รัฐ-เอกชนเดินเครื่องปีมังกร ฝ่า 4 ความท้าทายเศรษฐกิจโลกชะลอตัวหวังพยุงเศรษฐกิจไทยโต 3% ดันส่งออกพ้นติดลบ “หอการค้า” จัดทัพธุรกิจ 33 คณะ ปูพรมสร้างเครือข่ายเพิ่มขีดแข่งขัน วาง 5 แนวทางพลิกฟื้นเศรษฐกิจตามโจทย์สมุดปกขาว เร่งเครื่องพาณิชย์เจรจา FTA เปิดตลาดการค้า-ดึงลงทุน ส่วนสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ มั่นใจ การส่งออกไทยพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว ปีหน้าได้เห็นตัวเลขขยายตัว 1-2% แน่
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ยังต้องเผชิญสถานการณ์ความท้าทายจาก 4 ปัจจัยหลักคือ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์, เศรษฐกิจโลกชะลอตัว, ภาวะเงินเฟ้อ และความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2567 ที่ยังมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งสหรัฐและยุโรป จากภาวะการเงินที่ยังตึงตัวต่อเนื่อง ขณะที่จีนมีแนวโน้มเติบโตไม่ถึง 5% จากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์
ส่วนเศรษฐกิจของเอเชียไม่รวมจีน ได้แก่ อาเชียน เกาหลีใต้ และไต้หวัน มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีขึ้น อินเดียและตะวันออกกลาง มีแนวโน้มเติบโตในระดับสูง สามารถสนับสนุนการส่งออกของไทยในระยะข้างหน้าได้
ด้านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจะโตได้น้อยกว่า 3% จากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและมีความเปราะบางในประเทศ ความท้าทายจากการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีและก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ส่วนปัจจัยบวกจะมาจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว คาดว่าจะฟื้นตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การประมาณการ GDP ยังไม่นับรวมนโยบาย Digital Wallet ซึ่งประเมินว่า หากสำเร็จจะช่วยเพิ่ม GDP ได้ 1-1.15% “กรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2566-2567 ของ กกร.วางไว้ว่า จะขยายตัว 2.8-3.3% จากปี 2566 ที่วางกรอบไว้ว่าจะขยายตัว 2.5-3.0% ภาคการส่งออกขยายตัว 2-3% เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่คาดว่าจะติดลบ ถึงลบ 0.5%
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานการส่งออกในช่วง 11 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ย.) ของปี 2566 มีมูลค่า 261,770.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือหดตัวลดลงเหลือ 1.5% และคาดการณ์ว่า หากการส่งออกของไทยเดือนธันวาคม 2566 คิดเป็นมูลค่า 25,654 ล้านเหรียญก็จะทำให้การส่งออกทั้งปี 2566 ไทยมีโอกาสการส่งออกขยายตัว 0% แต่หากมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 23,000 ล้านเหรียญ การส่งออกไทยทั้งปีจะหดตัว 0.8% โดยเชื่อว่าการส่งออกของไทยทั้งปีอย่างมากอาจจะอยู่ที่หดตัว 1% น้อยที่สุดแน่นอน ส่วนปี 2567 กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์เป้าหมายจากข้อมูลเบื้องต้นประมาณการไว้ที่ตัวเลข 1.99%
จัดทัพเอกชนรับมือ
ในส่วนของ “หอการค้า” ได้มีการจัดวางกลไกขับเคลื่อนสำคัญ 3 ด้านตามนโยบายของนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กำหนดเป็นแนวทาง “Connect the Dots” โดยในเรื่องการ Connect จะเชื่อมโยงความร่วมมือเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยเฉพาะเครือข่ายในส่วนของหอการค้าและสภาหอการค้า ซึ่งมีมากถึง 117,808 ราย แบ่งเป็นเครือข่ายในต่างจังหวัด ซึ่งประกอบด้วยหอการค้าจังหวัด 76 จังหวัด รวม 40,404 ราย หอการค้าต่างประเทศ 37 ประเทศ รวม 7,717 ราย ในกรุงเทพฯ 8,042 ราย เครือข่ายสมาคมการค้า 156 สมาคมอีก 42,614 ราย และเครือข่ายมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 19,031 ราย

ขณะที่กลไก Competitive หรือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในทุกมิติ และกลไก Sustainable พัฒนาเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน สร้างอนาคตที่เต็มไปด้วยโอกาส เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ โดยการขับเคลื่อนกลไกต่าง ๆ เหล่านี้ หอการค้าได้มีการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ 33 คณะ และ 10 คณะทำงาน ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนภาคเอกชนในสาขาต่าง ๆ เช่น ในสาขาเชื่อมโยงเครือข่ายสมาชิก มีนายพลิษศร์ ภิรมย์ภักดี นายอธิป พีชานนท์ ในสาขาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แบ่งเป็น 4 ด้านคือ ด้านโครงสร้างเศรษฐกิจจะมี นายสุรงค์ บูลกล, นายวิชัย เบญจรงคกุล, นายสราวุธ อยู่วิทยา ด้านการค้าการลงทุนมี นายญนน์ โภคทรัพย์, นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล ด้านเกษตรและอาหารมี นายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์, ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์, นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ด้านท่องเที่ยวและบริการมี นายภูมินทร์ หะรินสุต, นายกฤษณ์ ณ ลำเลียง
ส่วนในสาขาการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแบ่งเป็น 2 ด้านคือ ด้านการพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ประกอบด้วย นายประวิทย์ ประกิตศรี, นายพิชัย จิราธิวัฒน์, นายยุทธนา เจียมตระการ และด้านการพัฒนาสังคมเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล ประกอบด้วย นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, นางนวลพรรณ ล่ำซำ
เปิด 5 แนวทางพลิกฟื้น ศก.
สำหรับแนวทางพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้ถูกกำหนดออกมาเป็น 5 แนวทาง ตามที่ได้เคยเสนอเป็น “สมุดปกขาว” ไว้ในการประชุมหอการค้าทั่วประเทศก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย 1) ด้านการค้าและการลงทุนต้องผลักดันการเจรจาความตกลงจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ยกระดับ Innovation Digital แก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัย เปลี่ยนแนวคิดจากคู่แข่งเป็นคู่ค้า และผลักดันนโยบายเพื่อพัฒนาแรงงาน 2) ด้านเกษตรและอาหาร จะต้องยกระดับเกษตรมูลค่าสูง สร้างความสมดุล และรักษาเสถียรภาพการนำเข้า-ส่งออก ภาคเกษตรและอาหาร ผลักดันองค์ความรู้ด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร และมาตรฐานฟาร์ม และขับเคลื่อนแนวทางการปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี
3) ด้านการท่องเที่ยวและบริการ สนับสนุนการท่องเที่ยวคุณภาพสูงด้วย Happy Model เศรษฐกิจสร้างสรรค์ TAGTHAI แพลตฟอร์มกลางด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย การท่องเที่ยวสู่ความ Earth ยั่งยืน โครงการ HUG
4) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วย การเร่งรัดโครงการลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บูรณาการแผนบริหารจัดการน้ำและงบประมาณแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ต่อยอดการดึงการลงทุนจาก Talent ต่างชาติ และ 5) ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้มีการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านโครงการพัฒนาเมืองรอง 10 จังหวัดนำ BCG Model และ ESG มาใช้ขับเคลื่อนโครงการธนาคารอาหารของประเทศไทย ตั้งสถาบันวิทยาการเศรษฐกิจหมุนเวียน
มั่นใจส่งออกพ้นจุดต่ำสุด
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การส่งออกของไทยได้ผ่าน “จุดต่ำสุด” ไปแล้ว ดังนั้น แนวโน้มการส่งออกในปี 2567 จะเห็นตัวเลขขยายตัวเป็นบวกได้ราว 1-2% หรือคิดเป็นมูลค่าการส่งออกราว 2.85-2.89 แสนล้านเหรียญ จากในปี 2566 ที่คาดว่าการส่งออกจะหดตัว 1-1.5% หรือคิดเป็นมูลค่าการส่งออกราว 2.83-2.84 แสนล้านเหรียญ โดยมีสินค้าเกษตร อาหาร ยานยนต์และชิ้นส่วน เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก แต่ก็ยังต้องติดตามสถานการณ์ของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจ รวมไปถึงอัตราดอกเบี้ย และเงินเฟ้อ พร้อมถึงปัญหาสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศที่จะมีผลต่อภาพการส่งออกของไทยในปีหน้า
