ส.อ.ท. จี้รัฐฟังเสียงเอกชน หลังดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ร่วง 89.7 ชี้ 3 ทางออก ดัน E20–เชื่อม FDI–เร่งซื้อสินค้าไทย
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ส่งสัญญาณถึงภาครัฐให้เร่งรับฟังและนำข้อเสนอของภาคเอกชนไปใช้เป็นแนวทางประคองเศรษฐกิจ หลังดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนสิงหาคม 2569 ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 89.7 จาก 90.0 ในเดือนกรกฎาคม สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ กำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง การเข้าถึงสินเชื่อ รวมถึงความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจและการค้าโลก
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนสิงหาคม 2569 ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 89.7 จาก 90.0 ในเดือนกรกฎาคม แต่การปรับลดลง ส.อ.ท. มองว่า ภาคอุตสาหกรรมยังมีแรงส่งจากการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในช่วง 3 เดือนข้างหน้าอาจจะปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 97.0 จาก 96.1 สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังคาดหวังว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุน และการจับจ่ายช่วงปลายปีจะช่วยฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้
ทั้งนี้ ผลสำรวจ ส.อ.ท. จากผู้ประกอบการ 1,330 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า ปัจจัยที่ผู้ประกอบการกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจโลก 63.2% ราคาพลังงาน 54.1% และเศรษฐกิจภายในประเทศ 52.9% ขณะที่ผู้ประกอบการยังเผชิญปัญหากำลังซื้อและการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ ซึ่งยอดขายรถยนต์ในช่วง 7 เดือนแรกของปีลดลง 17.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ข้อเสนอของภาคเอกชนไม่ได้มุ่งเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องการให้รัฐเร่งสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจผ่านมาตรการที่เชื่อมโยงทั้งด้านพลังงาน การลงทุน และการบริโภคภายในประเทศ

ข้อเสนอแรก ดัน E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ โดย ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐผลักดันน้ำมันเบนซิน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานและลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตรผ่านอุตสาหกรรมเอทานอลตลอดห่วงโซ่
ข้อเสนอนี้มีนัยสำคัญต่อทั้งภาคพลังงานและภาคเกษตร เนื่องจากการเพิ่มสัดส่วนการใช้เอทานอลในประเทศจะช่วยสร้างตลาดรองรับวัตถุดิบทางการเกษตร ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมองว่าการกำหนดทิศทางเชื้อเพลิงให้มีความชัดเจน จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการลงทุนและบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น
ข้อเสนอที่สอง เชื่อม FDI สู่ Supplier ไทย ผ่าน Local Content ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐกำหนดแนวทางส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศในโครงการลงทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI โดยเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย
ประเด็นนี้สะท้อนความกังวลของภาคเอกชนว่า แม้การลงทุนจากต่างประเทศจะขยายตัวและมีการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมเป้าหมาย แต่ประโยชน์จากการลงทุนอาจยังไม่กระจายไปยัง SMEs และอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างทั่วถึง หากไม่มีระบบเชื่อมโยงนักลงทุนต่างชาติเข้ากับผู้ผลิตไทย
ส.อ.ท. จึงต้องการให้รัฐยกระดับ Supplier ไทยให้สามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของนักลงทุนต่างชาติได้จริง ทั้งด้านมาตรฐาน เทคโนโลยี คุณภาพ และกำลังการผลิต เพื่อให้เงินลงทุนใหม่สร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศมากขึ้น
ข้อเสนอที่สาม เร่งซื้อสินค้าไทยกระตุ้นกำลังซื้อปลายปี ส.อ.ท. เสนอให้ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐช่วยกันซื้อสินค้าไทย โดยสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน ร้านค้า Modern Trade และแพลตฟอร์ม E-Commerce เพื่อเพิ่มยอดขายและอัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรม
โจทย์สำคัญของข้อเสนอนี้คือการฟื้นกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งยังเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนการผลิตสูง เงินทุนจำกัด และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า การกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้าไทยจึงถูกมองว่าเป็นมาตรการที่สามารถส่งต่อเม็ดเงินไปยังผู้ผลิตและผู้ประกอบการในประเทศได้โดยตรง
ส.อ.ท. มองว่า ช่วงปลายปีจะเป็นจังหวะสำคัญในการเร่งเครื่องเศรษฐกิจ เนื่องจากเข้าสู่ฤดูกาลจับจ่ายใช้สอย ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้าย และโครงการ Thailand Fast Pass ที่คาดว่าจะช่วยเร่งการลงทุนและนำเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนยังต้องการให้รัฐเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงอยู่ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความเสี่ยงต่อการส่งออกสินค้า Non-Tech ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานและราคาพลังงาน รวมถึงความผันผวนของสภาพอากาศและผลกระทบจากปรากฏการณ์ Super El Niño ต่อผลผลิตทางการเกษตรและวัตถุดิบอุตสาหกรรม
ดังนั้น การที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนสิงหาคมลดลงมาอยู่ที่ 89.7 จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขสะท้อนความเชื่อมั่นที่อ่อนตัวลง แต่เป็นสัญญาณจากภาคการผลิตที่ต้องการให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการตรงจุด โดยเฉพาะการลดต้นทุนพลังงาน สร้างโอกาสให้ Supplier ไทยเข้าถึง FDI และเร่งกำลังซื้อสินค้าไทย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ภาคการผลิตและเศรษฐกิจฐานรากในช่วงโค้งสุดท้ายของปี