EA เปิดตัว “กลุ่มช่วยกัน” ปั้น “ฉะเชิงเทราโมเดล” เมืองต้นแบบสู้โควิด
การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังไม่มีทีท่าจะยุติส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและเศรษฐกิจในวงกว้าง กระทั่งนายกรัฐมนตรีได้มีจดหมายเปิดผนึกถึงนักธุรกิจชั้นนำของประเทศเพื่อระดมสรรพกำลังในการกู้วิกฤตครั้งนี้
“นายสมโภชน์ อาหุนัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ผู้ประกอบการธุรกิจด้านพลังงานหมุนเวียน เป็นหนึ่งในนักธุรกิจแถวหน้าของไทยที่ได้รับจดหมายเปิดผนึกจากนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า EA ได้รวมกลุ่มพันธมิตรจัดตั้ง “กลุ่มช่วยกัน” เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อร่วมมือกันแก้ไขปัญหาประเทศ เป็นการรวมกลุ่มแบบอิสระไม่หวังผลประโยชน์ ไม่อิงการเมือง ไม่วิพากษ์วิจารณ์ใคร พร้อมเปิดรับแนวคิดที่เป็นประโยชน์ เน้นการวิเคราะห์และคาดการณ์เพื่อเตรียมการอย่างเป็นระบบ ลงทุน เพื่อนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้จัดการปัญหาในลักษณะที่จะส่งผลในวงกว้างมากที่สุด และลงมือปฏิบัติด้วยตนเองพร้อมกับทีมงานที่มีประสบการณ์และความรู้ความสามารถหลากหลายด้าน และทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้
กลยุทธ์การดำเนินโครงการมี 3 ส่วน ประกอบด้วย ด้านการเพิ่มศักยภาพการปฏิบัติการทางการแพทย์ เพิ่มความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์โดยตั้งเป้าหมายเบื้องต้น (ระยะแรก) จะกระจายความช่วยเหลือไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศ อาทิ ติดตั้งเครื่องกำจัดไวรัสแก่โรงพยาบาลทั่วประเทศ 100 แห่ง ปรับปรุงห้องผู้ป่วยติดเชื้อ 1,000 ห้อง ปรับปรุงอาคารที่พักนอกโรงพยาบาลสำหรับผู้ติดเชื้อที่อาการไม่รุนแรง 1,000 ห้อง ปรับปรุงรถพยาบาลเพื่อรองรับผู้ติดเชื้อ 500 คัน เป็นต้น ด้านการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้คนไทยมีความรู้เกี่ยวกับโควิด-19 สามารถปฏิบัติอย่างถูกต้องลดโอกาสติดและแพร่เชื้อ และด้านเทคโนโลยีป้องกัน ติดตาม และประเมินความเสี่ยง
ของประชาชน โดยใช้แอปพลิเคชั่น “หมอชนะ” ให้ประชาชนดาวน์โหลดแอปนี้ไว้ในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะมีระบบติดตามข้อมูลการเดินทางและวิเคราะห์ข้อมูลจากการพบปะหรือเข้าใกล้กับคนอื่น มีการรายงานผลเป็นค่าสีต่าง ๆ แบบ real time เพื่อให้ผู้ใช้รู้ความเสี่ยงของตัวเอง และให้ข้อมูลด้านสาธารณสุขที่เชื่อถือได้จึงเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ใช้ผู้ใกล้ชิด ให้กลับมาใช้ชีวิตปกติได้โดยเร็ว
“เริ่มต้นทาง EA และบริษัทในกลุ่มนำแอปพลิเคชั่นมาใช้ในการดูแลสุขภาพ ความปลอดภัยของพนักงานและคู่ค้า เมื่อได้ผลเป็นอย่างดีจึงต้องการส่งเสริมให้มีการใช้แอปหมอชนะทั่วประเทศ โดยจะนำร่องที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็น Chachoengsao Model ก่อนขยายไปในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถคืนกลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็วและปลอดภัย”
นอกจากนี้ EA ยังได้สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการผลิตชุดตรวจ PSU COVID-19 ที่มีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากล ในต้นทุนการตรวจที่ต่ำและรู้ผลทันที ทำให้สามารถตรวจสอบยืนยันโรคจำนวนมากและรวดเร็วขึ้น เพื่อให้รู้สถานการณ์ที่แท้จริงของโรคได้และจัดการกับสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำได้ ทั้งยังมีการประสานกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) หนึ่งในพันธมิตร เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์หลักในการให้ความช่วยเหลือโรงพยาบาลในเครือข่าย
ดร.ประพล มิลินทจินดา รองประธานกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจการพาณิชย์ (IBERD) แสดงความมั่นใจว่า แอปพลิเคชั่น “หมอชนะ” และ “ชุดตรวจประสิทธิภาพสูง PSU COVID-19” จะเป็นเครื่องมือที่ดี ที่จะใช้ต่อสู้ป้องกัน ควบคุม กำจัดเชื้อไวรัสโควิด-19 พร้อมกับช่วยฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ กลยุทธ์ของกลุ่มถือเป็นหนึ่งในแนวทางของ “THAI-PLUS MODEL” ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั่วโลกต่อไป
นายสรายุทธ แก้วกุลปรีชา รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ในแผนฉะเชิงเทราโมเดลจะรณรงค์ให้ประชาชนทุกภาคส่วนในจังหวัด รวมถึงภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรม ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นหมอชนะมาใช้ควบคู่กับมาตรการทางสาธารณสุขต่าง ๆ เพื่อช่วยควบคุมความเสี่ยง กำหนดแผนรับมือโรคอย่างเป็นระบบ นำไปสู่ขั้นตอนของการเปิดเมืองตามเป้าหมายได้อย่างปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนดำรงชีวิตอยู่ได้ เศรษฐกิจไทยดำเนินต่อได้ รวมไปถึงระดับภูมิภาคอาเซียน CLMV เขตติดต่อตามแนวชายแดน เชื่อมโยงประชากรเศรษฐกิจ สังคม รวมกว่า 300 ล้านคน
แม้ว่าปัจจุบันนี้ธุรกิจ EA จะยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่การตั้งต้น “ฉะเชิงเทราโมเดล” จะเป็นต้นแบบการฝ่าวิกฤตโควิด-19 ที่ยืดเยื้อ เป็นหนึ่งในทางออกที่จะช่วยให้คนไทยสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ ภายใต้ข้อจำกัดที่ยังไม่มีวัคซีนและยาที่ใช้ได้ผล ซึ่งหากไม่ป้องกันให้รัดกุมก่อนการเปิดเมือง เปิดประเทศ (lock out) อาจเกิดผลเสียหายอย่างรุนแรงยากจะควบคุม แต่หากโมเดลนี้สำเร็จ ประชาชนและเศรษฐกิจจะสามารถต่อยอดไปสู่จุดอื่น ๆ จนกว่าประเทศจะกลับสู่ภาวะปกติได้