ 100% จากฟาร์มสมาชิก
“ที่มาชื่อแบรนด์โคกก่อก็มาจากชื่อหมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่ตั้งของสหกรณ์ฯ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพิ่งครบรอบ 29 ปีของการจัดตั้งสหกรณ์ฯ” นายณัฐวุฒิกล่าว
รับน้ำนมดิบ 20 ตันต่อวัน ส่งดัชมิลล์-ซีพีเมจิ-สหกรณ์ขอนแก่น
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ปัจจุบันสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมโคกก่อรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิกเฉลี่ย 20 ตันต่อวัน โดยส่วนใหญ่ส่งให้บริษัทนมรายใหญ่ เช่น ดัชมิลล์ ซีพี-เมจิ และสหกรณ์โคนมด้วยกันเอง ได้แก่ สหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด ซึ่งเป็นลูกค้าหลักตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ สหกรณ์โคกก่อยังนำน้ำนมดิบบางส่วนไปแลกผลิตภัณฑ์นมจากสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ มาจำหน่ายในจังหวัดมหาสารคาม เพื่อช่วยเหลือสหกรณ์โคนมด้วยกันในการลดปริมาณผลิตภัณฑ์ค้างสต๊อกของสหกรณ์หนองโพ

ต่อยอดไอศกรีม-ครีมชีส เดินเครื่องปลายปี 2569
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า “โคกก่อ” เป็นแบรนด์นมท้องถิ่นที่คนมหาสารคามรู้จักดี โดยเริ่มต้นจากการผลิตนมโรงเรียน ก่อนต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์นมหลากหลาย เช่น นมสดพร้อมดื่มรสสตรอเบอรี่ เครื่องดื่มชงกาแฟ ไอศกรีมนมสด ตังเมนมสด หรือนูกัต และครีมชีส
สำหรับครีมชีส สหกรณ์อยู่ระหว่างเตรียมเดินเครื่องผลิตในช่วงปลายปี 2569 หลังได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์ผลิตจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวน 6 เครื่อง มูลค่ากว่า 5 แสนบาท และเครื่องแยกครีม มูลค่ากว่า 4.5 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างติดตั้ง คาดว่าจะแล้วเสร็จและเดินเครื่องได้ปลายปี 2569
“เดือนที่แล้วเราเพิ่งได้เครื่องทำไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟมา 6 เครื่อง เครื่องเล็ก 1 เครื่อง งบทั้งหมด 5 แสนบาท โดยสหกรณ์สมทบ 30% คือ 150,000 บาท อีก 70% กรมส่งเสริมสหกรณ์อุดหนุนมาให้ เป็นโอกาสของเราที่จะต่อยอด ส่วนเครื่องแยกครีมอยู่ที่ 4.5 ล้านบาท คิดว่าปลายปีนี้น่าจะแล้วเสร็จ ตอนนี้งบประมาณส่วนหนึ่งมาแล้ว เหลือแต่จัดซื้อจัดจ้าง เราพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายมากขึ้น เพราะไม่มั่นใจว่าต่อไปผู้บริโภคจะกินแค่นมพาสฯ หรือนม UHT อย่างเดียว” นายณัฐวุฒิกล่าว
แบรนด์เล็กสู้แบรนด์ใหญ่ไม่ได้ แต่ตอบโจทย์ท้องถิ่น
นายณัฐวุฒิยอมรับว่า แบรนด์โคกก่อไม่สามารถแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ เช่น ซีพี-เมจิ ดัชมิลล์ หรือแบรนด์รายใหญ่รายอื่นได้ในเชิงกำลังตลาด แต่สหกรณ์มีความภาคภูมิใจในแบรนด์ท้องถิ่น เพราะเป็นการส่งเสริมอาชีพชาวบ้านและสร้างเงินหมุนเวียนในพื้นที่
“แบรนด์ท้องถิ่นจะตอบโจทย์คนท้องถิ่นมากที่สุด แบรนด์อื่นหาดื่มกินที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าจะกินนมโคกก่อ ต้องมาที่มหาสารคาม” นายณัฐวุฒิกล่าว
“นมโคโคกก่อ” จึงเป็นตัวอย่างของแบรนด์นมท้องถิ่นที่ผลิตจากนมโคแท้ 100% และช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในจังหวัดมหาสารคามอย่างต่อเนื่อง

ทางรอดโคนมไทย ต้องมีทั้งสภาพคล่องและตลาดปลายทาง
สถานการณ์น้ำนมดิบล้นตลาดและปัญหาค้างจ่ายค่าน้ำนมดิบของ อ.ส.ค. สะท้อนว่า สหกรณ์โคนมไทยยังต้องเผชิญทั้งโจทย์เฉพาะหน้าและโจทย์โครงสร้าง เฉพาะหน้าคือการเสริมสภาพคล่อง ลดภาระทางบัญชี และหาทางระบายผลผลิตส่วนเกินออกจากระบบ ส่วนโจทย์ระยะยาวคือการสร้างตลาดปลายทางของสหกรณ์เองให้มากขึ้น
มาตรการของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทั้งเงินกู้ กพส. 350 ล้านบาท การชะลอตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ การแปรรูปน้ำนมดิบเป็นอะมิโนนม และการผลักดันผลิตภัณฑ์นมในเครือข่าย เป็นเครื่องมือช่วยลดแรงกระแทกระยะสั้น
แต่กรณี “โคกก่อ” ชี้ให้เห็นว่า ในระยะยาว สหกรณ์ที่มีแบรนด์ มีผลิตภัณฑ์แปรรูป และมีฐานผู้บริโภคในพื้นที่ จะมีทางเลือกมากกว่าในวันที่น้ำนมดิบล้นระบบ เพราะไม่ต้องพึ่งพาการขายน้ำนมดิบเพียงช่องทางเดียว และสามารถเปลี่ยนวัตถุดิบต้นน้ำให้เป็นมูลค่าเพิ่มที่กลับไปถึงเกษตรกรสมาชิกได้มากขึ้น