เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“พิพัฒน์” ร่วมยินดี “วัดพระมหาธาตุฯ” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เร่งโครงข่ายคมนาคมเชื่อม “เส้นทางแห่งศรัทธา” รับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
Politics “พิพัฒน์” ร่วมยินดี “วัดพระมหาธาตุฯ” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เร่งโครงข่ายคมนาคมเชื่อม “เส้นทางแห่งศรัทธา” รับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
News จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
Politics ‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
“จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
HR “จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Politics ‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
Tech Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
Economic ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
Economic เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
Economic ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
ทุ่มเวนคืน 8.8 พันล้าน เร่ง ‘วงแหวนรอบ 3’ ฝั่งตะวันออก  
Real Estate ทุ่มเวนคืน 8.8 พันล้าน เร่ง ‘วงแหวนรอบ 3’ ฝั่งตะวันออก  
ดูทั้งหมด

ตั้งรับวิกฤตราคาอาหารโลก “เอลนีโญ-สงคราม” ช็อกตลาดข้าว

29 ก.ค. 2566 | 07:38น.
ข้าว อินเดีย

จับตาวิกฤตอาหารโลกรอบใหม่ สงครามรัสเซีย-ยูเครนไม่จบ ยกเลิกสัญญา “ส่งออกธัญพืช” ผ่านทะเลดำ ทุบซ้ำด้วยปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ถล่มผลผลิตเกษตร-ข้าวเสียหาย เกิดภาวะขาดแคลน “อินเดีย” ผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 1 โลก ระงับส่งออก-ตุนสต๊อกดันราคาข้าวโลกพุ่ง 100 เหรียญต่อตัน ในสัปดาห์เดียว ตลาดสะวิงแรง “ผู้ส่งออกข้าวไทย” ชะลอรับออร์เดอร์ เผยตลาดช็อก “ไม่กล้าซื้อขาย” หวั่นขาดทุน-ไม่มีผลผลิตส่งมอบ คนไทยอ่วมครึ่งปีหลังราคาอาหารพุ่ง “ข้าวถุง” ในประเทศนำร่องขยับราคา 10-20 บาท/ถุง

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า วิกฤตราคาอาหารโลกแพงกำลังรุนแรงขึ้นอีกครั้ง จากที่ล่าสุดเวิลด์แบงก์รายงานเมื่อเดือน ก.ค.ว่า ราคาอาหารในโลกสูง ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อหลายประเทศทั่วโลก โดยมีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่า 5% และมากกว่า 50% ของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง-ต่ำ ต้องประสบกับเงินเฟ้อ 2 หลัก โดยมีการประเมินว่าประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อยู่ในแอฟริกา อเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา เอเชียใต้ ยุโรป และเอเชียกลาง

เอลนีโญทุบซ้ำปัญหา

สาเหตุของวิกฤตอาหารโลกราคาพุ่งสูงขึ้น มาจากการที่โลกต้องเผชิญกับ 2 วิกฤตซ้อนกัน ทั้งสภาพอากาศแปรปรวนจาก “เอลนีโญ” ทั่วโลก การพังทลายของเขื่อนโนวาคาคอฟกา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน ทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลกระทบต่อน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และน้ำสำหรับพื้นที่ภาคเกษตร และที่สำคัญ เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ จากการที่รัสเซียยกเลิกการทำตามข้อตกลงที่อนุญาตให้ยูเครนส่งออกธัญพืชผ่านทะเลดำ

จากที่เคยส่งออกได้ 32 ล้านตัน ต้องเปลี่ยนเส้นทาง ซึ่งการปฏิเสธที่จะไม่ต่อสัญญาของรัสเซียครั้งนี้ทำให้การส่งออกหยุดลง และส่งผลกระทบต่อปริมาณธัญพืชในตลาดโลกลดลง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับเอลนีโญทั่วโลกกำลังก่อตัวขึ้น

