กม.เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ป้องกันผูกขาด-การค้าไม่เป็นธรรม
ความพยายามของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกระทรวงพาณิชย์ คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พยายามหาทางช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย ปกป้องจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และแพลตฟอร์มดีลิเวอรี่ ที่มีพฤติกรรมทางการค้าที่อาจไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะปมค่า GP (Gross Profit) ที่มีการเรียกเก็บสูงถึง 25-30% จนผู้ประกอบการแทบไม่ได้กำไร
รัฐบาลอนุทิน 2 จึงเตรียมชงร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ…. เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ในสมัยประชุมถัดไปที่จะเปิดวันที่ 25 สิงหาคม 2569 เพื่อเป็น “ดาบ” ในการกำกับแพลตฟอร์ม
ชง กม.ใหม่เข้าสภาสมัยหน้า
น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ดีอี เร่งทำร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม เพราะตอนนี้เรามีแค่ พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ. 2565 ที่กำกับแค่แพลตฟอร์มทำอะไรก็มาจดแจ้ง แต่ก็ไม่ได้มีความรับผิดอะไร ดังนั้น กฎหมายใหม่ต้องสร้างกฎเกณฑ์จดทะเบียนแพลตฟอร์มตั้งแต่แรก รวมถึง กำหนดบทลงโทษแบบขั้นบันได นอกจากเตือนแล้วต้องมีปรับตามขั้นบันได และหากเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต้องมีโทษอาญาด้วย
“กฎหมายจะทำให้เราเป็นเหมือนตัวกลาง ไปเชื่อมว่าการกำกับดูแลส่วนนี้นอกจากกฎหมายของเราแล้ว ยังเชื่อมใช้กับของกระทรวงพาณิชย์ ของสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค กรมการขนส่งทางบก และธนาคารแห่งประเทศไทยได้ ซึ่งตอนนี้ปรับแก้เล็กน้อย เพราะว่าไปดูของยุโรปมา แต่ต้องเข้าใจว่ามีแนวต้านพอสมควร เรากำลังดูว่าอะไรที่จะเหมาะที่สุด ที่ทุกคน รัฐ ประชาชน และแพลตฟอร์มอยู่ด้วยกันได้ รับประกันเลยว่าประชุมสภาสมัยหน้ายื่นเข้าไปแน่นอน”

คุมการแข่งขันเป็นธรรม
เหตุผลที่จำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้ เพราะปัจจุบันมีผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลจำนวนมาก ครอบคลุมธุรกิจที่หลากหลาย และมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างสูง สมควรที่จะต้องมีการกำกับดูแลการให้บริการดังกล่าว เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม เสริมสร้างความน่าเชื่อถือและยอมรับในระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และป้องกันความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นต่อสาธารณชน
โดยกำหนดให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลมีหน้าที่ต่าง ๆ ตามลักษณะ รูปแบบ และขนาดของแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการ แพลตฟอร์มดิจิทัล ส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ตลอดจนสนับสนุนให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลมีกลไกการกำกับดูแลตนเองตามหลักธรรมาภิบาลและจัดทำแนวปฏิบัติที่ดี
สอดคล้องกับมาตรา 5 ของ ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล ได้บัญญัติถ้อยคำเป็น “หลักการ” ไว้ชัดเจนว่า พระราชบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมและส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คุ้มครองผู้บริโภคและผู้ใช้บริการ สร้างความเป็นธรรมและประสิทธิภาพในการแข่งขัน และป้องกันมิให้มีการกระทำผิดกฎหมายผ่านบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล
