ครม.มีมติให้ น้ำตาลทราย กลับมาเป็นสินค้าควบคุม อาศัยอำนาจคณะกรรมการกลางราคาสินค้ากระทรวงพาณิชย์ ลดราคาขายปลีกน้ำตาลทรายเหลือ กก.ละ 24-25 บาท แถมคุมไปถึงราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงาน โรงงานน้ำตาลวิจารณ์แซด ล้มระบบลอยตัวราคาน้ำตาลยุคประยุทธ์ กลุ่มชาวไร่อ้อยเคลื่อนไหวหนัก หากอ้อยขั้นต้นต่ำกว่า 200 บาท/ตัน หวั่นขัดกติกา WTO
อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเกิดความชุลมุนวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ออกประกาศเรื่องราคาน้ำตาลทรายภายในราชอาณาจักรเพื่อใช้ประกอบในการคำนวณราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายประจำฤดูการผลิตปี 2566/2567 ลงนามโดย นายฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองเลขา กอน.และรักษาราชการแทนเลขาธิการ กอน.
กำหนดให้ราคาน้ำตาลทราย ณ โรงงาน น้ำตาลทรายขาวจากเดิม กก.ละ 19 บาท เป็นราคา กก.ละ 23 บาท และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ จากเดิม กก.ละ 20 บาท เป็นราคา กก.ละ 24 บาท หรือขึ้นมาทันที กก.ละ 4 บาท
โดยราคาน้ำตาลทราย ณ หน้าโรงงานที่ปรับขึ้นมาใหม่ จะส่งผลให้ราคาน้ำตาลทรายขายปลีกปรับราคาขึ้นตามมาด้วย โดยน้ำตาลทรายขาวจะจำหน่ายปลีกอยู่ที่ กก.ละ 28 บาท และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์จำหน่ายปลีกอยู่ที่ กก.ละ 29 บาท ซึ่งจัดเป็นการขึ้นราคาน้ำตาลทรายรวดเดียวที่สูงมาก
ทั้งนี้ ราคาน้ำตาลทราย ณ หน้าโรงงานที่ขึ้นมาใหม่นี้เป็นไปตามสูตรการคำนวณราคาต้นทุนตามภายใต้ พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย โดยจะทำการจัดสรร 2 บาทแรกเข้าอุตสาหกรรมอ้อยแบ่งให้กับชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล ส่วนอีก 2 บาทหลังให้นำส่งเข้า กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อใช้ดูแลสิ่งแวดล้อมและการตัดอ้อยสดเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาน้ำตาลทราย ณ หน้าโรงงานถึง กก.ละ 4 บาท ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการผลักภาระให้กับผู้บริโภคและจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนราคาสินค้าที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบ ขณะเดียวกัน นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้ความสำคัญและกังวลต่อการขึ้นราคาน้ำตาลทรายรอบนี้มาก จนนำไปสู่การเรียกประชุม คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ มี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ในวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้สินค้าน้ำตาลทรายกลับมาเป็น “สินค้าควบคุม” ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เพื่อป้องกันผลกระทบกับประชาชน
พร้อมกันนี้ คณะกรรมการกลางฯจะออกประกาศกำหนดราคาจำหน่ายน้ำตาลทราย ณ หน้าโรงงานที่ กก.ละ 19 บาท สำหรับน้ำตาลทรายขาว และ กก.ละ 20 บาท สำหรับน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ และควบคุมราคาจำหน่ายปลีกไว้ที่ กก.ละ 24 บาท สำหรับน้ำตาลทรายขาว และ กก.ละ 25 บาท สำหรับน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ ซึ่งเท่ากับว่าน้ำตาลทรายจะยังคงจำหน่ายในราคาเดิม ไม่มีการปรับขึ้นแต่อย่างใด พร้อมกันนี้ยังควบคุมการส่งออกน้ำตาลทรายตั้งแต่ 1 ตัน หรือ 1,000 กก.ขึ้นไป
โดยต้องขออนุญาตจากคณะอนุกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้น มีเลขาธิการ สอน.เป็นประธาน เพื่อให้น้ำตาลทรายมีเพียงพอใช้ในประเทศ โดยล่าสุด ครม.ได้มีมติให้น้ำตาลทรายกลับมาเป็นสินค้าควบคุมตามข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ พร้อมกับให้ กระทรวงอุตสาหกรรมรับไปดูแลเรื่องการให้ความช่วยเหลือชาวไร่อ้อยในกรณีที่ไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายแล้ว
กระทบค่าอ้อยขั้นต้นลดลงแน่
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานเข้ามาว่า การนำสินค้าน้ำตาลทรายกลับเข้าไปอยู่ในบัญชี “สินค้าควบคุม” ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เพื่อไม่ให้น้ำตาลทรายภายในประเทศปรับขึ้นราคานั้น นับเป็นการ “ล้ม” มติ ครม.รับทราบคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 1/2561 เรื่องการแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ ลงวันที่ 15 มกราคม 2561 เพื่อ “ยกเลิก” การกำหนดราคาจำหน่ายน้ำตาลทรายที่ใช้บริโภคภายในประเทศและปล่อยให้ราคาน้ำตาลทรายในประเทศเป็นไปตามกลไกราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลก หรือ “ลอยตัว” ราคาน้ำตาลทราย นั่นเอง
การคำนวณราคาน้ำตาลทราย ณ โรงงาน ของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เพื่อที่จะใช้ประกอบการคำนวณราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิตปี 2566/2567 จะเป็นไปตามสูตรการคำนวณราคาที่ได้ตกลงกันไว้ซึ่งราคาน้ำตาลทรายขาวในตลาดโลกในขณะนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า มีราคาสูงขึ้น กก.ละ 26.50 บาท ซึ่งเป็นราคาที่โรงงานน้ำตาลทรายที่จำหน่ายน้ำตาลออกไปต่างประเทศ กับบริษัท อ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด (อนท.) ได้รับ ส่งผลให้ชาวไร่อ้อยออกมาเรียกร้องให้มีการปรับขึ้นราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและน้ำตาลทรายขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2566/2567 (ราคาอ้อยขั้นต้นปี 2566/2567) อันเป็นที่มาของการขึ้นราคาน้ำตาลทรายอีก กก.ละ 4 บาทในครั้งนี้
ทั้งนี้การคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นล่าสุด เมื่อรวมกับรายได้สุทธิของน้ำตาลทรายขาวที่ใช้บริโภคภายในประเทศ (บวกการปรับขึ้นราคา 4 บาท/กก.) เข้าไปแล้ว และต้นทุนการผลิตของชาวไร่อ้อย มีผลทำให้ประมาณราคาอ้อยขั้นต้นที่จะจ่ายให้กับชาวไร่อ้อยออกมาสูงมาก โดยชาวไร่อ้อยเขต 1 จะได้ราคาขั้นต้นอยู่ที่ 1,549.16 บาท/ตัน เขต 2 ที่ 1,419.40 บาท/ตัน เขต 3 ที่ 1,479.97 บาท/ตัน
เขต 4 ที่ 1,432.09 บาท/ตัน เขต 5 ที่ 1,532.96 บาท/ตัน เขต 6 ที่ 1,494.44 บาท/ตัน เขต 7 ที่ 1,501.00 บาท/ตัน และเขต 9 ที่ 1,494.11 บาท/ตัน ซึ่งราคอ้อยขั้นต้นทั้งหมดนี้จะต้องคำนวณใหม่ โดยกลับไปคำนวณที่ราคาน้ำตาลทราย ณ โรงงาน ที่คณะกรรมการกลางฯเข้ามาควบคุมที่ราคา 19-20 บาท/กก. ส่งผลให้ราคาอ้อยขั้นต้นปี 2566/2567 ที่ชาวไร่อ้อยจะได้รับลดลงไปอย่างน้อยตันละ 200 บาท
จับตาเงินเพิ่มค่าอ้อยคืนชีพ
จากการสอบถามไปยังกลุ่มชาวไร่อ้อยเขตต่าง ๆ “ไม่พอใจกับราคาอ้อยขั้นต้นที่ลดลงแน่นอน” ล่าสุดได้มีแถลงการณ์ชาวไร่อ้อยมีสาระสำคัญอยู่ที่ให้ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ประกาศปรับราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศที่ใช้คำนวณราคาอ้อยขั้นต้นให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ขณะที่ราคาน้ำตาลในตลาดปัจจุบันได้ปรับขึ้นไปถึง กก.ละ 26 บาทแล้ว (ราคา 23-24 บาท/กก. ตามประกาศ กอน.) โดยผลประโยชน์จากราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้นได้ไปตกอยู่กับ กลุ่มพ่อค้าน้ำตาล ขณะที่ชาวไร่อ้อยและกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายไม่ได้รับประโยชน์
“เมื่อ ครม.มีมติตามข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ ให้น้ำตาลทรายกลับไปเป็นสินค้าควบคุม และคณะกรรมการกลางฯเข้ามาควบคุม-กำหนดราคาน้ำตาลทราย ณ โรงงาน และราคาน้ำตาลทรายขายปลีก ไว้ที่ กก.ละไม่เกิน 24-25 บาท ซึ่งจะมีผลต่อการคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นปี 2566/2567 ลดลงอย่างแน่นอน ดังนั้นชาวไร่อ้อยจะติดตามดูว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้ได้ยอมรับการเข้ามาแทรกแซงราคาน้ำตาลทรายทั้งราคาหน้าโรงงานและราคาขายปลีกสูงสุดหมดแล้ว จะเข้ามาช่วยเหลือชาวไร่อ้อยจากเงินค่าอ้อยขั้นต้นที่ลดลงไปอย่างไร (สูตรการคำนวณราคาน้ำตาลทรายและราคาอ้อยของ กอน.)
โดยวิธีการที่เป็นไปได้ขณะนี้ก็คือ การให้เงินเพิ่มค่าอ้อย เหมือนกับที่เคยให้ในอดีต เมื่อคำนวณดูเบื้องต้นจะพบว่า หากราคาอ้อยขั้นต้นจะลดลงไปประมาณตันละ 200 บาท นั่นหมายถึง เงินเพิ่มค่าอ้อย จะต้องใช้ถึง 16,000 ล้านบาท (อ้อยเข้าหีบที่ 82,400,000 ตันอ้อย) ตรงนี้จะเป็นปัญหาต่อไปว่า รัฐบาล หรือกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย จะหาเงินจากไหนมาจ่ายให้กับชาวไร่อ้อย”
นอกจากนี้ยังมีความกังวลต่อไปอีกว่า หากมีการจ่ายเงินเพิ่มค่าอ้อยจริง จะขัดกับข้อตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยเคยเกิดกรณีพิพาทเรื่องอ้อยและน้ำตาลกับประเทศบราซิลใน WTO อันเป็นที่มาของการจัดทำแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ตามข้อผูกพันกับ WTO มีการปล่อยลอยตัวราคาน้ำตาลในประเทศ ลดการอุดหนุนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายลงมาในระดับที่ WTO ยอมรับได้
รัฐบาลเก่าปล่อยเสรี
ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ข้อพิพาทกับบราซิลกรณีอ้อยและน้ำตาลนั้นในอดีตตอนที่บราซิลฟ้องไทย ราคาน้ำตาลในตลาดโลกค่อนข้างต่ำ ขณะที่ราคาน้ำตาลในประเทศไทยปรับขึ้นถูกมาก จึงทำให้บราซิลรู้สึกว่า ไทยทำให้บราซิลเสียเปรียบในการแข่งขันในตลาดโลก แต่ตอนนี้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกสูงมาก แม้ราคาภายในจะขยับขึ้นไปอย่างไรก็ไม่มีผลไปแข่งขันกับราคาน้ำตาลในตลาดโลก ดังนั้น “เรื่องนี้จึงไม่น่าจะมีปัญหา”
ส่วนที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเสนอ ครม.ให้นำน้ำตาลทรายกลับเข้ามาเป็นสินค้าควบคุมอีกก็เพราะ การขึ้นราคาน้ำตาลทรายอีก 4 บาท (ตามประกาศของ กอน.) นั้น ผู้บริโภคได้รับผลกระทบโดยตรงและยังกระทบไปถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง “นโยบายของรัฐบาลตอนนี้ต้องการให้ตรึงราคาน้ำตาลทรายไว้ก่อน ซึ่งในอดีตก็เคยคุมราคาไว้อย่างนี้ เพิ่งมาปล่อยเสรีสมัยรัฐบาลรัฐประหาร นอกจากนี้ยังคำนึงถึงชาวไร่อ้อยที่จะได้รับความเดือดร้อน (จากค่าอ้อยที่ลดลง) จึงให้ กระทรวงอุตสาหกรรม กลับไปหามาตรการหรือหาทางออกมาช่วยเหลือชาวไร่อ้อย โดยรัฐบาลยินดีสนับสนุนที่จะดูแลชาวไร่อ้อยไม่ให้ได้รับความเดือดร้อน” นายภูมิธรรมกล่าว
นายวิเชียร เจนตระกูลโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด จ.กาญจนบุรี ผู้ผลิตและจำหน่ายเบเกอรี่รายใหญ่ กล่าวว่า ถ้าน้ำตาลขึ้นราคา ทางบริษัทได้รับผลกระทบ แต่ไม่มากหนัก เพราะการผลิตสินค้าใช้น้ำตาลเป็นส่วนผสมประมาณ 15% แต่ก็จะมีสินค้าบางกลุ่ม อาทิ เค้ก เบเกอรี่ คุกกี้ ทองม้วน ที่ส่วนผสมของน้ำตาลถึง 30% หากขึ้นราคาน้ำตาลจริง ทำให้ต้องมีปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วงปลายปีประมาณ 3-5%