โดยมีการประเมินความเสียหายจากปรากฏการณ์เอลนีโญต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจทั่วโลกไว้ถึง 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ (80.5 ล้านล้านบาท) เพราะคาดการณ์ไว้ว่าปรากฏการณ์นี้จะกินระยะเวลายาวนานถึง 5 ปี ระหว่างปี 2566-2570

ภาวะขาดแคลน-กักตุน

นายวิศิษฐ์กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นทางตรงทั่วโลก คือจะมีคนกว่า 780 ล้านคน ประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร และอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกปรับสูงขึ้น ทำให้หลาย ๆ ประเทศเริ่มออกมาตรการเพื่อเอาตัวรอดในการกักตุนอาหาร เช่น อินเดีย ประกาศงดส่งออกข้าวชั่วคราว ซึ่งผลพวงนี้ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกปรับขึ้นทันที ส่วนผลที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย คือ เอลนีโญสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตร ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอ

กระทบต่อเนื่องไปถึงวัตถุดิบในการผลิตอาหาร หรือสินค้าเกษตรแปรรูป เช่น พืชไร่อย่างสับปะรดจะลดลง 29% จากปีก่อนที่มีปริมาณ 1.4 ล้านตัน และข้าวโพดหวาน ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมีผลผลิต 660,000 ตัน ต้องรอประเมินความเสียหายจากเอลนีโญ่อีกครั้ง และอาจลุกลามไปถึงสินค้าและบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง คาดว่าเฉพาะความเสียหายจากข้าวและผลผลิตปีนี้จะอยู่ที่ราว 48,000 ล้านบาท

“สิ่งที่ต้องติดตามคือไทยยังมีความเสี่ยงจากความไม่ชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลที่เนิ่นช้ายาวนานออกไป ส่งผลกระทบต่อการกำหนดมาตรการรับมือผลกระทบภัยแล้งรุนแรง”

หนุนส่งออกอาหารโต 5%

ด้านนายเจริญ แก้วสุกใส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อุตสาหกรรมอาหารในช่วง 6 เดือนแรกปี 2566 ตลาดส่งออกเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกไม่ค่อยดีนัก ส่งผลให้การส่งออกในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารขยายตัวเพียง 2-5% อย่างไรก็ตาม คาดว่าทั้งปี 2566 การส่งออกกลุ่มนี้จะขยายตัวได้ 5% มูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งมูลค่าเทียบเท่ากับตลาดอาหารบริโภคในประเทศ

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก หรือเป็นสถานการณ์ธัญพืชในตลาดโลก หลังจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน กลับมาตึงเครียด ทำให้ยูเครนไม่สามารถขนส่งสินค้าธัญพืช ทั้งข้าวสาลี ข้าวโพด ผ่านทะเลดำ จึงต้องเปลี่ยนเส้นทาง ซึ่งทำให้การขนส่งมีความเสี่ยงสูงขึ้น และต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 15% นอกจากธัญพืชแล้ว ปัญหารัสเซีย-ยูเครนยังส่งผลต่อราคาวัสดุทางการเกษตร โดยเฉพาะปุ๋ย ที่ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นอีกรอบ

นอกจากนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยผลกระทบจากการเกิดเอลนีโญ ที่ทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรทั่วโลกลดลง ส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตอาหารอย่างอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก หยุดส่งออกชั่วคราว เพราะก่อนที่จะมีเอลนีโญ ทางอินเดียก็ประสบปัญหาภัยแล้งต่อเนื่องด้วยพายุน้ำท่วมในเขตพื้นที่ภาคการเกษตร ทำให้ผลผลิตลดลง ราคาอาหารในอินเดียโดยเฉพาะราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น จึงต้องระงับการส่งออก