“การกำกับดูแลตามพระราชบัญญัตินี้ต้องไม่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม และต้องคำนึงถึงความได้สัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ กับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิต”
ต้องโปร่งใสเงื่อนไขให้บริการ
และแพลตฟอร์มต้องบอกว่าข้อมูลไหนเป็นข้อมูลโฆษณา ต้องแยกจากข้อมูลที่ไม่ใช่โฆษณา ตามที่มาตรา 20 ที่ระบุว่า
“ในกรณีที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลมีการให้บริการโฆษณา ผ่านบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลของตน ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลนั้นมีหน้าที่ต้องเปิดเผยแก่ผู้ใช้บริการว่า การนำเสนอข้อมูลใดเป็นการโฆษณา โดยมีข้อความแจ้งและแยกข้อมูลโฆษณาออกจากข้อมูลที่ไม่ใช่การโฆษณา รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลของผู้โฆษณาเท่าที่จำเป็นเพื่อการระบุตัวตนด้วย การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโฆษณาและข้อมูลของผู้โฆษณาในวรรคหนึ่งรวมทั้งหน้าที่อื่นใดของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้โฆษณา”
ขณะที่มาตรา 21 ได้ให้ผู้บริการแพลตฟอร์มต้องเปิดข้อตกลงและเงื่อนไขการให้บริการ อย่างชัดเจน สะดวก และเข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม
1.เงื่อนไขในการให้บริการ การระงับหรือการหยุดให้บริการ และการคิดค่าบริการ 2.ปัจจัยหลักของอัลกอริทึ่มและของหลักเกณฑ์ที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลใช้ในการจัดลำดับหรือแนะนำรายการสินค้าหรือบริการแก่ผู้ใช้บริการ 3.ปัจจัยหลักของอัลกอริทึ่มและของหลักเกณฑ์ที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลใช้ในการนำเสนอโฆษณาสินค้าหรือบริการแก่ผู้ใช้บริการ
4.ปัจจัยหลักของอัลกอริทึ่มและของหลักเกณฑ์ที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลใช้ในการประเมินความพึงพอใจและการแสดงความคิดเห็นของผู้ใช้บริการ 5.การเข้าถึงและการใช้งานข้อมูลที่ได้รับจากการให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลโดย
ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลหรือผู้ใช้บริการ 6.ช่องทางการให้ความช่วยเหลือ กระบวนการจัดการเรื่องร้องเรียน และการระงับข้อพิพาท รวมทั้งกรอบระยะเวลาในการดำเนินการดังกล่าว 7.การจัดระดับการนำเสนอสินค้า บริการ หรือเนื้อหาที่เหมาะสมต่อผู้ใช้บริการแต่ละกลุ่ม 8.การดำเนินการต่อสินค้า บริการ หรือเนื้อหาที่เข้าข่ายหรืออาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย บังคับให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีนัยสำคัญ มีหน้าที่รายงานข้อมูลตามรายการดังต่อไปนี้ ชื่อเจ้าของ ยูอาร์แอลที่ใช้ มูลค่าการทำธุรกรรม แพลตฟอร์มที่ตั้งอยู่นอกประเทศก็ต้องรายงานข้อมูลด้วย
14 กฎเหล็กกำกับแพลตฟอร์ม
นอกจากนี้ ยังมีหมวดหน้าที่ของผู้ให้บริการที่มีอำนาจควบคุม (Gatekeepers) ซึ่งหมายถึง “ผู้บริการ (แพลตฟอร์ม) ที่มีอำนาจควบคุม” หรือในลักษณะ “คุมตลาด” ประกอบด้วย 1.บริการสืบค้นข้อมูล 2.บริการแพลตฟอร์มที่เป็นสื่อทางสังคม 3.บริการตัวกลางออนไลน์ 4.บริการเผยแพร่วีดิทัศน์ (Video-Sharing Services)
5.บริการสื่อสารระหว่างบุคคลที่ไม่จำเป็นต้องผูกบัญชีผู้ใช้กับเลขหมายโทรคมนาคม 6.ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ 7 เว็บเบราว์เซอร์ 8.บริการผู้ช่วยดิจิทัล (Virtual Assistants) 9.บริการคลาวด์ 10.บริการโฆษณาออนไลน์ 11.บริการหลักอื่นในลักษณะเดียวกันตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
