นับเป็นวาระร้อนต้นปี สำหรับการเลือกตั้งกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) วาระปี 2567-2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 25 มีนาคม 2567 ในการประชุมสามัญประจำปี ซึ่งจะมีการเลือกคณะกรรมการบริหาร ส.อ.ท.ก่อน เพื่อให้กลุ่มคณะกรรมการนี้ทำหน้าที่เลือกผู้ที่เหมาะสมรับตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.ประจำปี 2567-2569
แน่นอนว่าศึกครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างกว้างขวาง เพราะ ส.อ.ท.ถือเป็นองค์กรภาคเอกชนที่มีสมาชิกอยู่ทั่วประเทศ 1-2 หมื่นคน ล้วนแต่เป็นผู้บริหารองค์กรภาคเอกชนระดับ “เถ้าแก่” และยังมีผู้บริหารมืออาชีพ บิ๊กธุรกิจต่าง ๆ 46 กลุ่มอุตสาหกรรม ใน 11 คลัสเตอร์
นั่นหมายความว่าผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้มาเป็นผู้นำ ส.อ.ท.ต้องบาลานซ์ “กลุ่มอุตสาหกรรม 46 กลุ่ม สภาอุตสาหกรรมจังหวัด 76 จังหวัด สมาชิกทั้งใหญ่-กลาง-เล็ก สร้างองค์กรให้เป็นปึกแผ่น ก่อนส่งผ่านแนวคิดที่ตกผลึกไปสู่รัฐบาล นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ “ทีมประเทศไทย”
ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้คงจะไม่เข้มข้นหากมี “นายเกรียงไกร เธียรนุกูล” ประธาน ส.อ.ท.ที่กำลังจะครบวาระ 2565-2567 ลงสมัครต่ออีก 1 สมัยเพียงคนเดียว
แต่เมื่อปรากฏชื่อ “ผู้ท้าชิง” ซึ่งเป็นผู้ที่มาจากหนึ่งทีมของนายเกรียงไกรเอง นั่นคือ “นายสมโภชน์ อาหุนัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) รองประธาน ส.อ.ท.ชุดปัจจุบัน และในชุดอดีตประธาน ส.อ.ท. สุพันธุ์ มงคลสุธี
จึงทำให้สังคมพุ่งเป้าไปที่ “ปมขัดแย้ง” ภายในคณะกรรมการบริหารชุดปัจจุบันทันที ส่วนหนึ่งกังวลถึงความรุนแรงที่ซ้ำรอยเมื่อครั้งการเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท.ที่เคยมีการบาดหมางในสมัยของนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล เมื่อปี 2555 ที่ทำให้เกิดความวุ่นวายใน ส.อ.ท. จากชนวนเหตุการปรับขึ้นค่าแรงงาน 300 บาท และต่อเนื่องมาถึงอีกรุ่นคือ ปี 2557 ที่นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองประธาน ส.อ.ท. ที่ดูแลสายต่างจังหวัด ชนะแบบขาดลอยขึ้นมากุมบังเหียนแบบม้ามืด
วิกฤต ศก.เหนือความขัดแย้ง
ทันทีที่นายสมโภชน์ประกาศเปิดตัวลงสมัครประธาน ส.อ.ท. ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 คำถามที่พุ่งตรงไปทันทีคือ เหตุใดจึงไม่รอให้นายเกรียงไกรดำรงตำแหน่งครบอีก 1 วาระก่อนจึงลงสมัครแข่งขัน
ซึ่งนายสมโภชน์ได้ตอบคำถาม ข้ามผ่านเรื่องความขัดแย้งภายใน ส.อ.ท. ไปถึงสาเหตุที่ไม่สามารถรอให้ “เกรียงไกร” หมดวาระ 2 อีก 2 ปี “ผมมองว่าเพราะประเทศไทยรอไม่ได้ ภาระหนี้ครัวเรือน การลงทุนไม่เข้า ถ้ารออีก 2 ปี เปรียบเหมือนคนที่เป็นมะเร็งขั้นที่ 1 ก็อาจจะรอได้ แต่ถ้าเป็นขั้นที่ 4 หากรอก็อาจจะแก้ไม่ได้แล้ว”
“เรื่องนี้เป็นอุดมการณ์ที่อยากนำไอเดียที่เคยบริหารอีเอประสบความสำเร็จมาแชร์ และแบ่งปันให้สมาชิก และสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ เพื่อให้เกิด Impact มากกว่าปัจจุบัน ซึ่งทำหน้าที่ในตำแหน่งรองประธาน ส.อ.ท.ที่ดูแลสายงานด้านความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ จึงนำเสนอไอเดียได้เพียงบางมุมเท่านั้น แต่หากจะเสนอสิ่งที่เป็นภาพใหญ่จะต้องลงสมัครครั้งนี้”
เพราะเชื่อว่า ส.อ.ท.คือแกนหลักของประเทศ ที่มีองค์ประกอบจากหลากหลายอุตสาหกรรม หากสามารถดึงศักยภาพของสมาชิกซึ่งล้วนแต่เป็นผู้บริหาร เถ้าแก่ ขององค์กรต่าง ๆ ขึ้นมาให้มีเวทีนำเสนอ จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้น เขาจึงอาสาเข้ามาทำงาน เพื่อให้บริการ เน้น Service ไม่ใช่มาเป็นนายออกคำสั่ง เทียบกับการเล่นดนตรี ส.อ.ท.จำเป็นต้องมี “ผู้คุมวง” ที่สามารถทำให้รวมวงออกมาเป็นเพลงที่ไพเราะได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างเล่น
