Skip to content

เปิด 5 ข้อสรุปผลประชุมร่วม รัฐ-เอกชน เดินหน้าจัดทำระบบฐานข้อมูล PM 2.5

11 เม.ย. 2566 | 20:00น.
เปิด 5 ข้อสรุปผลประชุมร่วม รัฐ-เอกชน เดินหน้าจัดทำระบบฐานข้อมูล PM 2.5

เปิด 5 ข้อสรุปผลประชุมร่วม รัฐ-เอกชน การข้อมูล เดินหน้าจัดทำระบบฐานข้อมูล PM 2.5 ร่วมกัน

วันนี้ 11 เมษายน 2566 นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธาน อ.ก.พ.ร. เกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม นางสาวธีรดา ศุภะพงษ์ และ รศ.ดร.สุดสวาสดิ์ ดวงศรีไสย์ อนุกรรมการ นายธนศักดิ์ มังกโรทัย ผอ.กองพัฒนาระบบบริหารงานส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น

ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ผู้แทนจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้แทนจาก GISTDA

ในขณะที่ภาคเอกชน ประกอบด้วย ผู้แทนเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายสุเมธ ภิญโญสนิท ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด (CPP) บริษัทส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรข้าวโพดรายย่อยและรับซื้อกลับ และนายไพศาล เครือวงศ์วานิช CEO บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) หรือบีเคพี (BKP) บริษัทที่ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากผู้ขายรายกลางและใหญ่

สำหรับการประชุมหารือแต่ละหน่วยงาน ได้รานงานแนวทางในการดำเนินงาน พร้อมทั้งให้ข้อสรุป 5 ประเด็น คือ

1. ระบบฐานข้อมูลของบริษัท CP คือ ระบบ “Corn Traceability” เป็นระบบตรวจสอบย้อนกลับการปลูกข้าวโพด ซึ่งสามารถระบุแหล่งที่มาของข้าวโพดได้ว่ามาจากพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีเอกสารสิทธิถูกต้อง เนื่องจากมีการลงทะเบียนการเพาะปลูก จึงสามารถบอกพิกัดของแปลงเพาะปลูก รายละเอียดของแปลง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และ ระบบ “For Farm” ที่ช่วยแนะนำและติดตามการเพาะปลูก แจ้งเตือนสภาพอากาศ และมีระบบลงทะเบียนซื้อขายข้าวโพดจากเกษตรกรโดยตรง

2. บริษัท CP มีเทคโนโลยีในการติดตามแปลงเพาะปลูก และการเก็บเกี่ยว ซึ่งพื้นที่ภายใต้การดำเนินการของ CP เกษตรกรใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยว โดยไม่เผา ส่วน GISTDA มีข้อมูลที่สามารถแยกพืชตามแต่ละชนิด แยกตามอายุการเติมโต และบอกวันเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งสามารถใช้ในการเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการเผา ภายหลังการเก็บเกี่ยวได้

3. GISTDA พบจุดความร้อน (Hotspot) ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 จนถึงปัจจุบัน มากขึ้นจากปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกันถึงมากกว่า 3 เท่า ซึ่งส่วนใหญ่พบจุดความร้อน (Hotspot) ในบริเวณพื้นที่ป่าอนุรักษ์และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ

โดยภาพรวมในประเทศจุดความร้อนพบปัญหามาก ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน ตาก เป็นต้น

ส่วนในประเทศเพื่อนบ้านพบมากที่สุดที่ประเทศเมียนมาร์ ลาว กัมพูชา ตามลำดับ ปัญหาการเผาไร่ข้าวโพด ส่วนใหญ่จะเกิดในพื้นที่เกษตรในพื้นที่สูง ส่วนสถานการณ์การเผาพื้นที่เกษตรในพื้นที่ราบไม่ค่อยรุนแรง เนื่องจากสามารถใช้เครื่องจักร และอุปกรณ์เก็บเกี่ยวได้

4. กรมวิชาการเกษตรมีการรับรอง GAP ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับได้ว่ามาจากแปลงไม่เผา ดังนั้น แรงจูงใจ คือ ต้องเร่งให้การรับรอง GAP แก่ภาคการเกษตร ไม่ซื้อผลผลิตที่มาจากการเผา ส่วนแรงจูงใจเรื่องอื่น ๆ เพื่อให้เกษตรกรไม่เผา เช่น เรื่องตลาดคาร์บอนเครดิต การลดภาษี การประกันราคา การทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการขายเศษวัสดุ ส่งเสริมการหาตลาดให้แก่เกษตรกร แปลงเศษวัสดุเป็นพลังงาน ฯลฯ

5. การจัด Zoning อาจเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้ เนื่องปัจจุบันพื้นที่เกิดการเผาในที่สูง คือ พืชไร่ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นการปลูกพืชสวนในพื้นที่สูงจะไม่มีการเผา เช่น การปลูกกาแฟทดแทนการปลูกข้าวโพด เป็นต้น

“แนวทางการดำเนินการต่อไป คือ การบูรณาการฐานข้อมูลร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ที่มีประสิทธิภาพต่อไป”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ฝุ่น PM 2.5 อากาศ