สทนช.เตือนฝนหนัก แต่ยังเสี่ยงแล้งบางพื้นที่
สถานการณ์น้ำไทยเผชิญความเสี่ยง “สองด้าน” สทนช.เผยอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีน้ำ 72% แต่กระจายไม่เท่ากัน ภาคกลางมีน้ำเพียง 51% ต่ำสุดใน 6 ภาค ขณะที่ช่วง 22-26 ก.ย. ฝนมีแนวโน้มลดลง แต่ยังเสี่ยงฝนหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ด้าน ส.อ.ท.เตือนภาคอุตสาหกรรมอย่าประเมินน้ำจากภาพรวมประเทศ เร่งเช็ก Water Balance และสำรองน้ำรับฤดูแล้ง โดยเฉพาะภาคกลางและ EEC พร้อมรับมืออีกด้านจากน้ำท่วมที่อาจกระทบโรงงาน-โลจิสติกส์-ซัพพลายเชน
รายงานข่าวจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวม 58,250 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 72% ของความจุเก็บกัก และมีปริมาณน้ำใช้การ 34,130 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 60% แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายภาคพบว่าปริมาณน้ำมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก
โดยภาคกลางมีปริมาณน้ำ 955 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 51% ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาค รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7,199 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 60% ภาคตะวันออก 1,957 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 62% ภาคเหนือ 18,548 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 67% ภาคใต้ 5,219 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 68% ส่วนภาคตะวันตกมีน้ำ 24,372 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 86%
สำหรับ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา เขื่อนภูมิพลมีน้ำ 8,110 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 60% เขื่อนสิริกิติ์ 7,453 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 78% เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 553 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 59% และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 557 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 64%
ขณะที่สถานการณ์ฝน ประเทศไทยยังมีฝนตกหนักบางแห่ง
อย่างไรก็ดี สทนช.คาดการณ์ว่า ช่วงวันที่ 22-26 กันยายน 2569 ประเทศไทยจะมีฝนลดลง แต่ยังมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล และภาคตะวันออก เนื่องจากร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นมาพาดผ่านพื้นที่ดังกล่าว
ด้านนายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้สะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมต้องรับมือความเสี่ยงด้านน้ำ 2 ด้านพร้อมกัน คือ ป้องกันผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมในระยะสั้น ควบคู่กับการประเมินน้ำต้นทุนและวางแผนใช้น้ำสำหรับฤดูแล้ง เพราะการมีฝนตกหนักในบางช่วงไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะมีน้ำเพียงพอ
ข้อมูลที่ ส.อ.ท.ติดตามก่อนหน้านี้พบว่า ปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศระหว่างวันที่ 1 มกราคม-13 กันยายน 2569 อยู่ที่ 1,032.6 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าปกติ 10% โดยพื้นที่ที่มีฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติมาก ได้แก่ ภาคใต้ฝั่งตะวันออก 28% ภาคกลาง 18% และภาคตะวันออก 13% ทำให้ต้องประเมินความเพียงพอของน้ำต้นทุนก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง
ทั้งนี้ แม้ตัวเลขน้ำในอ่างภาพรวมประเทศจะอยู่ในระดับสูง แต่ไม่ควรใช้ค่าเฉลี่ยระดับประเทศเป็นตัวชี้วัดความมั่นคงด้านน้ำเพียงอย่างเดียว เนื่องจากสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสำคัญ
สำหรับภาคตะวันออก อย่างไรก็ดี ต้องติดตามทั้งปริมาณน้ำต้นทุนและสมดุลระหว่างน้ำที่มีอยู่กับความต้องการใช้น้ำ หรือ Water Balance โดยเฉพาะพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อประเมินความเพียงพอของน้ำสำหรับภาคการผลิตในช่วงฤดูแล้ง
ขณะเดียวกันความเสี่ยงระยะสั้นจากฝนตกหนักและน้ำท่วมยังต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากหากน้ำเข้าสู่พื้นที่อุตสาหกรรมอาจกระทบระบบไฟฟ้า เครื่องจักร การจัดเก็บวัตถุดิบ สารเคมีและสินค้า รวมถึงเส้นทางขนส่งและห่วงโซ่อุปทาน ส.อ.ท.จึงแนะนำโรงงานในพื้นที่เสี่ยงตรวจสอบระบบระบายน้ำ แนวป้องกันน้ำท่วม ป้องกันเครื่องจักรและระบบไฟฟ้า รวมถึงทบทวนแผนฉุกเฉินและแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP)
ส่วนสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา คาดว่าจะทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ประมาณ 1,550-1,650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
กรมชลประทานจะรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งในอัตรา 400-450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจำเป็นต้องบริหารน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มเป็น 1,000-1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลต่อพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำใน จ.พระนครศรีอยุธยา แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนภายในคันกั้นน้ำ
ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 990 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
นอจากนี้ ส.อ.ท.แนะนำให้สถานประกอบการเปลี่ยนจากการรอรับมือปัญหา มาเป็นการวางแผนน้ำล่วงหน้า โดยประเมินความต้องการใช้น้ำเทียบกับน้ำต้นทุน ตรวจสอบทั้งแหล่งน้ำหลักและแหล่งน้ำสำรอง พร้อมจัดทำแผนบริหารน้ำ 3 ระดับ ได้แก่ ภาวะปกติ ภาวะเฝ้าระวัง และภาวะขาดแคลนน้ำ รวมถึงลดการสูญเสียน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ และนำน้ำกลับมาใช้ใหม่
พร้อมกันนี้ สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ของ ส.อ.ท.อยู่ระหว่างพัฒนาระบบ Water Information & Early Warning เชื่อมโยงข้อมูล เพื่อจัดทำ Industrial Water Risk Map รวมถึงขยายเครือข่าย Water War Room เชื่อมข้อมูลภาครัฐและเอกชน เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนบริหารน้ำตามสถานการณ์แต่ละพื้นที่