เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
หุ้นไทยปิดเช้าลบ 8.49 จุด DELTA ฉุดดัชนีร่วง โบรกฯ ชี้บ่ายยังแกว่งลบ
Finance หุ้นไทยปิดเช้าลบ 8.49 จุด DELTA ฉุดดัชนีร่วง โบรกฯ ชี้บ่ายยังแกว่งลบ
ตลท.คาด IPO ปีนี้เทรดไม่เกิน 10 บริษัท ลุ้นปี’70 ฟื้น หุ้นใหญ่-กองทุนมูลค่า 5 หมื่นล้านจ่อคิว
Finance ตลท.คาด IPO ปีนี้เทรดไม่เกิน 10 บริษัท ลุ้นปี’70 ฟื้น หุ้นใหญ่-กองทุนมูลค่า 5 หมื่นล้านจ่อคิว
พระราชินี เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ
ปักหมุด “MCOT Land พระราม 9” ปลุกบิ๊กอีเวนต์ระดับโลก ANYMA Presents ÆDEN BANGKOK 2026 ปลายปีนี้ 
Real Estate ปักหมุด “MCOT Land พระราม 9” ปลุกบิ๊กอีเวนต์ระดับโลก ANYMA Presents ÆDEN BANGKOK 2026 ปลายปีนี้ 
NIO ลั่นไทยมีลุ้นขึ้นไลน์รถอีวี ส่ง 2 โมเดลเสริมทัพจับลูกค้าพรีเมี่ยมใน 3 ปี 
Automotive NIO ลั่นไทยมีลุ้นขึ้นไลน์รถอีวี ส่ง 2 โมเดลเสริมทัพจับลูกค้าพรีเมี่ยมใน 3 ปี 
เปิดปม ‘กะเพราแก้วจุรี’ ไบโอไทยตั้งคำถามทุนวิจัย ม.เกษตรฯ-สิทธิคุ้มครอง 4 พันธุ์ของซีพีแรม
Economic เปิดปม ‘กะเพราแก้วจุรี’ ไบโอไทยตั้งคำถามทุนวิจัย ม.เกษตรฯ-สิทธิคุ้มครอง 4 พันธุ์ของซีพีแรม
นายกฯ ย้ำเตรียมป้องกัน ’น้ำท่วมใต้’ เต็มที่ หลังหาดใหญ่หวั่นซ้ำรอย
Politics นายกฯ ย้ำเตรียมป้องกัน ’น้ำท่วมใต้’ เต็มที่ หลังหาดใหญ่หวั่นซ้ำรอย
น้ำมันพุ่งอีกรอบ! กบน.ขึ้นดีเซล B7-แก๊สโซฮอล์ 91/95-เบนซิน 60 สต./ลิตร มีผล 21 ต.ค.
Economic น้ำมันพุ่งอีกรอบ! กบน.ขึ้นดีเซล B7-แก๊สโซฮอล์ 91/95-เบนซิน 60 สต./ลิตร มีผล 21 ต.ค.
อนุทิน แจงยิบคิวแน่นพร้อมศึกซักฟอก 4 วัน แทงกั๊กรวม ‘กล้าธรรม‘ บอกขอทีละขั้น
Politics อนุทิน แจงยิบคิวแน่นพร้อมศึกซักฟอก 4 วัน แทงกั๊กรวม ‘กล้าธรรม‘ บอกขอทีละขั้น
ฮอนด้า เปิดตัว Honda Dax สีใหม่ ORANGINAL ราคา 84,900 บาท
Automotive ฮอนด้า เปิดตัว Honda Dax สีใหม่ ORANGINAL ราคา 84,900 บาท
ดูทั้งหมด

สัญญาณอันตรายส่งออก สหรัฐลดออร์เดอร์ลากยาวปีหน้า

16 พ.ย. 2565 | 07:01น.
ส่งออก

ส่งออกโค้งสุดท้ายปลายปี 2565 แผ่วแน่ หลัง ส.อ.ท.พบสัญญาณเตือนการส่งออกไปตลาดหลักอย่าง “ตลาดสหรัฐ” ย่อตัวลง จากพิษสหรัฐกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย เงินเฟ้อพุ่งสูง จนเฟดต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ทุบกำลังซื้อในตลาดสหรัฐลดลง คาดการณ์กระทบทันที

กลุ่มสินค้ากึ่งฟุ่มเฟือยอย่างอัญมณีและเครื่องประดับ ส่วนกลุ่มสินค้ายานยนต์-ยาง-เคมีภัณฑ์ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ส่งผลลากยาวไปถึงปี 2566 การส่งออกโตลดลงเหลือ 2-4% ส่วนสินค้ากลุ่มอาหารยังไปได้

สหรัฐกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ภาวะทางการเงินที่ตึงตัว อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่เฟดก็ยังคงขึ้นดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ ท่ามกลางภาวะเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบไปถึงกำลังซื้อของผู้คนในตลาดสหรัฐลดลง จนกระทบมาถึงการส่งออกสินค้าไทย ที่ต้องพึ่งพาตลาดสหรัฐเป็นหลักในสัดส่วนถึง 16.5% ของการส่งออกสินค้าไทยทั้งหมด

แม้ว่าในช่วง 9 เดือนแรกยอดส่งออกสหรัฐจะทะลุ 36,447 ล้านเหรียญสหรัฐหรือเติบโตมากกว่า 26.2% ซึ่งสูงกว่าอัตราเติบโตการส่งออกทั้งหมดของไทยในรอบ 9 เดือนก็ตาม แต่ผู้ส่งออกรายใหญ่บางรายได้แสดงความกังวลออกมาแล้วว่า ผู้นำเข้าสหรัฐกำลัง “ชะลอ” การนำเข้าสินค้าเพื่อลดสต๊อกลง โดยจะเริ่มเห็นปรากฏการณ์นี้ชัดยิ่งขึ้นในช่วงไตรมาส 1/2566 นี้

ส่งออกไทยกำลังย่อตัวลง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ได้รับ “สัญญาณ” ที่ผู้นำเข้าในตลาดสหรัฐกำลังลดการนำเข้าลงแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกของประเทศไทยในช่วง 2 เดือนสุดท้าย “ย่อตัวลงจากก่อนหน้านี้ที่ขยายตัว 10.6%”

โดยปัจจัยสำคัญมาจากต้นทุนนำเข้าสินค้าไปสต๊อกสูงขึ้น หลังจากรัฐบาลสหรัฐประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับการระบายสินค้าทำได้ช้าลง เพราะตลาดสหรัฐได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ส่งผลทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะ “กึ่งถดถอย กำลังซื้อหดตัว” การระบายสินค้าในสต๊อกทำได้ช้าลง ดังนั้นผู้นำเข้าสหรัฐจึงใช้วิธีลดการนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกลง

ความรุนแรงของสถานการณ์นี้ คาดว่าจะกินเวลายาวต่อเนื่องไปถึงปี 2566 โดยเป็นผลมาจากการปรับมาตรการทางเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเดิมสหรัฐใช้การออกพันธบัตร (QE) ผลิตเงินเข้าสู่ระบบในช่วงที่เกิดปัญหาโควิด 2-3 ปีก่อน แต่หลังจากนั้นปริมาณเงินล้นระบบ จึงปรับสูตรใช้มาตรการดูดเงินออกจากระบบหรือ QT ซึ่งเริ่มจากการดูดเดือนละ 47,500 ล้านเหรียญ แต่ยังไม่เพียงพอจนต้องเพิ่มความแรงของการดูดเพิ่มขึ้นเป็น 95,000 ล้านเหรียญต่อเดือน

ควบคู่กับการใช้มาตรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% รวม 4 ครั้งไปถึง 3.75-4.00% เพื่อสกัดความร้อนแรงของเงินเฟ้อ และยังมีแนวโน้มว่า หากเงินเฟ้อไม่ลดลงจะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องไปถึง 5-6%

“หลายเดือนที่ผ่านมาผู้ส่งออกจับตาผลจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ส่งผลต่อตลาดเงินและอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลดอลลาร์ปรับแข็งค่าขึ้น และกระทบต่อกำลังซื้อในประเทศลดลง ทำให้เกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้ทั้ง IMF และผู้เกี่ยวข้องประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐได้เข้าสู่ภาวะกึ่งถดถอยแล้ว ซึ่งจะกระทบการส่งออกสินค้าไทยแน่ แต่ที่ผ่านมายังไม่เห็น

จนเรามองภาพว่า การส่งออกโต 10.6% แต่หลังจากนี้จะเห็นชัดเจนในช่วง 2 เดือนสุดท้ายว่า การส่งออกย่อตัวลง อย่างไรก็ตาม ปีนี้ยังมองว่า ส่งออกจะโต 8% ได้ตามเป้า แต่ปีหน้าการส่งออกจะโตเหลือ 4% จากฐานที่สูงขึ้น เศรษฐกิจโลกถดถอย เป็นประเด็นที่มีการคุยกันในที่ประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง APEC

