ค่าเงินเชคเกลของอิสราเอลร่วงลงต่ำสุดในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2559 หลังเกิดเหตุการณ์กลุ่ม “ฮามาส” โจมตีอิสราเอล
วันที่ 8 ตุลาคม 2566 สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) เทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล รายงานสถานการณ์เมื่อวันที่ 6 ต.ค.66 ก่อนจะเกิดเหตุการณ์รุนแรง ภาวะค่าเงินเชคเกลของอิสราเอล(NIS) ร่วงลงสู่อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์ต่ำสุดในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2559 ที่ 3.8642 เชคเกลต่อดอลลาร์
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินอิสราเอลร่วงลงเป็นผลจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับการปฏิรูประบบศาล (judicial reform) ที่ประชาชนชาวอิสราเอลออกมาประท้วงเดินขบวน
ทั้งนี้ ภาวะตลาดเงินซบเซามาตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม และมาถึงจุดต่ำสุดนี้ ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากรายงานจาก Nasdaq แต่ผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ในตลาดสหรัฐฯ เท่านั้น แต่นั่นถือเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เงินเชคเกลอ่อนค่าลง 1.4% ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา และถือเป็นการลดลงร้อยละ 7.96 ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
ประเด็นดังกล่าว ถูกเชื่อมโยงกับเรื่องอันดับความน่าเชื่อถือของอิสราเอล หลังจากการปฏิรูประบบตุลาการ ซึ่งเป็นที่ถกเถียง และเป็นต้นเหตุการประท้วงบนท้องถนนทุกสัปดาห์ และการตอบโต้ของสถาบันในภาคเศรษฐกิจ
และด้วยเหตุนี้ สถาบันต่างๆ ของอิสราเอลจึงได้แลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสีย เช่นเดียวกับที่สถาบันบางแห่งทำเช่นนั้นเพื่อประท้วงการปฏิรูประบบตุลาการ และความกังวลเกี่ยวกับทิศทางที่แนวร่วมฝ่ายขวากำลังเข้ายึดครองประเทศ
นักวิเคราะห์บางคนยังกล่าวด้วยว่า ช่วงเทศกาลวันหยุดของชาวยิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งซุกคต (Sukkot) กินเวลานานทั้งสัปดาห์ มีส่วนทำให้สกุลเงินต่างประเทศมีกิจกรรมน้อยลงและมีผลกับค่าเงินเชคเกลตกต่ำเมื่อเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม เงินยูโรเพิ่มขึ้นเพียงประมาณร้อยละ 0.36 ในช่วง5วันที่ผ่านมา และร้อยละ 3.16 ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา การแลกเปลี่ยนสกุลเงิน อยู่ที่ 4.0454 เชคเกล
อัตราเชคเกลต่อดอลลาร์สหรัฐยังส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยอีกด้วย เงินเชคเกลอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์มากกว่า 8% จนถึงปีนี้
และจากข้อมูลของผู้เล่นในตลาด ค่าเสื่อมราคาส่วนเกินอันเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนของตลาดอยู่ที่ 15% ของอัตราปัจจุบัน (NIS 3.81/$) กล่าวคือค่าเสื่อมราคาที่เกิดจากสาเหตุที่ไม่ใช่ทางเศรษฐกิจมีค่าประมาณ 0.50 NIS ผลกระทบดังกล่าวยังเห็นได้จากการเปิดเผยสกุลเงินต่างประเทศของสถาบันการเงินอิสราเอล ซึ่งซื้อไปแล้วกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเพิ่มความอ่อนค่าของเงินเชคเกล
ในส่วนอัตราเงินเฟ้อนั้น การอ่านค่าเงินเฟ้อ (CPI ) เดือนกันยายน 2566 จะมีความสำคัญ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่า 4% ตามการคาดการณ์ของ Bank of Israel อัตราเงินเฟ้อในช่วง 12 เดือนถึงสิ้นเดือนกันยายนน่าจะอยู่ที่ 3.9% และมีแนวโน้มเข้าสู่ช่วงเป้าหมาย คาดว่าจะถึง 1-3% ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งคาดว่าเป็นช่วงที่อัตราเงินเฟ้อจะดำเนินต่อไป ในอัตรา 2.8% ต่อปี
การคาดการณ์การปรับอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมองปัจจัยจากต่างประเทศ จะเห็นว่าราคาพลังงานก็เป็นที่น่ากังวลเช่นกัน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์หนึ่งบาร์เรลแตะระดับ 100 ดอลลาร์ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งทำให้มีความเป็นไปได้ที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสูงขึ้น
เนื่องจากค่าขนส่งของผู้นำเข้าที่สูงขึ้น สิ่งนี้จะจุดชนวนอัตราเงินเฟ้อในรายการที่มีการกลั่นกรองอย่างมีนัยสำคัญในปีที่ผ่านมา “การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์เป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก
แหล่งข่าวอาวุโสในตลาดกล่าวอีกว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอีกอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อในอิสราเอลและทั่วโลกลดลงได้ยาก และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิสราเอลอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ สคต.มีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ว่า ตัวชี้วัดเศรษฐกิจของประเทศอิสราเอลไม่น่าพอใจนักในปีนี้เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่ผ่านมา เนื่องจากหลายปัญหาภายในประเทศ เช่น การชุมนุมประท้วงของประชาชนต่อ Judicial Reform ความไม่สงบ ความรุนแรง การก่อการร้ายในประเทศ และการลงทุนใน Startup ลดลง หรือกล่าวได้ว่าเป็นช่วงขาลงของ Startup อิสราเอล เป็นต้น ซึ่งเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ความมั่นคงของประเทศเป็นปัจจัยบวกลบต่อกัน กล่าวคือเติบโตเข้มแข็งไปด้วยกัน หรือส่งผลกระทบให้ถดถอยไปด้วยกันนั่นเอง