เอ็กโก กรุ๊ป รายได้ปี’66 หด 13% เร่งเครื่องปี’67 ทุ่ม 3 หมื่นล้าน ปั๊มกำลังผลิต 1,000 MW

โครงการ Yunlin

เอ็กโก กรุ๊ป เจอพิษโควิดกระทบโครงการ Yunlin ดีเลย์ ฉุดกำไรปี’66 ขาดทุน 8,384 ล้าน เร่งเครื่องปี’67 ลงทุน 30,000 ล้าน ปั๊มกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่ม 1,000 เมกะวัตต์ จากเดิม 6,996 เมกกะวัตต์

วันที่ 29 กุมภาพันธ์ นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2566 เอ็กโก กรุ๊ป รับรู้รายได้รวม 56,983 ล้านบาทลดลง 13% จากปีก่อน (YOY)

โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน 8,734 ล้านบาทลดลง 26% จากปีก่อน ทำให้มีผลขาดทุนสุทธิ 8,384 ล้านบาท สาเหตุหลักจากการปรับโครงสร้างทางการเงินและการถือหุ้นของโครงการ Yunlin ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีที่ไม่กระทบกระแสเงินสดและไม่กระทบอัตราส่วนทางการเงินตามเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ แต่ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2566 ยังมีกระแสเงินสด 28,862 ล้านบาท มีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.31 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง

โดยปี 2567 เตรียมงบฯลงทุน 30,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซและธุรกิจพลังงานสะอาด รวมถึงธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นอีก 1,000 เมกะวัตต์ คาดว่า สิ้นปี 2567 จะมีกำลังผลิตรวมอยู่ที่ 7,996 เมกะวัตต์

อีกทั้งขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนใน 8 ประเทศพันธมิตรที่มีฐานทางธุรกิจ ได้แก่ ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐ พร้อมเร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผนงาน รวมถึงบริหารการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่มีอยู่กว่า 40 แห่ง แต่ไม่ลงทุนใหม่ในเชื้อเพลิงถ่านหิน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายเปลี่ยนผ่านทางพลังงานไปสู่การใช้พลังงานสะอาดที่มุ่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในปี 2573 ให้ได้ที่ 30% จากปัจจุบันที่ 21%

“มั่นใจว่าปีนี้จะมีกำไรพลิกกลับมาเป็นบวกได้ จากการรับรู้รายได้เต็มปีในโครงการที่เข้าลงทุนตั้งแต่ปี 2566 และโอกาสในการลงทุนใหม่ ๆ ที่คาดว่าปีนี้จะสามารถปิดดีลโครงการใหม่ในรูปแบบการซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) อีก 2-3 โครงการ และมีโอกาสสูงมากในการต่อสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวของโรงไฟฟ้า Quezon ในฟิลิปปินส์ที่จะหมดสัญญาในเดือนพฤษภาคม 2568 โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในการเจรจา เร็ว ๆ นี้”

ปัจจัยบวกปี’67 พากำไรฟื้น

นายเทพรัตน์กล่าวว่า ในปี 2567 คาดว่าจะมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตจากการรับรู้รายได้เต็มปีจากโครงการที่เข้าลงทุนในปี 2566 ได้แก่ โรงไฟฟ้า RISEC กลุ่มโรงไฟฟ้า Compass บริษัทโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค CDI รวมถึงรับรู้รายได้เพิ่มจากการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้า EGCO Cogeneration ส่วนขยาย กำลังผลิตสุทธิ 74 เมกะวัตต์ จ.ระยอง เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2567

นอกจากนี้ยังมีการทยอยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของโครงการ Yunlin ที่คาดว่าจะสามารถติดตั้งกังหันลมได้ครบทั้ง 80 ต้นภายในปี 2567 และมีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นเข้ามาเพิ่มอีก 100 เมกะวัตต์ รวมถึงการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบและการขายโครงการพลังงานหมุนเวียนภายใต้ APEX อีก 193 เมกะวัตต์

ตลอดจนผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า Paju ES ที่มีแนวโน้มดีอย่างต่อเนื่อง ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในสหรัฐอเมริกาจากสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น และปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว ซึ่งจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน

ความคืบหน้าโครงการ Yunlin

สำหรับความคืบหน้าของโครงการ Yunlin ปัจจุบันโครงการได้ติดตั้งเสากังหัน (Monopile) แล้วเสร็จรวม 45 ต้น ซึ่งเป็นกังหันลม (Wind Turbine Generator) ที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้วทั้งสิ้น 33 ต้น คิดเป็นกำลังผลิตรวม 264 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันมีอัตราการผลิตไฟฟ้า (Capacity Factor) เฉลี่ยของโครงการสูงกว่า 40% ซึ่งแสดงถึงศักยภาพของโครงการที่จะสร้างรายได้ในอนาคต

ทว่า เนื่องจากช่วงปี 2563-2564 โครงการเผชิญสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุม ทำให้ไต้หวันมีมาตรการการเข้าออกประเทศที่เข้มงวดและมีการประกาศปิดประเทศ กระทบต่อการเดินทางและการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ในการก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ อีกทั้งสภาพภูมิอากาศแบบมรสุมในช่องแคบไต้หวัน ทำให้มีระยะเวลาที่เหมาะสมแก่การทำงานจำกัด จากสาเหตุทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้มีต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น

โดย EGCO Group ได้เร่งรัดติดตามความก้าวหน้าของโครงการอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ดังนั้น ในปี 2566 โครงการจึงมีการปรับแผนการก่อสร้าง ปรับโครงสร้างทางการเงินและการถือหุ้น เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ส่งผลให้ EGCO Group จำเป็นต้องรับรู้ผลกระทบจากการปรับโครงสร้างทางการเงินและการถือหุ้น รวมถึงการด้อยค่าของสินทรัพย์ ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีที่ไม่กระทบกระแสเงินสด ปัจจุบันโครงการมีความพร้อมทุกด้านในการผลักดันและเดินหน้าการก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนงาน โดยมีกำหนดแล้วเสร็จครบ 80 ต้น กำลังผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ภายในปี 2567

ความสำเร็จปี’66

ความสำเร็จทางธุรกิจของ EGCO Group ในปี 2566 ได้แก่ การปิดดีล 3 โครงการใหญ่ ด้วยการซื้อหุ้น 49% ในโรงไฟฟ้า RISEC กำลังผลิต 609 เมกะวัตต์ และการซื้อหุ้น 50% ในกลุ่มโรงไฟฟ้า Compass กำลังผลิตรวม 1,304 เมกะวัตต์ ในสหรัฐอเมริกา

อีกทั้งยังขยายสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค โดยปิดดีลซื้อหุ้น 30% ใน CDI ในอินโดนีเซีย รวมทั้งการทยอยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของโครงการ Yunlin ในไต้หวันจำนวน 264 เมกะวัตต์ และการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของโครงการพลังงานหมุนเวียนภายใต้ APEX ในสหรัฐอเมริกา

เคาะจ่ายปันผล 3.25 บาทต่อหุ้น

โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2567 มีมติให้เสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ประจำปี 2567 ให้จ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังของปี 2566 ในอัตรา 3.25 บาทต่อหุ้น หลังจากได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 12 เม.ย. 2567 จะทำให้ทั้งปี 2566 มียอดจ่ายปันผลทั้งหมดอยู่ที่ 6.50 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนประมาณ 5% สะท้อนสภาพคล่อง สถานะทางการเงินและพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่ง