“ราคาสินค้า” พุ่งครึ่งปีหลัง

นายเจริญกล่าวว่า แนวโน้มราคาอาหารในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะปรับสูงขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบธัญพืช ยังไม่นับรวมต้นทุนเรื่องค่าไฟฟ้า ซึ่งแม้ล่าสุดทาง กกพ.จะปรับลดค่า Ft ทำให้ค่าไฟลดจากหน่วยละ 4.70 บาท เหลือ 4.45 บาทต่อหน่วย ซึ่งยังต่ำกว่าที่ ส.อ.ท.ขอให้ปรับลดลงเหลือ 4.25 บาท เพราะก่อนหน้านี้ค่าไฟปรับขึ้นมา 3 ครั้ง จาก 3 บาทไปเป็น 5 บาทกว่า เพิ่งจะปรับลงแค่ 2 ครั้ง แล้วก็ลดลงไม่มาก

ซึ่งหากประเมินภาพรวมของต้นทุนรวมในช่วงครึ่งปีหลัง น่าจะปรับขึ้นประมาณ 5% ซึ่งก็จะทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับขึ้นราคาสินค้าประมาณ 5% เช่นกัน แล้วแต่ชนิดและขนาด แต่บางตัวที่เป็นสินค้าควบคุมก็อาจจะปรับราคาไม่ได้ การที่ราคาสินค้าปรับสูงขึ้นก็จะส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อของไทยจะปรับสูงขึ้นตาม

“แนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง ราคาอาหารน่าจะปรับสูงขึ้นประมาณ 5% โดยเฉพาะกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากธัญพืช ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ที่ได้รับผลกระทบจากราคาอาหารสัตว์ปรับสูงขึ้น แป้งขนมปัง เบเกอรี่และเส้น รวมถึงกลุ่มข้าวถุง แต่หากสินค้าใดเป็นสินค้าควบคุมของกรมการค้าภายในก็อาจจะยังไม่ปรับขึ้น”

นายเจริญกล่าวว่า อยากให้รัฐบาลใหม่เข้ามาดูแลในเรื่องของการนำเข้าวัตถุดิบ อย่างเช่น ปุ๋ยจากแหล่งอื่น เพื่อมาทดแทนการนำเข้าจากรัสเซียและยูเครน ตลอดจนจัดการเรื่องน้ำเพื่อรับมือกับปัญหาเอลนีโญ และจัดการเรื่องราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น

ขณะเดียวกันขอให้รัฐบาลพิจารณาความเหมาะสมเกี่ยวกับการใช้นโยบายการปรับขึ้นค่าแรง เพราะหากปรับขึ้นในคราวเดียวก็จะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการ ดังนั้นหากจะมีการพิจารณาปรับขึ้นค่าแรงก็ขอให้ทยอยขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า

ผู้ส่งออกข้าวหยุดรับออร์เดอร์

นายสมบัติ เฉลิมวุฒินันท์ ประธาน บริษัท เอเซีย โกลเด้น ไรซ์ จำกัด ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของไทย กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกข้าวครึ่งปีแรกทำได้ 4 ล้านตัน ส่วนแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังยังต้องจับตา 2 ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการส่งออกข้าว คือ ผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้ยูเครนไม่สามารถส่งออกธัญพืชได้ ส่งผลเชื่อมโยงมาถึงอินเดีย

ซึ่งเป็นประเทศที่มีการใช้ข้าวสาลีจำนวนมาก จึงได้ประกาศห้ามส่งออกข้าวทุกชนิด ยกเว้นบาสมาติ ทำให้ราคาส่งออกข้าวปรับสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังมีผลกระทบจากภาวะภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งหลายฝ่ายจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าจะกระทบกับผลผลิตข้าวนาปีเสียหายหรือไม่

“ช่วงนี้ผู้ส่งออกส่วนหนึ่งไม่กล้ารับออร์เดอร์ รอดูสถานการณ์ก่อนเพราะข้าวจะออกเดือนหน้า ก็ยังมีความกังวลกันเรื่องเอลนีโญกันมาก ซึ่งจะกลายเป็นว่าราคาดี แต่ไม่มีของขาย แต่ทุกประเทศที่ผลิตข้าวก็น่าจะโดนผลกระทบเหมือนกัน ยังมาเจอเรื่องข้าวสาลียูเครนอีกก็หนัก อินเดียกินข้าวสาลีเยอะก็เลยชะลอส่งออก ส่งผลปริมาณข้าวของอินเดียในตลาดจะลดลง แต่ยังไม่เยอะ ต้องรอดูสถานการณ์ ตอนนี้ภาพรวมส่งออกข้าวของไทยที่จะส่งมอบเดือนหน้า (ส.ค.) ยังมองว่าน่าจะทำได้ 550,000-600,000 ตัน ภาพรวมทั้งปีน่าจะได้ 7.5 ล้านตัน ขณะที่ราคาข้าวต้องยอมรับว่าจะสูงขึ้นทั้งตลาดส่งออกและตลาดภายในประเทศ”

ขณะที่ตัวเลขการส่งออกข้าวไทยปี 2565 อยู่ที่ 7.69 ล้านตัน มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 138,451.8 ล้านบาท คิดเป็น 3,970.9 ล้านเหรียญสหรัฐ

จับตาโรงสีเบี้ยวส่งมอบ

ขณะที่นายศุภชัย วรอภิญญาภรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท ธนสรรไรซ์ จำกัด กล่าวว่า ครึ่งปีหลังแนวโน้มตลาดน่าจะมีความต้องการซื้อข้าวไทยมากขึ้น ปัจจัยหลักมาจากอินเดียหยุดส่งออก ส่วนเรื่องเอลนีโญ มองว่าปีนี้จะยังไม่กระทบมาก แต่จะไปกระทบในปีหน้า ซึ่งกรณีที่อินเดียระงับการส่งออกข้าวก็ทำให้ออร์เดอร์มาไทยเพิ่มขึ้นเยอะ โดยเฉพาะจากแอฟริกา รองลงมาคือ เอเชีย อินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์อินเดียหยุดส่งออกก็จริง แต่ยังเอาแน่ไม่ได้ เพราะอินเดียเคยประกาศหยุดส่งออก แต่หยุดเพียงแค่ 1-2 สัปดาห์ก็กลับมาส่งออกใหม่ ซึ่งทำให้ราคาผันผวนมาก ทำให้ต้องระมัดระวัง ทั้งผู้ส่งออกและโรงสี ซึ่งโรงสีรับซื้อข้าวเปลือกราคาตันละ 15,000-16,000 บาท ซึ่งบางรายมีสต๊อก บางรายเป็นการตั้งราคาขายล่วงหน้าสำหรับข้าวในนาที่ยังไม่ออก (ขายอนาคต)

จึงอาจนำมาสู่ปัญหาว่า ข้าวไม่ได้มีตามที่รับออร์เดอร์ไว้ ตอนนี้ราคาตลาดพุ่งขึ้นไป 18,000 บาท โรงสีที่รับออร์เดอร์ผู้ส่งออกไว้แล้ว แต่ไม่สามารถซื้อข้าวเปลือกได้ ทำให้ไม่มีข้าวที่จะส่งมอบ ประเด็นนี้ก็จะกระทบไปถึงผู้ส่งออกไม่มีข้าวส่งมอบปลายทาง

ราคาข้าวพุ่งเกือบ 100 เหรียญ

นายศุภชัยกล่าวว่า ขณะที่ผู้ส่งออกก่อนหน้านี้รับออร์เดอร์ไว้ที่ราคา 470-480 เหรียญสหรัฐต่อตัน ลักษณะแบบซื้อมาขายไป ซึ่งบริษัทเรามีสต๊อกก็สามารถส่งออกได้ แต่ผู้ส่งออกบางรายไม่มีข้าวก็ไม่สามารถส่งออกได้ แต่การจะไปซื้อข้าวมาสต๊อกไว้ก่อนแล้วค่อยไปรับออร์เดอร์ขายส่งออกก็เป็นเรื่องยาก เพราะราคาข้าวขยับขึ้นมาเยอะ ดังนั้นรับออร์เดอร์ไว้แล้วราคาพุ่งไปอีกก็เสี่ยง ส่วนที่ยอมซื้อกันตอนนี้ คือการซื้อเพื่อไปส่งมอบออร์เดอร์เก่า

แต่ตอนนี้ไม่รับออร์เดอร์ใหม่เพราะราคาส่งออกก้าวกระโดดขยับไปเกือบ 100 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในเวลาแค่สัปดาห์เดียว โดยเรื่องของอินเดียเป็นตัวแปรหลัก แต่ตอนนี้อินเดียห้ามส่งออกเฉพาะข้าวขาว แต่ยังส่งออกข้าวนึ่ง ซึ่งทำให้เราประเมินว่าไม่ช้าก็เร็ว อินเดียจะกลับมาส่งออกแน่นอน

“การที่อินเดียไม่ส่งออก ลูกค้าก็ถามมาที่ไทย เพื่อขอให้ส่งมอบข้าวเดือน 8 เดือน 9 แต่ทางผู้ส่งออกก็ไม่กล้าเปิดราคาเหมือนกัน เพราะต่างคนต่างกลัว เราก็ไม่กล้าที่จะเสนอราคาใหม่ จึงต้องรอสักพัก เพราะถึงราคาขึ้นไปมาก ไม่ใช่จะขายกันได้ดี บางโรงสีก็ยังติดส่งมอบออร์เดอร์เก่าอยู่ ต่อให้มีคนมาซื้อให้ราคา 19,000 บาทต่อตัน ก็ยังไม่กล้าขาย เป็นภาวะตลาดช็อกเหมือนกัน แต่อานิสงส์ตอนนี้ไปตกที่ชาวนา ราคาข้าวสดขยับขึ้นทะลุ 10,000 หมื่นบาทต่อตัน”

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการส่งออกข้าวเดือนสิงหาคม ยอดยังไม่ลดลงมากนัก เพราะผู้ส่งออกยังมีสต๊อกเพียงพอที่จะส่งมอบ แต่ต้องรอดูสถานการณ์ในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงผลผลิตข้าวนาปรังออกสู่ตลาด ต้องดูว่าจะออกปริมาณมากน้อยเพียงใด ภาวะแล้งจะกระทบมากน้อยเพียงใด แต่มองว่ายังไม่กระทบมากเพราะมีฝนมา แต่จะทิ้งช่วงหรือไม่ และต้องดูว่าภาวะการช็อกไม่กล้าซื้อไม่กล้าขายจะหายหรือยัง

ราคาข้าวถุงใน ปท.ขยับราคา

นายศุภชัยกล่าวว่า ขณะที่ตลาดข้าวถุงในประเทศมีการทยอยปรับราคาไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยขนาดถุง 5 กก. ปรับขึ้นถุงละ 10-20 บาท เพราะได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบข้าว และค่าไฟ โดยอัตราการปรับขึ้นรุนแรงเป็นข้าวขาว 5% ข้าวขาว 100% จะปรับขึ้นแรงกว่าข้าวหอมมะลิ ข้าวพื้นนุ่มต่าง ๆ เพราะราคาข้าวขาวในตลาดปรับขึ้นไปมาก จากตันละ 14,000-15,000 บาท ตอนนี้ปรับไปถึง 18,000 บาท ยังไม่นับรวมค่าถุง ค่าไฟ ค่าแรงงาน และค่าเครื่องจักร หากจำหน่ายเข้าห้างก็จะมีค่าธรรมเนียมต่าง ๆ อีก 15-20%

“ครึ่งปีหลังมีโอกาสจะปรับขึ้นราคาข้าวถุงอีกรอบ แต่ข้าวถุงที่จำหน่ายในห้างอาจจะยังไม่เห็นผลชัด เพราะยังติดสัญญากับห้าง แต่ถึงอย่างไรภาพรวมต้องปรับแน่นอนในเดือน ส.ค. เพราะซัพพลายเออร์คงแบกรับไม่ไหว ซึ่งคนกินก็ปรับพฤติกรรมมากินข้าวตัวถูกจะขายดีขึ้น ข้าวขาวพื้นนุ่มจะเยอะขึ้น แต่ตัวแพงยอดขายก็ลดลง”