ชูยุทธศาสตร์ 4 ด้าน
โดยชูยุทธศาสตร์เชิงรุก 4 ประการคือ 1.ทำงานเชิงรุกในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ ให้สอดประสานระหว่างภาครัฐกับเอกชน 2.สร้างพลังและเพิ่มขีดความสามารถของสมาชิกสภาอุตสาหกรรมฯ ทั่วประเทศ 3.ประสานภาครัฐให้ช่วยส่งเสริมสนับสนุนเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการรายย่อย-รายใหม่ ในการผลิตสินค้าที่มีมูลค่า และ 4.นำเอาความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ที่มีมาบูรณาการในเชิงรุกและเชิงรับทุกมิติ
“สิ่งที่แตกต่างจากนโยบายการทำงาน ส.อ.ท.เดิมคือ 1.จะเน้นการทำงานเชิงรุก จะไม่รอให้ไฟไหม้บ้านเพื่อนสมาชิกก่อนค่อยแก้ แต่เราจะต้องเตรียมพร้อมก่อนที่ข้าศึกจะมาโจมตี ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยานยนต์และ EV เราเคยตั้งคำถามหรือไม่ ว่าเราจะวางยุทธศาสตร์เรื่องนี้อย่างไร หรืออย่างอุตสาหกรรมเหล็กที่มีเหล็กนำเข้ามาจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม เราจะรอจนกว่าอุตสาหกรรมนี้ตายไปแล้วจึงค่อยมาแก้หรือไม่
2.เรื่องความโปร่งใสในการทำงาน เพราะมองว่าการที่จะมาอยู่ตรงนี้ต้องยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์และพร้อมสำหรับการตรวจสอบ
และ 3.ในสภาอุตสาหกรรมฯ มีกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ หลายกลุ่ม ทั้งสภาอุตสาหกรรมจังหวัด จะจัดให้มีเวทีเพื่อให้แสดงความคิดเห็น เพราะทุกคนถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ มีความสามารถ สามารถที่จะเข้ามาช่วยเหลือประเทศได้ การทำหน้าที่จะต้องสามารถสร้างความสมดุล หรือ Balance ผลประโยชน์ได้”
พร้อมจะเป็นแกนกลางในการประสานการทำงานระหว่างอุตสาหกรรมจังหวัดและกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อตกผลึกแนวคิดในการทำงาน และนำเสนอแผนยุทธศาสตร์ในอนาคตต่อภาครัฐ อุตสาหกรรมแต่ละประเภทจะต้องเตรียมแผนทรานส์ฟอร์มธุรกิจเพื่อรองรับการแข่งขันในเวทีโลกทุกมิติ
อาทิ การปรับปรุงกฎหมายหรือกฎระเบียบ เพื่อให้ทันกติการะดับสากล ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (BCG & ESG) และการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ซึ่งเป็นเทรนด์ของโลกในปัจจุบัน
ชูสูตรวิน-วิน พลังงาน
และเป็นที่ทราบกันดีว่า “สมโภชน์” มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน และเทคโนโลยีพลังงานอย่างมาก “นโยบายด้านพลังงาน” เป็นนโยบายหนึ่งที่จะมาเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเขายอมรับว่า “ที่ผ่านมาไทยติดกับดักการสร้างโรงไฟฟ้าจำนวนมาก จนมีกำลังไฟสำรองเกินความจำเป็น ทำให้ไม่สามารถที่จะไปลดต้นทุนที่เป็น Fix Cost อยู่ได้ ประชาชน 1 คนต้องแบกค่าไฟ 2 หน่วย”
“แนวทางที่จะแก้ไขไม่ใช่เพียงการไปลดค่าไฟ เพราะนั่นก็จะไปกระทบกับผู้ผลิตไฟฟ้าและไม่ยั่งยืน แต่วิธีการที่จะทำอย่างไรให้คนใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในเมื่ออุตสาหกรรมก็ใช้เท่าเดิม ประชาชนก็ใช้เท่าเดิม คำตอบคือ เราต้องหาคนใช้ไฟฟ้าใหม่ ลูกค้าใหม่ ก็คือรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ดังนั้น การที่เราเพิ่มจำนวนผู้ใช้รถ EV จะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น
