เหมืองลิเทียมกว่าจะได้เป็นแบตเตอรี่ EV อีกนานแค่ไหน

เปิดกระบวนการทำเหมืองจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำกว่าจะได้แร่ลิเทียม ในวันที่ประเทศไทยพบแหล่งแร่ใน จ.พังงา แต่ยังไม่มีโรงแต่งแร่ เผยแนวทางดึงนักลงทุน ร่วมทุน ส่งไปสกัดต่างประเทศ หนทางใดคุ้มค่าที่สุด วันนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” จะพาไปไขข้อข้องใจ จากการสัมภาษณ์ “ดร.อดิทัต วะสีนนท์” อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ว่าอีกกี่ปี ที่ไทยจะสามารถผลิตแบตเตอรี่รถ EV ได้เอง

พบแหล่งแร่จริง

หลังจากที่ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ประกาศข่าวดีช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา ถึงการพบแหล่งลิเทียมในประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งแร่จากหินแข็งในพื้นที่แหล่งเรืองเกียรติ อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา

ดร.อดิทัต วะสีนนท์
ดร.อดิทัต วะสีนนท์

โดยแหล่งลิเทียมเรืองเกียรติมีปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ (Mineral Resource) ประมาณ 14.8 ล้านตัน ที่เกรดลิเทียมออกไซด์เฉลี่ย 0.45% หรือมีปริมาณลิเทียมคาร์บอเนตเทียบเท่า (LCE) ประมาณ 164,500 ตัน หากออกแบบแผนผังการทำเหมืองอย่างเหมาะสมและสามารถนำแร่ขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ 25% คาดว่าจะสามารถนำลิเทียมมาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ขนาด 50 kWh ได้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคัน

สำหรับชนิดของแร่ที่พบในประเทศไทยในขณะนี้ แม้จะใช้คำว่า “แหล่งแร่ลิเทียม” แต่ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า แหล่งแร่ดังกล่าวที่พบนั้นยังคงเป็นแร่ดิบ หรือ Mineral Resource ซึ่งในแร่ดิบตรงนี้ลักษะเป็นเพียงก้อนหินเพกมาไทต์ (pegmatite)

เหมืองลิเทียม

ซึ่งก้อนหินดังกล่าวจะมีแร่ประเภทอื่นปะปนอยู่ และนั่นคือแร่เลพิโดไลต์ (lepidolite) ที่มีความสมบูรณ์ของแร่ลิเทียมอยู่ในนั้น หรือเกรดลิเทียมออกไซด์เฉลี่ย 0.45% แม้จะมีความสมบูรณ์ไม่สูงมาก แต่ก็ถือว่ามีความสมบูรณ์กว่าแหล่งลิเทียมหลายแห่งทั่วโลก และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการแต่งแร่ที่ความสมบูรณ์ได้คุ้มค่า

14 ก.พ. 67 หมดเวลาสำรวจ ลุ้นขอประทานบัตรขุด

สำหรับแหล่งแร่ดังกล่าวผู้ได้รับสิทธิในการสำรวจคือ บริษัท สยามโลหะอุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งในขั้นตอนสำรวจตรงส่วนนี้บริษัทได้มีการยื่นอาชญาบัตรมาตั้งแต่ปี 2562 โดยจะมีระยะเวลา 5 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดการสำรวจในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 นี้

อย่างไรก็ตามการสำรวจแร่ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ เพราะตาม พ.ร.บ. แร่ (ฉบับใหม่) ปี 2560 ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานไว้ให้เข้มงวดขึ้นและชัดเจนกว่าเดิม คือ 2 หน่วยงานหลัก กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม จะต้องประกาศเขตแหล่งแร่ก่อน

เมื่อประกาศแล้วเอกชนที่สนใจจะต้องยื่นอาชญาบัตรเพื่อสำรวจแร่ เมื่อพบว่าแหล่งดังกล่าวมีปริมาณแร่ที่คุ้มค่าในการที่จะทำเหมือง เอกชนผู้ได้รับสิทธิจะเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนในพื้นที่ เพื่อจะเดินหน้าในการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ต่อไป

เมื่อกระบวนการในการเก็บรวบรวมข้อมูลครบถ้วนทั้งหมดแล้ว เอกชนสามารถยื่นขอประทานบัตรเพื่อทำการขุดเจาะเพื่อทำหมืองได้ กระบวนการตรงส่วนนี้ ตามกฏหมายอาจใช้ระยะเวลาพอสมควร เนื่องจากมีหลายฝ่ายที่ต้องร่วมกันในการพิจารณา