ภูมิธรรมขอลุยเจรจา FTA
ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในปี 2567 กระทรวงพาณิชย์มีแผนการผลักดันและเร่งรัดการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไว้ 4-5 ฉบับ เพื่อสร้างแต้มต่อทางการค้าด้วย FTA โดยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ประเทศไทยจะมีการลงนาม FTA ไทย-ศรีลังกา ซึ่งจะทำให้ GDP ไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.02% ต่อปี พร้อมกันนี้ไทยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association : EFTA) สหภาพยุโรป (EU) และ FTA อาเซียน-แคนาดา
รายงานข่าวระบุว่า ความตกลง FTA ไทย-อียูนั้น ได้มีการเปิดเจรจารอบแรกไปเมื่อ 18-22 ก.ย. 2566 ที่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม ส่วนครั้งที่ 2 ไทยจะเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมระหว่าง 22-26 ม.ค. 2567
ครั้งที่ 3 กำหนดประชุมในเดือนมิถุนายน 2567 กรุงบรัสเชลส์ และครั้งที่ 4 กำหนดประชุมในเดือนตุลาคม 2567 ที่กรุงเทพฯ ตั้งเป้าหมายจะสรุปผลการเจรจาภายในปี 2568
จ่อเปิด FTA ใหม่
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีแผนจะเปิดการเจรจา FTA กับประเทศเกาหลีใต้และภูฏาน การยกระดับผู้ประกอบการให้มีความพร้อมกับระเบียบโลกใหม่ อาทิ การเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy), การค้าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs), การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี และการปรับตัวต่อปัญหาความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นต้น
แผนผลักดันส่งออก ปี’67
สำหรับแผนเร่งรัดการส่งออกปี 2567 นั้น กระทรวงพาณิชย์มี 417 กิจกรรม ในการผลักดันการส่งออก คาดการณ์มูลค่าส่งออก 65,700 ล้านบาท จากการที่นายกรัฐมนตรีได้มอบ “นโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก” โดยให้ “ทีมไทยแลนด์” ทำงานบูรณาการเชิงรุกในการส่งเสริมการค้าการลงทุน (ทั้งขาเข้าและขาออก) และดึงภาคเอกชนเข้าร่วม เพื่อสร้าง “Team Thailand Plus” เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์วางกลยุทธ์ด้านการส่งออก “มุ่งเปิดประตูโอกาสทางการค้าเชิงรุก สู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการรักษาตลาดเดิม” โดยแบ่งตลาดออกเป็น 3 กลุ่มคือ
กลุ่มตลาดหลักที่ต้องรักษาไว้ เป็นตลาดหลักที่เป็นคู่ค้าสำคัญมานาน และมีสัดส่วนการส่งออกอยู่ในระดับสูง และมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์คือ สหรัฐอเมริกา จีน (และฮ่องกง) ญี่ปุ่น อาเซียน สหภาพยุโรป, กลุ่มตลาดศักยภาพ อินเดีย สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
และกลุ่มตลาดใหม่ที่ต้องหาทางบุกเบิก อาทิ ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกา (แอฟริกาใต้ โมซัมบิก) ละตินอเมริกา เอเชียกลาง
เจาะตลาด-สินค้าเป้าหมาย
นอกจากนี้ ยังมีการทำตลาดเจาะตลาดรายมณฑลและตลาดเมืองรอง “เราก็จะผลักดันเต็มที่” อาทิ การทำ MOU เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน โดยในปี 2567 จะทำ MOU เพิ่มเติม เช่น จีน (มณฑลกว่างซีจ้วง/เจ้อเจียง/ชานซี/เฮยหลงเจียง/ฝูเจี้ยน) ภายใต้ยุทธศาสตร์ “การค้าเชิงรุกรายมณฑลจีน” แอฟริกาใต้ (โจฮันเนสเบิร์ก) และโมซัมบิก ซึ่งเป็นข้อเสนอของภาคเอกชน และจะมีการหารือกับนักลงทุน ผู้นำเข้ารายสำคัญ อาทิ บริษัท Sinopec เพื่อกระจายสินค้าไทยผ่านร้านค้าปลีกของ Sinopec กว่า 20,000 สาขาทั่วจีน
การผลักดันวัตถุดิบอาหารไทยและสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีน รวมทั้งพบกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ในสาขาต่าง ๆ อาทิ ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า, ระบบจัดการดิจิทัล, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, ปัญญาประดิษฐ์ Software เพื่อเชิญชวนมาลงทุนการค้ากับไทย พิเศษ (มหกรรมการค้าชายแดน) กับประเทศเพื่อนบ้านก็จะเต็มที่