ขณะที่การบริหารกำลังไฟฟ้าสำรองที่มีมากล้น จนเพียงพอที่จะทำให้เราสามารถพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดและก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ มาเฉลี่ยทำให้มีราคาถูกลง ผู้ใช้ได้ประโยชน์-ผู้ผลิตไฟฟ้าก็ไม่เสียหาย” คำตอบนี้ทำให้ได้แต้มต่อเรื่องการลดโทนความขัดแย้งผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ ด้วยการชูสูตร “วิน-วิน” บริหารประโยชน์ทั้งผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ใช้ไฟฟ้าที่กำลังมุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด ลดฟอสซิล ไปสู่คาร์บอนนิวทรอลิตี้
ซีอีโออีเอ ตอบคำถามหนึ่งว่า “หากได้เข้ามารับตำแหน่ง เรื่องพลังงานอาจจะไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องเดียวที่ต้องทำเป็นอันดับแรก แต่เขาจะฟังเสียงสมาชิกก่อน ว่าประเด็นใดเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องการแก้ไข เพื่อวางแนวทางที่ตกผลึก สรุปเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายสู่มือภาครัฐ
เพราะหากรัฐสำเร็จเอกชนก็สำเร็จ ประเทศไทยที่ผ่านมาเจอทั้งปัญหาเรื่องการลงทุนโดยตรง FDI ไม่เข้าประเทศ และประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นระยะเวลายาวนาน 6 ปีที่ผ่านมา ผมว่าประเทศไทยป่วย แต่การป่วยยังอยู่ในระดับที่รักษาได้”
และปิดท้ายว่า “ชัยชนะสำหรับผมคือการที่แนวคิดของผมได้รับการยอมรับและถูกนำเอาไปทำ ก็ถือว่าชนะแล้ว และถ้าเขาเก่งกว่า ยอมรับที่จะนำเรื่องที่ผมเสนอไปทำ ผมก็ยิ่งแฮปปี้ เพราะผมอาจไม่ต้องเหนื่อยทำเอง เรื่องนี้ขึ้นกับเสียงเพื่อนสมาชิกเห็นว่าใครเหมาะสมกว่าที่พร้อมจะทำงานตรงนี้ ถึงวันนั้นจะไม่ใช่ผม แต่ผมก็พร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำงานอีกฝ่าย ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ผมจะเซตซีโร่ความสัมพันธ์ พร้อมจะทำงานร่วมกับทุกคน”
ลุ้น “เกรียงไกร” ออกอาวุธใหม่
อีกฝั่ง “นายเกรียงไกร” แม้ว่าจะยัง “สงวนท่าที” ไม่ออกมาเคลื่อนไหว แต่น้ำที่นิ่งนั้นล้ำลึก ที่ผ่านมาเขาสั่งสมผลงานการสร้างความสามัคคีใน ส.อ.ท. ขับเคลื่อนแผนสร้างความเป็นหนึ่ง คือ ONE FTI ลุยทำงานเพื่อสมาชิกอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม 4.0 ทั้งยังได้มีการออกมาส่งสัญญาณต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคของสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราดอกเบี้ย ค่าไฟ ค่าแรง
รวมถึงการสานต่อโครงการสนับสนุน MIT หรือ Made in Thailand ซึ่งเริ่มจากสมัยของนายสุพันธ์ เพื่อให้ใช้สินค้าไทย ไม่นับรวมการแสดงจุดยืนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม BCG เพื่อเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ตอนนี้จึงเหลือเพียงว่ารอลุ้น “อาวุธใหม่” ของประธานคนเก่า ซึ่งอาจจะยังเร็วไปที่จะชี้ว่า “ฝ่ายไหน” มีลุ้นมากกว่า
แหล่งข่าวจาก ส.อ.ท.กล่าวว่า เสียงกลุ่ม 46 อุตสาหกรรม “เกรียงไกร” มีลุ้นฝั่งอุตสาหกรรมเหล็ก เครื่องนุ่งห่ม สิ่งพิมพ์ อาหาร และกลุ่มอุตสาหกรรมอาวุธ กลุ่มที่ 46 ที่เพิ่งตั้งไข่ขึ้นมาในสมัยของเขา ขณะที่น้ำหนักฝั่ง “สมโภชน์” ได้รับแรงหนุนจากกลุ่ม “ยานยนต์และส่วนประกอบ” และกลุ่มพลังงานหมุนเวียน และค่ายใหญ่ที่มี “น้ำหนักมาก” เช่น Central Toyota Denso IRC รวมถึงกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า แต่ยังมี “ค่ายน้ำมันยักษ์ใหญ่” ที่มีฉันทามติวางตัวเป็นกลางทางการเมือง
ขณะที่ “น้ำหนักเสียงชี้ขาด” จะมาจากกลุ่มสภาอุตสาหกรรม 76 จังหวัด ซึ่งในจำนวนนี้เป็นคนของ “ค่ายปูน” ที่กระจายตัวอยู่เป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับค่ายพลังงานหมุนเวียนในต่างจังหวัด ต้องจับตา “ศึกใหญ่” ครั้งนี้ว่าจะมีบทสรุปอย่างไร