เปิดผลประกอบการครึ่งแรกปี 2566 ปตท. รายได้จากการขาย 1,534,755 ล้านบาท ลดลง 8.9% เป็นผลจากราคาปิโตรเลียมและปิโตรเคมีในตลาดโลกลดย่อย กำไรสุทธิ 47,962 ล้านบาท ลดลง 24.6%
วันที่ 10 สิงหาคม 2566 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ รายงานกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2566 ดังนี้
รายได้จากการขายลดลง 8.9%
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 (1H2566) ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขาย 1,534,755 ล้านบาท ลดลง จำนวน 150,664 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.9 จากในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 (1H2565) ที่จำนวน 1,685,419 ล้านบาท
โดยกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และกลุ่มธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีกมีรายได้จากการขายลดลง จากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับตัวลดลงตามราคาปิโตรเลียมและปิโตรเคมีในตลาดโลก แม้ว่าปริมาณการขายเพิ่มขึ้น
ขณะที่กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นมีรายได้ลดลง โดยหลักจากธุรกิจการกลั่นเนื่องจากราคาขายเฉลี่ยปรับตัวลดลง แม้ว่าปริมาณขายเพิ่มขึ้น รวมทั้งธุรกิจปิโตรเคมีมีรายได้จากการขายลดลง จากราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ปรับตัวลดลง รวมทั้งปริมาณการขายลดลงจากการปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด รายได้ของกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ลดลงจากการจำหน่ายธุรกิจถ่านหินในไตรมาส 1 ปี 2566 (1Q2566)
นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีรายได้ลดลง โดยหลักจากธุรกิจท่อก๊าซ จากการปรับอัตราค่าผ่านท่อตั้งแต่ 1 ส.ค. 2565 และธุรกิจโรงแยกก๊าซ จากปริมาณการขายผลิตภัณฑ์รวมลดลง ตามปริมาณก๊าซในอ่าวที่ผลิตได้ลดลง

กลุ่มธุรกิจใหม่ทำรายได้เพิ่ม
อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น โดยหลักจากการรับรู้รายได้จากธุรกิจขาที่เพิ่มขึ้น จากบริษัท Lotus Pharmaceutical Company Limited (Lotus) ใน 1H2566 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) จำนวน 196,633 ล้านบาท ลดลงจำนวน 127,056 ล้านบาท หรือร้อยละ 39.3 จาก
1H2565 จำนวน 323,689 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น
โดยธุรกิจการกลั่นมีผลการดำเนินงานลดลงจากผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันใน 1H2566 เพิ่มขึ้น โดยใน 1H2566 มีขาดทุนสต๊อกน้ำมันประมาณ 10,000 ล้านบาท เทียบกับ 1H2565 ที่มีกำไรสต๊อกน้ำมันประมาณ 47,000 ล้านบาท รวมทั้ง Market GRM ลดลงจาก 13.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ใน 1H2565 เป็น 6.3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ใน 1H2566 จากส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน และน้ำมันอากาศยาน กับน้ำมันดิบปรับลดลง แม้ว่าปริมาณขายเพิ่มขึ้น รวมทั้งผลการดำเนินงานของธุรกิจปิโตรเคมีปรับตัวลดลงจากกลุ่มโอเลฟินส์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบปรับลดลง และปริมาณขายลดลง
ในขณะที่กลุ่มอะโรเมติกส์ผลการดำเนินงานปรับตัวเพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ พาราไซถึน (Paraxylene : PX) กับวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าปริมาณขายลดลง ผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจก๊าชธรรมชาติปรับตัวลดลงจากธุรกิจโรงแยกก๊าซ เนื่องจากต้นทุนค่าเนื้อก๊าซที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาก๊าซในอ่าว ประกอบกับราคาขายเฉลี่ยลดลงทุกผลิตภัณฑ์ รวมถึงปริมาณการขายที่ลดลง
นอกจากนี้ ธุรกิจระบบท่อส่งก๊าซมีกำไรขั้นต้นที่ลดลงจากการปรับอัตราค่าผ่านท่อ สำหรับธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซ มีผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นโดยหลักจากกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมที่ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นตามราคาอ้างอิง
ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจอื่น ๆ มีผลการคำเนินงานลดลงจากการจำหน่ายธุรกิจถ่านหินใน 1Q2566
อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานมีผลการคำเนินงานเพิ่มขึ้น โดยหลักจากการรับรู้รายได้จากธุรกิจขาที่เพิ่มขึ้น และผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) โดยหลักจากโรงไฟฟ้าผู้ผลิตขนาดเล็ก (Small Power Producer : SPP) ที่ผลการดำเนินงานปรับตัวเพิ่มขึ้นตามค่าไฟฟ้าผันแปร (F1) ที่สอดคล้องกับต้นทุนราคาพลังงาน
ครึ่งปีแรกกำไรสุทธิลดลง 1.5 หมื่นล้าน
ในครึ่งแรกของปี 2566 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 47,962 ล้านบาท ลดลง 15,673 ล้านบาท หรือร้อยละ 24.6 จาก 1H2565 ที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 63,635 ล้านบาท ตาม EBITDA ที่ลดลง
แม้ว่าผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ลดลงและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น ประกอบกับใน 1H2566 มีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ (Non-recurring Items) สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท.เป็นขาดทุนประมาณ 70 ล้านบาท โดยหลักจากรายการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ จากการสิ้นสุดสัมปทาน โครงการบงกชของบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปีโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) สุทธิกับการรับรู้ส่วนลดจากปริมาณก๊าซที่ผู้ผลิตส่งได้ไม่ถึงปริมาณตามสัญญา (Shortfiall) ของ ปตท.
ขณะที่ใน 1H2565 มีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำสุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นผลขาดทุนประมาณ 600 ล้านบาท โดยหลักจากรายการภาษีจากการขายเงินลงทุน GPSC ของ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) สุทธิกับการรับรู้ส่วนลด Shortfall ของ ปตท.
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2566 เปรียบเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2565 ในไตรมาส 2 ปี 2566 (2Q2566) ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 778,065 ล้านบาท ลดลงจำนวน 148,889 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.1 จากไตรมาส 2 ปี 2565 (2Q2565) จำนวน 926,954 ล้านบาท
โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น และกลุ่มธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีกที่มีรายได้ ลดลงตามราคาขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่ปรับตัวลดลงตามราคาตลาดโลก แม้ว่าปริมาณขายโดยส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น
รวมทั้งกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีรายได้จากการขายลดลงจากราคาขายเฉลี่ยและปริมาณขายเฉลี่ยที่ลดลง และรายได้ของกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ลดลงจากการจำหน่ายธุรกิจถ่านหินใน 1Q2566
กลุ่มธุรกิจก๊าชธรรมชาติรายได้เพิ่ม
ในขณะที่กลุ่มธุรกิจก๊าชธรรมชาติมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นจากธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซตามปริมาณการขายก๊าซที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยลดลงตามราคา Pool Gas ใน 2Q2566 EBITDA มีจำนวน 92,625 ล้านบาท ลดลง 90,152 ล้านบาท หรือร้อยละ 49.3 จาก 2Q2565 จำนวน 182,777 ล้านบาท
โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น สำหรับธุรกิจการกลั่นมีผลการดำเนินงาน ลดลงจากผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันในไตรมาสนี้ ซึ่งกลุ่ม ปตท.มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันใน 2Q2566 ประมาณ 4,000 ล้านบาท
ในขณะที่ 2Q2565 เป็นกำไรประมาณ 19,000 ล้านบาท รวมทั้ง Markct GRM ลดลงจาก 21.3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ใน 2Q2565 เป็น 4.1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ใน 2Q2566 จากส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน น้ำมัน ดีเซล และน้ำมันเบนซิน กับน้ำมันดิบปรับลดลงแม้ว่าปริมาณขายเพิ่มขึ้น