และผู้ให้บริการที่มีอำนาจควบคุม ต้องมีลักษณะ 1.มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคม มีรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายจากการให้บริการหลักในประเทศเกิน 7,000 ล้านบาทต่อปี 2.เป็นช่องทางสำคัญให้ผู้ใช้บริการประเภทผู้ประกอบการเข้าถึงผู้ใช้บริการขั้นสุดท้าย มีผู้ใช้งานขั้นสุดท้ายของบริการหลักในประเทศเกิน 15 ล้านรายต่อเดือน และผู้ใช้บริการประเภทผู้ประกอบการตั้งแต่ 10,000 รายขึ้นไปต่อปี 3.มีอำนาจจำกัดไม่ให้ผู้ให้บริการรายอื่นแข่งขันกับตนจนสามารถรักษาสถานะของตนไว้ได้ต่อเนื่องในปัจจุบันหรือในอนาคตอันใกล้
กฎหมายยังบังคับ “ผู้ให้บริการที่มีอำนาจควบคุม”
ยังมีหน้าที่ 14 ข้อ ประกอบด้วย
1.ไม่กีดกันผู้ใช้บริการประเภทผู้ประกอบการให้ไม่สามารถเสนอขายสินค้าหรือให้บริการผ่านบริการตัวกลางอื่น หรือช่องทางการขายของผู้ใช้บริการประเภทผู้ประกอบการนั้นเอง ในราคาหรือเงื่อนไขที่แตกต่างจากที่ได้เสนอขายสินค้า หรือให้บริการเดียวกันนั้นผ่านบริการตัวกลางของผู้ให้บริการนั้นเอง
2.ต้องเปิดให้ผู้ใช้บริการประเภทผู้ประกอบการสามารถสื่อสาร เสนอสินค้าหรือบริการ และทำสัญญากับผู้ใช้บริการขั้นสุดท้ายได้อย่างเสรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
3.ต้องอนุญาตให้ผู้ใช้บริการขั้นสุดท้ายสามารถใช้แอปพลิเคชั่นของผู้ใช้บริการประเภทผู้ประกอบการ เพื่อเข้าถึงและใช้เนื้อหาหรือข้อมูล แม้ผู้ใช้บริการขั้นสุดท้ายจะมิได้สมัครสมาชิกผ่านบริการหลักของผู้ให้บริการรายนั้น
4.ห้ามกระทำด้วยประการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม อันเป็นการกีดกันหรือจำกัดสิทธิของผู้ใช้บริการในการแจ้ง รายงาน หรือฟ้องร้องต่อหน่วยงานของรัฐหรือศาลเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการประเภทผู้ประกอบการ เกี่ยวกับกลไกการจัดการเรื่องร้องเรียนที่ชอบด้วยกฎหมาย
5.ไม่กำหนดให้ผู้ใช้บริการต้องใช้บริการเฉพาะที่เป็นของตนเท่านั้น ซึ่งรวมถึงบริการยืนยันตัวตน เว็บเบราว์เซอร์ หรือบริการชำระเงิน
6.ไม่กำหนดเงื่อนไขการใช้บริการหลักของตน โดยให้ผู้ใช้บริการต้องสมัครสมาชิกหรือลงทะเบียนใช้งานกับบริการหลักอื่นใดของตนเพิ่มเติมก่อน
7.ต้องไม่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนบุคคลร่วมกัน เว้นแต่ผู้ใช้บริการจะให้ความยินยอมไว้โดยชัดแจ้งและเป็นการเฉพาะ
8.ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับค่าโฆษณา ค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน ส่วนลด และสูตรการคำนวณราคาค่าโฆษณาในบริการหลักของตนแก่ผู้จ้างโฆษณา (Advertiser) หรือผู้รับจ้างนำสื่อลงโฆษณา (Publisher)
9.ห้ามมิให้นำข้อมูลที่เกิดหรือได้จากผู้ใช้บริการประเภทผู้ประกอบการที่ไม่ใช่ข้อมูลสาธารณะ มาใช้ในการนำเสนอสินค้าหรือบริการของตนหรือของผู้อื่น แข่งกับสินค้าหรือบริการของผู้ใช้บริการประเภทผู้ประกอบการ
10.ต้องอนุญาตให้ผู้ใช้บริการขั้นสุดท้ายถอนการติดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าเริ่มต้นสำหรับแอปพลิเคชั่นของผู้ให้บริการได้
11.ต้องไม่จำกัดทางเลือกของผู้ใช้บริการขั้นสุดท้ายในการเปลี่ยนไปใช้แอปพลิเคชั่นหรือบริการของผู้ให้บริการรายอื่น
12.ต้องไม่จัดอันดับหรือแสดงผลการค้นหาสินค้าหรือบริการของผู้ให้บริการที่มีอำนาจควบคุมขึ้นก่อน หรือได้เปรียบสินค้าหรือบริการของบุคคลที่สามอย่างไม่โปร่งใส หรือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
13.ต้องเผยแพร่เงื่อนไขสำหรับการเข้าถึงบริการร้านค้าแอปพลิเคชั่น บริการสืบค้นข้อมูล และบริการแพลตฟอร์มที่เป็นสื่อทางสังคมของตน ซึ่งรวมถึงเงื่อนไขเรื่องกลไกการระงับข้อพิพาท
14.ต้องไม่กำหนดเงื่อนไขการเลิกใช้บริการหลักที่ยุ่งยากหรือสร้างภาระแก่ผู้ใช้บริการเกินสมควร