เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
Biz Movement สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
Business เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
Real Estate ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ดูทั้งหมด

หมูเถื่อนทุบฟาร์มสูญแสนล้าน ผงะเจออีก 400 ตู้ต้องสงสัย

05 ส.ค. 2566 | 07:14น.

วิกฤตหมูสูญแล้ว 100,000 ล้าน หลังฟื้นตัวจากปัญหาโรคระบาดหมู ASF แต่ต้องมาเจอ “หมูเถื่อน” ตีตลาดภายในประเทศ ทำราคาหมูต่ำสุด 50 บาท/กิโล ฟาร์มรายย่อยขาดทุนยับตัวละ 3,000 บาท กลุ่มผู้เลี้ยงหมูภาคตะวันตกปูดเจอตู้คอนเทนเนอร์ต้องสงสัยตกค้างที่ท่าเรือแหลมฉบังอีก 400 ตู้

นับเป็นเวลา 4 เดือนแล้วหลังจากการตรวจสอบที่ท่าเรือแหลมฉบัง จนพบว่ามี “หมูกล่องแช่แข็ง” หรือ “หมูเถื่อน” ตกค้างที่ท่าเรือจำนวน 161 ตู้ ปริมาณ 4 ตัน จากการนำเข้าของ 11 บริษัท แต่บริษัทดังกล่าวไม่ได้มารับสินค้า ทำให้เกิดปัญหาตกค้าง จนกลายเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถาม และนำไปสู่การสอบสวน

โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่ได้ตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน ในระหว่างนั้นราคาจำหน่ายหมูเป็นที่เคยจำหน่ายได้ 90 บาท/กก. ได้ลดลงมาต่ำกว่า 60 บาท/กก. จากการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนมาตีตลาด จนนำมาสู่การตั้งคำถามที่ว่า หมูเถื่อนสร้างความเสียหายให้กับตลาดหมูภายในประเทศเท่าไร และจะดำเนินการอย่างไร เพราะ ปัญหาหมูเถื่อนถือเป็นการ “ทุบซ้ำ” ห่วงโซ่การผลิตหมู ซึ่งเพิ่งจะฟื้นจากการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร (ASF) มาได้ไม่นาน

ขาดทุนปีละ 1 แสนล้าน

นสพ.เกียรติภูมิ พฤกษะวัน เลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้เลี้ยงสุกรได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหา “หมูกล่องหรือหมูเถื่อน” ที่คาดว่าได้มีการนำเข้ามาในตลาดกว่า 20% คิดเป็นความเสียหายมูลค่า 20,000-30,000 ล้านบาท เป็นการซ้ำเติมจากที่ก่อนหน้านี้ที่ผู้เลี้ยงสุกรได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ในช่วงปี 2564-2565

สร้างความเสียหายกับฟาร์มหมูคิดตามรอบการสูญเสียไปแล้วประมาณ 50,000 ล้านบาท กระทั่งได้มีการลงทุนกลับมาเลี้ยงใหม่ ซึ่งต้องใช้เงินไปอีกไม่ต่ำกว่า 40,000-50,000 ล้านบาท และถ้าหากราคาขายหมูยังเป็นแบบนี้ เท่ากับคนที่เลี้ยงจะขาดทุนกันตัวละ 3,000 บาท หรือขาดทุนประมาณ 100,000 ล้านบาทในเวลา 1 ปี

ทั้งนี้ จุดเปลี่ยนธุรกิจหมูได้เริ่มเกิดมาตั้งแต่ปี 2564-2565 หลังจากการระบาด ASF อย่างหนัก แต่ประเทศไทยผ่านพ้นไปด้วยโมเดลแบบที่เกิดการระบาดในจีนคือ “ตูมเดียวหมดและไม่มีการระบาดอีก” กระทั่งปี 2565-2566 เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูกลับมาลงทุนเลี้ยงใหม่ บางรายขยายฟาร์ม บางแห่งก็ปรับปรุงระบบฟาร์มป้องกันโรค จนทำให้เห็นตัวเลขมีการขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์ 150,000 ราย หรือคิดเป็นปริมาณการเลี้ยงหมูประมาณ 18 ล้านตัว ซึ่งคิดเป็นอัตราการฟื้นกลับมาแล้วประมาณ 80-90% จากช่วงก่อน ASF ที่มีการเลี้ยงประมาณ 20-21 ล้านตัว

ซึ่งนอกจากมีฟาร์มแล้ว ยังมีโรงเชือดใหม่ ๆ ที่มีมาตรฐานเพิ่มขึ้น ทั้งแบบโรงเชือดธรรมดา โรงเชือด GMP โรงเชือด GSP สำหรับส่งออกรวม 20-30 โรง กำลังการเชือดเพิ่มขึ้นจากวันละ 55,000 ตัว เป็น 90,000 ตัว

โอเวอร์ซัพพลายหมู

นสพ.เกียรติภูมิกล่าวอีกว่า เมื่อช่วงที่เกิดโรคระบาด ASF ปรากฏว่าเกษตรกรหายไปครึ่งหนึ่ง แต่ตอนนี้กลับมาขึ้นทะเบียนเลี้ยง 150,000 ราย ยังไม่นับรวมเกษตรกรที่เลี้ยงแบบหลังบ้าน หากคำนวณเป็นจำนวนหมูจะได้ 18 ล้านตัว/ปี ในจำนวนนี้เป็นการเลี้ยงโดยฟาร์มรายใหญ่ 70% ซึ่งทุกฝ่ายได้มีการเฝ้าระวังและควบคุมดูแลปัญหาเรื่องโรคระบาดเข้มงวด โดยเฉพาะทางกรมปศุสัตว์ได้เพิ่มความระมัดระวังสำหรับการเลี้ยงใหม่ กำหนดให้ฟาร์มที่มีการเลี้ยงหมูขุนมากกว่า 5,000 ตัว และมีแม่พันธุ์มากกว่า 90 ตัวจะต้องมาทำเป็นฟาร์มมาตรฐาน

ด้านตัวเลขสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรปัจจุบันไทยมีจำนวนฟาร์มมาตรฐานแล้ว 6,209 ฟาร์ม มีกำลังผลิต 14-16 ล้านตัว คาดว่าจนถึงสิ้นปี 2566 จะมีฟาร์มมาตรฐานขนาดกลางเพิ่มขึ้นอีก 2,000 ฟาร์ม แต่ฟาร์มรายเล็กรายน้อยกรมปศุสัตว์จะใช้มาตรฐาน GFM เข้าไปดูแล ทำให้เข้าสู่โรงเชือดได้

“อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูกำลังฟื้นตัวในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่กลับมาเจอ ปัญหาหมูกล่องและต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อราคาขาย ทำให้เกษตรกรขาดทุนตัวละ 3,000 บาท ซึ่งหากเชือดวันละ 55,000 ตัวคูณเข้าไปจะเป็นมูลค่ากว่า 150 ล้านบาท/วัน” นสพ.เกียรติภูมิกล่าว

ภาพรวมราคาดิ่ง

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงหลังการระบาดของโรค ASF ประเทศไทยเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนหมูประมาณเดือน ม.ค.-มี.ค. ปี 2565 เท่านั้น หลังจากนั้นผู้เลี้ยงรับสัญญาณที่ทำให้รู้สึกว่า “ตลาดอิ่มตัว ราคาหมูถดถอย” ลงเรื่อย ๆ จนถึงปี 2566 ราคาลงหนักเสียหายขาดทุน แม้ว่ามีการลงทุนใหม่กลับมา แต่สภาวะก็คือ “มีหมูให้ผู้บริโภค แต่ผู้เลี้ยงขาดทุน”

โดยถ้าพูดเรื่องต้นทุนตามข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมกับ กรมปศุสัตว์ กรมการค้าภายใน สมาคมผู้เลี้ยงฯ และนักวิชาการ คิดจากต้นทุนลูกสุกรและราคาอาหารสัตว์จากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ จะพบว่าวันนี้ต้นทุนเฉลี่ยที่ กก.ละ 90 บาท ขณะที่ราคาขายหมูเป็นประกาศที่ราคา 62-70 บาท แต่รายย่อยจะขายได้ บางที่โดนกดไปต่ำสุด 47-48 บาท/กก.ก็มี ซึ่งหากคิดราคากลางขายได้ 62 บาทเท่ากับขาดทุน กก.ละ 28 บาท หรือเฉลี่ยตัวละ 3,000 บาท หากเข้าโรงเชือด

ทั้งนี้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติคาดการณ์แนวโน้มราคาหมูในช่วงปลายปี จากภาวะการเลี้ยงพุ่งขึ้น ทำให้ต้นทุนราคาลูกหมูถูกลงแล้วจากตัวละ 4,000 บาทเหลือ 1,400-1,500 บาท คาดว่าต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ยในอีก 4 เดือนข้างหน้าจะลดลงจาก 90 เหลือ กก.ละ 70 บาท แต่ผลที่เกิดขึ้นต่อเกษตรกรจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ คนที่ซื้อลูกหมูมาเลี้ยงหมูขุนได้รับผลดีจากการขาดทุนลดลง แต่คนที่เลี้ยงหมูเพื่อขายลูกหมูจะได้รับผลกระทบ แต่หากยังไม่สามารถแก้ปัญหาหมูกล่องได้ก็จะทำให้ราคาขายในตลาดยังทรงตัวต่ำอย่างนี้ต่อไป เกษตรกรที่ขาดทุนมากก็อาจจะชะลอการเลี้ยงเพิ่ม เป็นการปรับสมดุลในระบบการเลี้ยงหมู น่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี

ลุ้นผล DSI

ส่วนความคืบหน้าการแก้ปัญหาหมูกล่องนั้น ขณะนี้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมกับทุกหน่วยงาน เร่งดำเนินการตรวจสอบตู้ 161 ตู้ที่ตรวจสอบพบว่า “ไม่มีการมาออกของ” แต่อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าจำนวนตู้ที่ไม่มีการมาออกของยังตรวจพบมากขนาดนี้ แต่ในสถานการณ์ที่แท้จริงจะมากขนาดไหน

ทั้งนี้ สถานการณ์นำเข้าแต่เดิมไทยมีการนำเข้าเนื้อหมู 14,000 ตันต่อปี แต่เป็นเครื่องในและหนังหมู เพราะไทยขาดแคลน แต่มีการบริโภคจำนวนมากนำมาใช้ทำแคบหมูที่เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมมาก และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากำลังการบริโภคหมู โดยเฉพาะหมูสามชั้นในร้านชาบูและหมูกระทะเพิ่มมากขึ้น

Ecosystem เปลี่ยนแล้ว

“วันนี้ในธุรกิจหมู Ecosystem เปลี่ยนไปแล้ว จากเมื่อ 10 ปีก่อน มีผู้เลี้ยง 4 กลุ่มคือ บริษัท 10 บริษัท กลุ่มที่สองฟาร์มขนาดใหญ่ในแต่ละพื้นที่ มีการเลี้ยง 5,000-10,000 แม่ กลุ่มสามคือรายกลาง และกลุ่มสี่คือรายย่อยประมาณ 25% จะรวมตัวกันในรูปแบบสหกรณ์ 10 สหกรณ์ แต่มาถึงนาทีนี้ สหกรณ์ลดบทบาทลงแทบจะไม่เหลือ รายย่อยหายไปเยอะ รายใหญ่เบอร์ 1-20 มีรวม ๆ กันอย่างต่ำ 700,000 แม่ หรือไม่ต่ำกว่า 70%”

ซึ่งเมื่ออีโคซิสเต็มเปลี่ยน วิธีการซื้อขายก็เปลี่ยน ผู้ค้าอยากได้ความสม่ำเสมอ หมูที่มีคุณภาพเพื่อเข้าโรงเชือดมาตรฐาน ที่มีเพิ่มมาอีก 20-30 แห่ง วงการเลี้ยงสุกรเปลี่ยนเข้าไปสู่อุตสาหกรรมเกษตรเกือบเต็มตัวแล้ว

สิ่งที่สมาคมดำเนินการคือ จะช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงเป็นเกษตรกรจริง ๆ ได้อย่างไร โดยพยายามประสานกับกรมปศุสัตว์ เพื่อให้ความช่วยเหลือว่าจะอยู่รอดได้ เพราะในส่วนรายใหญ่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองจากความพร้อมของอุตสาหกรรมครบวงจรได้ มีทั้งพันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ ฟาร์ม ไปถึงโรงเชือด โรงแปรรูป ดังนั้น จึงจะต้องมาดูแลเกษตรกรรายย่อยว่าจะไปอย่างไรกันต่อ เพราะเดิมหากมี over supply อดีตจะส่งออกไปลาว กัมพูชา แต่ยังติดขัด ตอนนี้ติดอยู่ 1-2 สัปดาห์ ซึ่งความเสี่ยงคือ “น้ำหนักตัวหมูจะเพิ่มขึ้น เมื่อกลไกตลาดชะงักไป

โผล่อีก 400 ตู้ที่ท่าเรือแหลมฉบัง

ล่าสุดนายมานะพันธ์ ชัยเมธสิทธิ์ ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยภาคตะวันตกกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในวันที่ 7 สิงหาคม 2566 กลุ่มผู้เลี้ยงหมูรายย่อยจากหลายภาคจะรวมกันเดินทางไปกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อไปทวงถามข้อสงสัยกรณีมีข่าวว่า มีการตรวจพบหมูเถื่อนอีก 400 ตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือแหลมฉบัง แต่เหตุใดกรมศุลกากรและดีเอสไอจึงไม่นำเข้ากระบวนการตรวจสอบ เช่นเดียวกับหมูเถื่อนจำนวน 161 ตู้ และหมูเถื่อนจำนวนดังกล่าวได้มีการรายงานให้กรมปศุสัตว์รับทราบตามขั้นตอนแล้วหรือไม่

นอกจากนี้ ทางกลุ่มผู้เลี้ยงหมูเคยเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบหมูเถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามาผ่านทางท่าเรืออื่น ๆ ด้วย แต่ไม่เห็นการดำเนินการต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันหมูเถื่อนที่เข้ามาขายกันเกลื่อนในตลาดส่งผลกระทบกดดันราคาขายหมูในตลาดอย่างมาก ทำให้ตอนนี้สมาชิกผู้เลี้ยงหมูรายย่อยต้องขายหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มเพียงราคากิโลกรัมละ 50 บาท ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงอยู่ที่ 90 กว่าบาท/กก. ถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้จะทำให้ผู้เลี้ยงรายย่อยอยู่กันไม่ได้