ในส่วนของผลการดำเนินงานของธุรกิจปิโตรเคมีปรับตัวลดลงโดยหลักจากกลุ่มโอเลฟินส์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบปรับลดลง นอกจากนี้ กำไรต่อหน่วยของการค้าน้ำมันดิบที่ลดลงจากส่วนต่างราคาซื้อ-ขายผลิตภัณฑ์ที่ลดลง แม้ว่าปริมาณการขายเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจก๊าชธรรมชาติมีผลการคำเนินงานเพิ่มขึ้นจากธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซและธุรกิจ NGV มีต้นทุนค่าเนื้อก๊าซที่ปรับลคลงตามราก1 PoOl Gas นอกจากนี้ธุรกิจโรงแยกก๊าซมีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากต้นทุนค่าเนื้อก๊าซที่ปรับลดลงตามราคาก๊าซในอ่าว และปริมาณการขายเพิ่มขึ้น
แม้ว่าราคาขายลดลงทุกผลิตภัณฑ์ตามราคาปิโตรเคมีในตลาดที่ใช้อ้างอิง ใน 2Q2566 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ จำนวน 20,107 ล้านบาท ลดลง 7,748 ล้านบาท หรือร้อยละ 27.8 จากกำไรสุทธิจำนวน 27,855 ล้านบาทใน 1Q2566 ตาม EBITDA ที่ลดลงและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น
แม้ว่ามีกำไรจากตราสารอนุพันธ์เพิ่มขึ้นและกาษีเงินได้ลดลงจากผลการดำเนินงานที่ลดลง นอกจากนี้ใน 2Q2566 มีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นกำไรประมาณ 20 ล้านบาท โดยหลักจากการรับรู้ส่วนลด Shortfall ของ ปตท. ขณะที่ใน 1Q2566 มีการรับรู้ขาดทุนประมาณ 100 ล้านบาท โดยหลักจากรายการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ จากการสิ้นสุดสัมปทานโครงการบงกชของ PTTEP
สินทรัพย์รวม 3.4 ล้านล้าน
สถานะการเงินของ ปตท. และบริษัทย่อย ณ 30 มิถุนายน 2566 สถานะการเงินของ ปตท. และบริษัทย่อย ณ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 3,421,537 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จำนวน 5,905 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 จาก ณ 31 ธันวาคม 2565 ที่มีสินทรัพย์รวมจำนวน 3,415.632 ล้านบาท
โดยหลักจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด และเงินลงทุนระขะสั้นที่เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมคำเนินงานของ กลุ่ม ปตท. รวมถึงที่ดิน อาคารและอุปกรณ์เพิ่มขึ้นโดยหลักจากสินทรัพข์เพื่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในโครงการ G1/61 และ G2/61 ของ PTTEP และงานระหว่างก่อสร้างในโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project : CPP) ของ TOP
ในขณะที่หนี้สินรวมมีจำนวน 1,829,145 ล้านบาท ลดลง จำนวน 52,794 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.8 จาก ณ 31 ธันวาคม 2565 ที่มีหนี้สินรวมจำนวน 1,881,939 ล้านบาท โดขหลักจากหนี้สินอื่นลดลง จากหนี้สินตราสารอนุพันธ์ ภาษีเงินได้ค้างจ่ายที่ลดลง รวมทั้งเจ้าหนี้การค้าลดลงจากปัจจัยด้านราคาและปริมาณซื้อที่ลดลง
นอกจากนี้ส่วนของผู้ถือหุ้นมีจำนวน 1,592,392 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 58,699 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.8 จาก ณ 31 ธันวาคม 2565 ที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 1,533,693 ล้านบาท โดยหลักจากกำไรสุทธิของ ปตท. และบริษัทย่อยใน 1H2566 สุทธิด้วยการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการครึ่งหลังของปี 2565 จำนวน 0.70 บาทต่อหุ้น
ในปี 2566 ปตท. ยังมีแผนลงทุนจำนวน 93,598 ล้านบาท ได้แก่ การก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 7 โครงการท่อส่งก๊าซบางปะกง-โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ 5 โครงการ LNG Receiving Terminal แห่งที่ 2 การขยายการลงทุนในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) รวมถึงจัดตั้งโรงงานแบตเตอรี่และให้บริการเช่าใช้ EV ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มกว่า 1,000 คัน พร้อมขยายสถานีอัดประจุ EV ครอบคลุมทั่วประเทศ กว่า 400 หัวจ่าย
ตลอดจนลงทุนในกลุ่มธุรกิจโภชนาการเพื่อสุขภาพ ทั้งการจัดตั้งโรงงานผลิตอาหารโปรตีนจากพืชครบวงจร พร้อมเดินสายการผลิตเชิงพาณิชย์ภายในปีนี้ รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพออกสู่ตลาดภายใต้แบรนด์อินโนบิก



