ลุ้นค่าไฟฟ้า ปี’66 กกพ.แนะประชาชนต้องรัดเข็มขัด

มิเตอร์ไฟ

เหลือเวลาเพียง 3 วันจะสิ้นสุดระยะเวลาที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) รับฟังความคิดเห็นการปรับค่าไฟฟ้าเอฟที งวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2566 ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2565 จากนั้น กกพ.จะพิจารณาเคาะตัวเลขออกมาว่าค่าเอฟทีจะต้องปรับขึ้นเท่าไร จากปัจจุบันที่อัตราค่าไฟฟ้าประจำงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 65 อยู่ที่ 4.72 บาท/หน่วย

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา ที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณาสถานการณ์ความไม่สงบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังไม่มีข้อยุติ จะส่งผลให้ราคาก๊าซ LNG ในตลาดโลกทำให้มีความผันผวนและราคาสูง

จึงได้มีมติเห็นชอบ “มาตรการบริหารจัดการพลังงานในสถานการณ์วิกฤตราคาพลังงาน” ในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2565 ซึ่งได้มีการขอความร่วมมือในการประหยัดพลังงานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

โดยหากราคาตลาดจร LNG นำเข้า (Spot LNG) อยู่ในระดับราคาที่เกินกว่า 50 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ติดต่อกันเป็นเวลา 14 วัน จะมีการพิจารณาปรับบางมาตรการให้เป็น “มาตรการบังคับ” ให้ต้องประหยัดพลังงาน

เช่น การกำหนดเวลาเปิด-ปิดภาคธุรกิจบริการที่ใช้พลังงานสูง อย่างห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ สถานบันเทิง หรือการปิดระบบแสงสว่างในพื้นที่ที่ไม่จำเป็น การกำหนดเวลาเปิดปิดไฟบนป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ และการปิดสถานีบริการน้ำมันหลังเวลา 23.00 น. เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ กกพ.ได้ดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นก่อนปรับค่าไฟฟ้าผันแปร หรือค่าเอฟที โดยมี 3 กรณีคือ

กรณีที่ 1 ค่าเอฟทีปรับขึ้น 224.98 สตางค์ต่อหน่วย โดยมาจากการประมาณการต้นทุนที่จะต้องปรับขึ้น 158.31 สตางค์ต่อหน่วย บวกด้วยส่วนที่ กฟผ.จ่ายชดเชยให้ไปก่อนบางส่วน 66.67 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อให้ กฟผ.ได้รับเงินคืนครบทั้งหมดภายใน 1 ปี โดยยังเหลือภาระที่จะต้องทยอยคืน กฟผ.อีกประมาณ 81,505 ล้านบาท กรณีนี้จะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยโดยรวม (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นจาก 4.72 บาท เป็น 6.03 บาทต่อหน่วย

กรณีที่ 2 ปรับขึ้นค่าเอฟทีจำนวน 191.64 สตางค์ต่อหน่วย โดยลดส่วนที่จะทยอยคืน กฟผ.เหลือ 33.33 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อให้ กฟผ.ได้รับเงินคืนครบภายใน 2 ปี โดยยังเหลือภาระที่จะต้องทยอยคืน กฟผ.อีกประมาณ 101,881 ล้านบาท กรณีนี้จะทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.70 บาทต่อหน่วย

และกรณีที่ 3 ค่าเอฟทีเรียกเก็บประจำงวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2566 จำนวน 158.31 สตางค์ต่อหน่วย โดยยังไม่มีการจ่ายเงินคืน กฟผ.ในงวดนี้ ทำให้ กฟผ.ต้องรับภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชนไปก่อนจำนวน 122,257 ล้านบาท และค่าไฟฟ้าโดยรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.37 บาทต่อหน่วย

Advertisement

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาในการคำนวณค่าเอฟทีงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565 กกพ.ก็ใช้วิธีเปิดรับฟังความคิดเห็นใน 3 ทางเลือกเช่นเดียวกัน โดยผลสรุปที่ได้รับคือ ทางเลือกที่ปรับขึ้นค่าเอฟทีน้อยที่สุด โดยที่ยังไม่จ่ายคืนส่วนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ช่วยแบกรับภาระเอาไว้ให้ก่อน

โดยสำนักงาน กกพ.มีการชี้แจงถึงสถานะทางการเงินและสภาพคล่องของ กฟผ.ไว้ด้วย ว่าจะไม่สามารถช่วยตรึงค่าเอฟทีตามนโยบายของรัฐได้ในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีเห็นชอบให้ กฟผ.กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องในวงเงินไม่เกิน 85,000 ล้านบาทไปแล้ว

ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าเฉพาะกลุ่มนั้น ทางกระทรวงพลังงานเป็นผู้เสนอเป็นมาตรการให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ โดยใช้งบประมาณกลาง ซึ่งมีการดำเนินมาตรการช่วยเหลือสำหรับค่าเอฟทีงวด ม.ค.-เม.ย. 2566 ก็น่าจะออกมาในลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กกพ.เรียกร้องให้มีการบริหารการใช้ไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการนำเข้าก๊าซ LNG ที่มีราคาแพง หรือลดการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าด้วยน้ำมันดีเซลที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นมาก เพื่อให้ประเทศสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจกลับคืนมาได้ และที่สำคัญขอความร่วมมือให้ประชาชนทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงาน