พาณิชย์เร่งปั๊มรายได้ SMEs ดึงแบงก์ปล่อยกู้ซื้อแฟรนไชส์

เอสเอ็มอี
ภาพจาก : freepik

กระทรวงพาณิชย์รุกปั๊มรายได้ SMEs ดัน GDP ทะลุ 3 แสนล้าน ปี 2567 เร่งสปีดโปรเจ็กต์กระตุ้นฐานราก สร้างอาชีพคนตกงาน ชูแพลตฟอร์มเชื่อมธุรกิจแฟรนไชส์ให้คนตกงานลงทุนทำธุรกิจ พร้อมช่วยจัดหาทำเลทองทั่วไทย ปูพรมเฟสแรก 4 พันทำเลทั่วประเทศ พร้อมดึง 12 แบงก์ร่วมหนุนให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจูงใจ ด้านสมาพันธ์เอสเอ็มอีหนุนสุดตัวดันสมาชิกแฟรนไชส์ร่วมปลุกเศรษฐกิจ

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มุ่งสร้างรายได้ให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น 1% หรือคิดเป็นมูลค่า 300,000 ล้านในปี 2567 โดยจัดทำโครงการเชื่อมโยง ให้กับประชาชนที่ว่างงานหรือตกงาน ได้มีโอกาสลงทุนทำธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นธุรกิจเอสเอ็มอี ผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งจะช่วยจับคู่ธุรกิจกับทำเลการค้าในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ และมีสถาบันการเงินภาครัฐและเอกชน 12 แห่งมาช่วยสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ซื้อแฟรนไชส์ โครงการนี้ยังไม่มีชื่อโครงการ แต่อยากให้เป็นการรดน้ำที่ฐานรากของเศรษฐกิจ

“ขณะนี้มอบนโยบายให้พาณิชย์จังหวัดแต่ละจังหวัดไปรวบรวมจัดทำข้อมูลทำเลการค้าที่มีความเหมาะสมในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อนำมาจัดทำเป็นแผนที่เพื่อสร้างแพลตฟอร์มในการเชื่อมโยงทำเลการค้า ธุรกิจแฟรนไชส์ และเพื่อสร้างโอกาสให้กับคนที่ว่างงาน ซึ่งปีนี้วางเป้าหมายเฟสแรกควรได้อย่างน้อย 4,000 ทำเล และค่อย ๆ เพิ่มให้ได้ 10,000-20,000 ทำเลในปี 2567”

สำหรับขอบเขตการเลือกทำเล จะอาศัยแนวเขตเลือกตั้งเป็นหลัก ประเด็นนี้ไม่ได้เชื่อมโยงการเมือง แต่การแยกตามเขตเลือกตั้ง เพราะแต่ละเขตกำหนดจำนวนประชากร สะท้อนถึงความหนาแน่นในทำเลนั้นว่ามีมากน้อยเพียงใด และทำเลการค้านั้นต้องครอบคลุมถึงทุกพื้นที่ไม่ใช่แค่ตลาด หรือพื้นที่ห้างสรรพสินค้า แต่อาจจะอยู่ภายนอกก็ได้

“วางกรอบให้เขตหนึ่งไปหาทำเลที่ดี ๆ มาอย่างน้อย 4,000 จุด ทั้งถ่ายภาพ ทำแผนที่ โดยพาณิชย์จังหวัด ซึ่งคุ้นเคยพื้นที่ต้องทำหน้าที่ต่อรองกับเจ้าของทำเลเพื่อขออัตราค่าพื้นที่แบบพิเศษ เพื่อช่วยให้คนที่ว่างงานได้มีโอกาสเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีความชอบ และได้ทำเลที่ดี

ซึ่งเหตุที่ต้องเชื่อมโยงแบบนี้ เพราะจากประสบการณ์ที่ทำธุรกิจมา ธนาคารพร้อมปล่อยสินเชื่อ เมื่อมองว่าธุรกิจนั้นมีโอกาสในการสร้างรายได้ และต้องมีทำเลที่ดีด้วย แต่คนว่างงานอาจมีความสามารถเลือกได้เพียงแค่ทำเลใกล้บ้านเท่านั้น และอำนาจต่อรองแทบไม่มี ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพาณิชย์ต้องเข้าไปช่วย หากมีทำเลทำธุรกิจจะทำให้สถาบันการเงินมั่นใจว่ามีโอกาสชำระหนี้”

นายนภินทรกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้พูดคุยกับสถาบันการเงิน 12 แห่งทั้งของภาครัฐและเอกชน เพื่อชักชวนให้มาร่วมโครงการนี้ และขอให้มีอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์ในทำเลที่กระทรวงพาณิชย์เลือกด้วย

ทั้งนี้ หลังจากได้รายชื่อทำเลทุกจังหวัดมาแล้ว จะประชุมคณะทำงาน ในวันที่ 15 ธันวาคม 2566 เพื่อวางแนวทางการทำงาน พร้อมทั้งดำเนินการเจรจากับเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์เพื่อขอส่วนลดมาช่วย ทำให้ผู้ที่ประสบปัญหาการว่างงานมีงานทำ โดยจะคัดเลือกแฟรนไชส์ระดับ 4 ดาว-5 ดาว จากนั้นจะสร้างแพลตฟอร์มมาเชื่อมโยงธุรกิจแฟรนไชส์ ทำเลที่เหมาะสม ขณะเดียวกันจะจัดงานแฟรนไชส์ไปให้คนเลือกและมีทำเลให้ด้วย

“การพัฒนาเอสเอ็มอี ต้องให้องค์ความรู้ ให้โอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เข้าไปช่วยเหลือด้านการทำตลาดต้องช่วยทุกทาง ไม่เหมือนกับธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งผมมองว่าข้อมูลของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) สามารถนำมาวิเคราะห์ว่าแต่ละภาคควรส่งเสริมเอสเอ็มอีแบบไหน”

สมาพันธ์ SMEs หนุนสุดตัว

ด้านนายแสงชัย ธีรกุลวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า สมาพันธ์เคยเข้าไปพบทางรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และแลกเปลี่ยนกันถึงแนวทางในการแก้ปัญหาให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งได้รับผลกระทบมากในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งหากกระทรวงพาณิชย์มีการดำเนินโครงการนี้ ทางสมาพันธ์เห็นด้วยและพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะมีสมาชิกเอสเอ็มอีที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์จำนวนมาก 660 ธุรกิจในหลายสาขาธุรกิจ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม บริการ การศึกษา ค้าปลีก งานพิมพ์ เป็นต้น


“การดึงแฟรนไชส์มาร่วมโครงการ มีความเป็นไปได้ที่จะขอลดค่าธรรมเนียมรายปีลง 20% ในช่วงแรกเข้า หรือลดค่าวัตถุดิบบางอย่างลง ซึ่งทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ คือคนว่างงานมีงานทำ ธุรกิจเอสเอ็มอีแฟรนไชส์สามารถขยายธุรกิจได้มากขึ้น และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในส่วนของธุรกิจเอสเอ็มอีให้ฟื้นขึ้นมา”