ดังนั้นประเด็นที่น่าห่วงสำหรับการส่งออกไทยคือ ปีหน้ากำลังซื้อทั่วโลกจะลดลง ทั้งสหรัฐ-สหภาพยุโรป ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤตราคาพลังงานสูงขึ้น รุนแรงจนกระทบค่าครองชีพ หลายประเทศเงินเฟ้อทะลุ 10% กำลังซื้อจะลดลงแน่นอน” นายเกรียงไกรกล่าว

อัญมณีเครื่องประดับโดนแน่

นายเกรียงไกรกล่าวอีกว่า สินค้าที่จะได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรกจะเป็นสินค้าใน “กลุ่มที่กึ่งฟุ่มเฟือย” เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ หรือแม้แต่เสื้อผ้าที่อาจจะสามารถยืดอายุการใช้งานไปก่อนได้ ขณะที่สินค้ายานยนต์และส่วนประกอบอาจจะต้องระวังผลกระทบเรื่องนี้ไปซ้ำซ้อนกับปัญหาซัพพลายเชนดิสรัปชั่นก่อนหน้านี้ ส่วนสินค้ากลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์น่าจะยังพอไปได้ เพราะยังมีความจำเป็นต้องปรับตามเทคโนโลยี เช่นเดียวกับกลุ่มอาหาร ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นจะไม่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้จากสถิติการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐในช่วง 9 เดือนแรก ประกอบด้วย เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 6,694 ล้านเหรียญหรือขยายตัว 27.50%, ผลิตภัณฑ์ยาง 3,368 ล้านเหรียญหรือ -9.70%, เครื่องโทรสาร อุปกรณ์และส่วนประกอบ 1,958 ล้านเหรียญหรือขยายตัว 202%, อัญมณีและเครื่องประดับ 1,479 ล้านเหรียญหรือขยายตัว 31.27%

เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ 1,203 ล้านเหรียญหรือขยายตัว 36.01%, เหล็กและผลิตภัณฑ์ 1,145 ล้านเหรียญหรือขยายตัว 12%, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 1,135 ล้านเหรียญหรือขยายตัว 13.04%, รถยนต์และส่วนประกอบ 1,119 ล้านเหรียญหรือ -5.63%, เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 1,051 ล้านเหรียญหรือขยายตัว 38.15% และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ 935.4 ล้านเหรียญหรือขยายตัว 34.58%

ดังนั้นผู้ส่งออกจะต้องติดตามและปรับแผนตลอด เพราะปัจจัยเกี่ยวข้องที่สำคัญโดยเฉพาะเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ (geopolitic) เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยผลจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังอนุญาตให้ส่งผ่านธัญพืชทางทะเลดำได้ และล่าสุดจะมีการแซงก์ชั่นอิหร่านอีกรอบ

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ส่งออกไทยยังต้องเตรียมแผนรับมือกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทุกด้าน ทั้งค่าแรงงาน และล่าสุดค่าไฟฟ้าไทยสูงขึ้นหน่วยละ 4.72 บาท และมีโอกาสที่ไทยจะปรับค่าไฟเป็น 5-6 บาทปีหน้า หรือ “แพงกว่า” เวียดนามที่เก็บค่าไฟ 2.88 บาท

ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยและเวียดนามต่างก็เป็นประเทศที่ต้องนำเข้า LNG มาผลิตไฟฟ้าเหมือนกัน “แต่ค่าไฟฟ้าของไทยแพงกว่า ทำให้ไทยเสียเปรียบ” หากผลิตและส่งออกสินค้าชนิดเดียวกันเพื่อไปแข่งขันในตลาดเดียวกันกับสินค้าเวียดนาม

ดังนั้นภาครัฐจะต้อง “ทบทวนปรับโครงสร้างการบริหารจัดการต้นทุนพลังงาน” ว่า ทำไมเราจึงมีค่าไฟแพงกว่า และนี่ยังไม่นับรวมที่ไทยไม่มีแต้มต่อจากการทำ FTA ลดภาษีต่าง ๆ อีก ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขเชื่อว่าจะมีผลต่อการพิจารณาตัดสินใจ “ลงทุน” หรือย้ายฐานการลงทุนของเอกชนในอนาคต

สหรัฐลดนำเข้าวัตถุดิบ

สอดคล้องกับที่นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ผนวกกับตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI : Purchasing Managers Index) ของสหรัฐได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.4 ในเดือนตุลาคม จากระดับ 52.0 ในเดือนกันยายน 2565 สะท้อนให้เห็นว่า “กำลังซื้อของสหรัฐลดลง” ส่งผลให้แนวโน้มผู้นำเข้าสหรัฐยิ่งลดการนำเข้าวัตถุดิบลงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต ปัจจุบันพบว่า ผู้นำเข้าสหรัฐมีการนำเข้าชะลอลงบ้างแล้ว

“กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตที่สหรัฐลดการนำเข้าลง ได้แก่ ชิ้นส่วนยานยนต์, ยางรถยนต์, เคมีภัณฑ์ เป็นต้น โดยมีแนวโน้มว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นผลมาจากกำลังซื้อไม่มี อีกทั้งมีโอกาสที่จะลดการนำเข้าไปถึงต้นปี 2566 จึงต้องติดตามปัจจัยการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการประชุมอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2565 นี้ หากมีการพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง แนวโน้มที่ผู้นำเข้าจะนำเข้าสินค้าวัตถุดิบลดลงก็มีสูง รวมไปถึงค่า PMI ลดลงด้วย”

ทั้งนี้ หากเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยและดัชนี PMI เพิ่มขึ้น ก็มีโอกาสที่การนำเข้าจะยังคงมีอยู่ แต่ก็ไม่มากนัก เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ส่วนสินค้าอื่น อย่างเช่น เกษตร-อาหาร ที่ส่งออกไปสหรัฐยังไม่มีปัญหา สหรัฐยังคงนำเข้าและมีอัตราขยายตัวอยู่

ขณะที่ตลาดอื่น เช่น ยุโรป ภาพรวมการนำเข้ายังคงโตต่อเนื่อง แต่เมื่อดูเป็นรายอุตสาหกรรม กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ การนำเข้าลดลง แต่การส่งออกเกษตรและอาหารโตต่อเนื่อง จึงทำให้ภาพรวมการส่งออกยังดี ส่วนจีนการนำเข้าในภาพรวมลดลงจากปัจจัยล็อกดาวน์

อย่างไรก็ตาม การส่งออกไทยปี 2565 ภาพรวมยังขยายตัว 8-8.5% แต่การส่งออกในปี 2566 มองว่า อาจจะลดลงเหลือ 2-4% เนื่องจากยังมีปัจจัยราคาน้ำมันที่ยังสูงต่อเนื่อง เงินเฟ้อสูงในหลายประเทศ ตลาดหลักของไทยเศรษฐกิจยังไม่ดี ค่าเงินบาทยังผันผวน ส่วนปัจจัยบวกของไทยมีแค่การส่งออกอาหาร-เกษตร ยังเป็นตัวขับเคลื่อนการส่งออกสำคัญ เนื่องจากหลายประเทศยังคงต้องการสินค้าในกลุ่มนี้มาก

อาหารขายได้แต่ราคาถูกลง

ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า ต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ผู้นำเข้าสหรัฐมีภาระต้นทุน สถานการณ์การนำเข้าขณะนี้พบว่า ผู้นำเข้ายังมีสต๊อกสินค้าอาหารไว้บางส่วน จึงมีการนำเข้าไปเพิ่มเติม “แต่ไม่มากนัก” และจะเลือกนำเข้าสินค้าที่มีราคาเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ

ซึ่งสินค้าเกษตรและอาหารเป็นสินค้าที่มีราคาไม่สูง ยังถือว่าประหยัดที่สุดหากจะนำไปประกอบอาหารรับประทานเอง จึงจะไปลดการสต๊อกสินค้าคงทนก่อน เพราะหากยังไม่จำเป็นก็จะยืดอายุการใช้งานไปก่อนจะสั่งซื้อใหม่

ขณะที่แหล่งข่าวจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายการส่งออกข้าวโดยเฉพาะ “ข้าวหอมมะลิ” ไปยังตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักนั้น เริ่มมีสัญญาณแล้วว่า ผู้นำเข้าจะลดการนำเข้าข้าวไปสต๊อก เพราะต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้น

สมมุติว่า จากเดิมเคยนำเข้าไปสต๊อก 100% ก็จะเหลือประมาณ 50-60% เพื่อจะระบายสต๊อกเก่าที่ยังมีเหลือจำนวนมากออกไปก่อน ประเด็นนี้จึงทำให้ราคาส่งออกข้าวไม่ขยับขึ้นมากนัก โดยราคาข้าวหอมมะลิส่งออกเฉลี่ยที่ 700 เหรียญ/ตัน ซึ่งเมื่อคิดทอนกลับมาเป็นข้าวเปลือกจะอยู่ที่ประมาณ 12,000-13,000 บาท

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดส่งออก ส.อ.ท.