และแน่นอนว่ามเมื่อเหมืองได้รับการอนุญาตทำเหมืองแร่ได้แล้ว จะต้องมีการตั้งกองทุนหลัก 2 กองทุน คือ 1.กองทุนเยียวยาและชดเชยผลกระทบชุมชนรอบเหมือง 2.กองทุนพัฒนาชุมชน ขณะเดียวกันระหว่างการดำเนินงานเจ้าหน้าที่จะต้องลงตรวจการทำเหมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบตามมา

ไทยยังไม่มีโรงแต่งแร่

ต้องยอมรับว่าการที่ไทยพบแหล่งแร่ลิเทียม จะส่งผลให้ไทยมีวัตถุดิบที่เป็นต้นน้ำพร้อมในการผลิตแบตแตเรี่ลิเทียม แต่อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการหลังจากนั้น เรามาดูกันว่าจะต้องดำเนินนการอย่างไรต่อ เมื่อเอกชนสำรวจเเร่จนเสร็จสิ้น ยื่นขอประทานบัตรขุดเจาะ จากนั้นจะต้องเข้าสู่ขั้นตอนของการถลุงหรือสกัดแร่ ซึ่งในส่วนนี้เองประเทศไทยยังไม่มีโรงแต่งแร่เพื่อสกัดแร่ออกมา ปัจจุบันเทคโนโยลีแต่งแร่ลิเทียมที่ดีและใกล้ที่สุดคือ ประเทศจีน

ดังนั้นเมื่อทำการขุดแร่ขึ้นมาได้จะต้องมองดูสเต็ปถัดไปอีกว่า เอกชนจะมีการลงทุนตั้งโรงแต่งแร่เองหรือไม่ หรือจะดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาร่วมทุน และต้องใช้เทคโนโลยีแบบใดจึงจะเหมาะสม และคุ้มค่า

แร่

แน่นนอนว่าในกระบวนการแต่งแร่นี้การจะดึงแร่ลิเทียมออกมา เพื่อให้ได้ ลิเทียมคาร์บอเนต (ลักษณะเป็นผงสีขาว) จำเป็นต้องใช้สารเคมี แต่สารเคมีส่วนนี้รับรองและยืนยบันได้ว่า ไม่ใช่สารเคมีที่ร้ายแรงและเป็นอันตราย เหมือนกับที่ใช้ในการแต่งแร่ทองคำ

ดังนั้น เมื่อไทยยังไม่มีโรงแต่งแร่ แล้ววิธีการใดจึงจะคุ้มค่า ซึ่งมีการเสนอแนวคิดว่าหากส่งออกไปสกัดที่จีน แล้วนำกลับมาจะคุ้มค่าหรือไม่ ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่จากการประเมินน่าจะไม่คุ้มมากกว่า เนื่องจากจะมีค่าขนส่ง และปริมาณแร่ที่ขุดได้แล้วอาจมีปริมาณน้อยเกินไปที่จะส่งออกไปสกัดที่ต่างประเทศ

อีก 5 ปี ได้ผลิตแบตรถ EV

เมื่อแนวทางความคุ้มค่ายังไม่สามารถหาทางลงได้ว่าวิธีใดจะดีที่สุด แต่อย่างน้อยก็น่ายินดีที่ไทยมีวัตถุดิบต้นน้ำ ขาดเพียงกลางน้ำ นั่นคือโรงแต่งแร่ ส่วนปลายน้ำโรงผลิตเซลล์ และประกอบแบตเตอรี่ ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วงมากนัก เพราะหากดูจากข้อมูลจากทาง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้วจะเห็นได้ว่า

มีหลายบริษัทประกาศและเริ่มยื่นคำขอรับการส่งเสริมแล้ว ในขณะนี้ดีมานอาจยังไม่สมดุลกับซัพพราย แต่ในอนาคตหากคำนวนเช่นว่า ใช้เวลาขุดแร่ 1 ปี ตั้งโรงแต่งแร่เข้ากระบวนการสกัดแร่ใช้เวลาอีกประมาณ 2 ปี ไปสู่กระบวนการผลิตและประกอบแบตเตอรี่อีก 2 ปี รวมแล้วเป็น 5 ปี เมื่อถึงเวลานั้นตลาดรถ EV ก็พร้อมมากขึ้น จึงคาดว่าดีมานซัพพรายจะสมดุลกันพอดี เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ไทยพร้อมผลิตแบตเตอรี่จากลิเทียมได้แล้ว


ลิเทียม