กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กางแผนเอฟทีเอ ปี 2567 นี้ ตั้งเป้าลงนาม 2 ฉบับ ประเดิม เอฟทีเอ ไทย-ศรีลังกา ปลายเดือนกุมภาพันธ์ นี้ หวังปั๊มจีดีพี 3.5 หมื่นล้าน ส่วนกองทุนเอฟทีเอ ยังคงเดินหน้าต่อ คาดทำจบได้ในปี 2568 ทุนประเดิม 1,000 ล้านบาท
วันที่ 9 มกราคม 2567 นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ในปี 2567 กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกางแผนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) โดยจะเร่งเดินหน้าสรุปการเจรจาเอฟทีเอที่คงค้างรวมไปถึงการยกระดับเอฟทีเอเดิม การเดินหน้าเอฟทีเอฉบับใหม่ และเร็ว ๆ นี้กรมจะนำเสนอผลการเจรจาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบให้มีการลงนามความตกลงเอฟทีเอ ไทย-ศรีลังกา ในช่วงการเดินทางเยือนศรีลังกาอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ตามคำเชิญของประธานาธิบดีศรีลังกาในช่วงต้นเดือน ก.พ. 2567

สำหรับแผนการเดินหน้าเจรจาเอฟทีเอปี 2567 จะเร่งเดินหน้าเจรจาเอฟทีเอ 5 ฉบับ คือ 1.เอฟทีเอ ไทย-สหภาพยุโรป โดยตั้งเป้าหมายที่จะเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปี 2568 โดยรัฐบาลให้มีการเร่งรัดการเจรจากรอบดังกล่าวโดยเร็ว เนื่องจากเป็นความต้องการของภาคเอกชน รวมทั้งเป็นความตกลงที่คาดว่าไทยจะได้ประโยชน์มาก โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังยุโรป รวมถึงการดึงดูดนักลงทุนอียูให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซีในอุตสาหกรรมเอสเคิร์ฟของไทย
2.เอฟทีเอ ไทย-เกาหลี คาดว่าจะเปิดการเจรจาได้ช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ ซึ่งเป็นข้อเสนอจากภาคเอกชนไทยที่ต้องการให้เร่งเปิดเจรจา เพื่อเปิดตลาดส่งออกสินค้าไทยโดยเฉพาะมะม่วงไทยไปยังเกาหลี เพราะปัจจุบันถูกเก็บภาษีนำเข้า 20% ไม่สามารถแข่งกันกับคู่แข่งในอาเซียนที่ได้สิทธิลดภาษีนำเข้า 0%
3.เอฟทีเอ ไทย-ภูฏาน คาดว่าจะเริ่มเปิดเจรจา ช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2567 โดยภูฏานมีความต้องการที่จะนำเข้าสินค้าจากไทยหลายรายการ และ 4.เอฟทีเอ อาเซียน-แคนาดา ได้เริ่มเปิดเจรจาแล้ว ตั้งเป้าเจรจาให้แล้วเสร็จในปี 2568
นอกจากนี้ยังมีการลงนามเอฟทีเอใหม่ได้ 2 ฉบับ ได้แก่ เอฟทีเอไทย-ศรีลังกา ซึ่งขณะนี้สามารถสรุปผลได้แล้ว และจะลงนามความตกลงฯได้ช่วงเดือน ก.พ.นี้ ส่วนอีกฉบับเป็นเอฟทีเอไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือเอฟตา ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ จะสามารถลงนามได้ช่วงกลางปี 2567
“จากผลการศึกษา หากไทยสามารถลงนามเอฟทีเอได้ทั้ง 2 ฉบับ จะช่วยให้ไทยมีจีดีพีขยายตัว 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 35,000 ล้านบาท แยกเป็นตลาดศรีลังกา จะส่งออกเพิ่มขึ้น 0.02% สร้างการเติบโตจีดีพีได้ 118 ล้านดอลลาร์ โดยสินค้าและบริการที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรกลและเครื่องใช้ไฟฟ้า โลหะ และพลาสติก การท่องเที่ยว ก่อสร้าง ขนส่งและโลจิสติกส์ และค้าปลีก ส่วนตลาดเอฟตา ถือเป็นกลุ่มประเทศในทวีปยุโรปที่ไทยยังไม่เคยมีเอฟทีเอมาก่อน ซึ่งไทยจะส่งออกได้เพิ่มขึ้น 0.142% สร้างการเติบโตจีดีพี 886 ล้านดอลลาร์สหรัฐ”
ส่วนเอฟทีเอไทย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี ยังล่าช้ากว่าแผนที่กำหนด เนื่องจากยังมีประเด็นที่ต้องเจรจาเพิ่มเติมกันอยู่ และต้องหาจุดสมดุลให้ได้ก่อน
อย่างไรก็ตาม กรมจะผลักดันการเจรจาเอฟทีเอเพิ่มเติมในปีนี้อีกหลายฉบับ ได้แก่ ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) เอฟทีเอไทย-เกาหลีใต้ เอฟทีเอไทย-ภูฏาน เอฟทีเออาเซียน-แคนาดา ตลอดจนมีการเจรจาอัพเกรดเอฟทีเอฉบับเดิมให้มีความทันสมัย เช่น อาเซียน-จีน อาเซียน-อินเดีย อาเซียน-เกาหลีใต้ และปีนี้จะลงนามอัพเกรดได้ 1 ฉบับ คือ เอฟทีเอ อาเซียน-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
“กรมยังมีแผนจัดประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (เจทีซี) ระดับรัฐมนตรีกับคู่ค้าของไทย อาทิ กัมพูชา เกาหลีใต้ มาเลเซีย ลาว และจีน เพื่อกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของสองฝ่ายให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”
ส่วนความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอ ล่าสุด กรมอยู่ระหว่างยกร่าง พ.ร.บ.กองทุนเอฟทีเอขึ้นมา และเปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หลังจากนี้จะเร่งสรุปความเห็น รวมถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้จ่าย และรายได้ของกองทุน เพื่อนำเสนอให้ ครม.พิจารณา เมื่อเห็นชอบแล้ว จะเข้าพิจารณาคณะกรรมการกฤษฎีกา และสภาผู้แทนราษฎร โดยตั้งเป้าหมายว่าจะทำสำเร็จปี 2568 และมีเงินประเดิมกองทุนอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท