เปิดจดหมาย 3 นักวิชาการอาวุโส วอนเศรษฐาแก้ 5 จุดเสี่ยงนโยบายพลังงาน

เปิดจดหมายเปิดผนึก 3 นักวิชาการอาวุโส วอนนายกฯ แก้ 5 จุดเสี่ยงนโยบายพลังงาน ก่อนสายเกินไป ประชาชนแบกหนี้สาธารณะน้ำมัน-ไฟฟ้า 220,000 ล้าน

วันที่ 1 มีนาคม 2567 ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอดีตรองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ ดร.คุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ร่วมส่งจดหมายเปิดผนึกเรื่องความเสียหายของนโยบายพลังงานที่เป็นมา และกำลังจะเป็นไปในรัฐบาลชุดนี้ให้กับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญทั้งหมด 5 ประการ ดังนี้

หนี้กองทุนทะยานสู่ 90,000 ล้านใน 5 เดือน

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า เมื่อรัฐบาลปัจจุบันเริ่มเข้าบริหารงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระหนี้สินจำนวน 48,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลให้หนี้สินจำนวนนี้ลดลงไป หรืออย่างน้อยก็ไม่เพิ่มขึ้น ทว่าเพียงแค่ 5 เดือนถึงสิ้นเดือนมกราคม 2567 หนี้สินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็น 84,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ เพราะกระทรวงพลังงานได้กดราคาน้ำมันดีเซลลงจากลิตรละ 32 บาท เป็นลิตรละ 30 บาท และได้ลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลงอีกลิตรละ 2.50 บาท อันเป็นผลให้กองทุนต้องชดเชยราคาสำหรับน้ำมันดีเซลและลดการเก็บเงินเข้ากองทุนจากน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ รวมถึงมีมาตรการตรึงราคา LPG ไว้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

“หากปล่อยไปเช่นนี้ หนี้ของกองทุนน้ำมันก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปอีกจนถึงเพดานหนี้ตามที่กฎหมายกำหนดกรอบไว้ขณะนี้ คือ 110,000 ล้านบาท ในอีกไม่นานนี้แล้ว แม้ว่าการลดราคาน้ำมันลงจะเป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของรถก็จริง

Advertisment

ทว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เกินความสามารถของกองทุนที่จะชำระคืนรัฐบาล ก็คงต้องนำเงินจากภาษีที่เก็บจากประชาชนทั้งประเทศไปล้างหนี้ดังกล่าว ซึ่งเท่ากับว่าในส่วนของราคาน้ำมัน ประชาชนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของรถต้องมาช่วยแบกภาระหนี้แทนเจ้าของรถที่มีฐานะดีกว่า

ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลที่ดีพึงระวังไม่ให้เกิดขึ้น ในช่วงนี้ที่น้ำมันในตลาดโลกราคายังมิได้ผันผวนถึงขั้นวิกฤต คือค่อนข้างนิ่ง และมีแนวโน้มลดลง มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 จนถึงปัจจุบัน จึงควรเรียกเก็บเงินเข้าเพื่อมาคืนสภาพคล่องและลดหนี้ให้แก่กองทุน” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตั้งแต่ 21 พฤษภาคม 2564 – 18 กุมภาพันธ์ 2567

ด้าน ดร.คุรุจิตกล่าวเสริมว่า ตามมาตรา 26 ระบุว่า กองทุนน้ำมันจะต้องมีจำนวนเงินเพียงพอเพื่อใช้ในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อรวมกับเงินกู้ตามวรรคสองแล้วต้องไม่เกินจำนวน 40,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครนเมื่อต้นปี 2565 ที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลชุดก่อนของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องนำเงินกองทุนไปอุดหนุนราคาดีเซลที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้องกู้ยืมเงินเพิ่มอีก 20,000 ล้านบาท แต่ ณ ปัจจุบันหนี้ของกองทุนเป็น 90,000 ล้าน ซึ่งหนี้ดังกล่าวนี้ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของหนี้สาธารณะเช่นเดียวกัน

“ปัจจุบันคนไทยใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ย 70 ล้านลิตร แล้วรัฐบาลไปอุดหนุนราคาอยู่ที่ 4.80 บาท ให้ราคาดีเซลอยู่ที่ 32 บาทต่อลิตร ซึ่งเท่ากับว่า เฉพาะดีเซลอย่างเดียวเงินไหลออกจากกองทุนประมาณ 9,900 ล้านบาทต่อเดือนเป็นอย่างต่ำ รวมถึงรัฐบาลยังไปกดราคาลงมาเหลือ 30 บาทต่อลิตร ทำให้เงินที่เข้ากองทุนติดลบ ซึ่งสวนทางกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่น้ำมันดีเซลแพงกว่าน้ำมันเบนซิน ทำให้วิธีการที่รัฐตรึงราคาดีเซลเช่นนี้เป็นวิธีการที่ไม่ยั่งยืน จึงควรจะช่วยตรึงราคาเฉพาะกลุ่มเดือดร้อนจริง”

Advertisment

โดยประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ติดลบ 91,887 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 45,222 ล้านบาท ส่วนก๊าซ LPG ติดลบ 46,665 ล้านบาท

กฟผ. ระทมหนี้แตะ 137,000 ล้านบาท

เท้าความเดิมถึงรัฐบาลชุดก่อนเมื่อราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างมากอันเนื่องมาจากภาวะสงครามในยุโรป รัฐบาลก่อนได้ชะลอการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) เพื่อไม่ให้ค่าไฟฟ้าที่จัดเก็บจากประชาชนเพิ่มขึ้นในจำนวนสูงเกินไป โดยให้ กฟผ.รับภาระราคาก๊าซ LNG ที่เพิ่มสูงขึ้นไว้ก่อนแล้วจึงจะค่อยทยอยผ่อนคืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยการขึ้นค่า Ft ทีละนิดในงวดถัด ๆ ไป

ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา หนี้ค่า Ft ที่ กฟผ.แบกรับไว้มียอดค้างอยู่ 110,000 ล้านบาท แต่พอรัฐบาลชุดใหม่รับงาน เป็นจังหวะที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะต้องอนุมัติปรับค่าไฟฟ้า ซึ่งตั้งใจจะปรับลดจากงวดก่อนจากหน่วยละ 4.70 บาท เป็นหน่วยละ 4.45 บาท (ในงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2566) เพื่อให้พอมีเงินเข้ามาช่วยลดภาระหนี้ที่ กฟผ.แบกรับไว้ลงบ้าง

ปรากฏว่ารัฐบาลใหม่กลับประกาศกดราคาค่าไฟฟ้าลงไปอีกเหลือหน่วยละ 3.99 บาท ซึ่งมีผลให้ กฟผ.ต้องแบกรับหนี้เพิ่มขึ้นอีก คือเพิ่มสูงขึ้นเป็น 137,000 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2566 หากปล่อยไปเช่นนี้ ในที่สุดก็คงจะต้องนำเงินภาษีของประชาชนไปล้างหนี้จำนวนนี้ให้ กฟผ.เพื่อให้ กฟผ.ดำเนินกิจการต่อไปได้

รัฐบาลที่ดีย่อมจะต้องตระหนักว่ามีภาระหน้าที่ที่จะต้องดูแลไม่ให้มีการหมักหมมปัญหาและหมกหนี้ไว้ที่หน่วยงานของรัฐ และตั้งใจหามาตรการที่จะทยอยลดหนี้ได้ตั้งแต่ที่ปัญหายังไม่หนักเกินไปก็จะสามารถสะสางปัญหาให้จบลงด้วยดีได้โดยไม่ต้องรบกวนภาษีของประชาชน โดยเสนอให้รัฐบาลปรับสูตรการคำนวณค่า Ft ให้เป็นไปตามเดิม กล่าวคือเมื่อต้นทุนสูงก็ต้องยอมรับภาระก่อน แต่เมื่อต้นทุนต่ำลงก็ต้องทยอยชำระหนี้ กฟผ.

พลังงานชักดาบ ไม่จ่ายหนี้โรงกลั่นยกระดับยูโร 5

สืบเนื่องมาจากรัฐบาลไทยในอดีตได้ออกนโยบายที่เป็นคุณต่อสิ่งแวดล้อมในอากาศ คือวางแผนให้มีการผลิตน้ำมันคุณภาพสูงขึ้นเป็นมาตรฐานยูโร 5 โดยได้มีการขอความร่วมมือและจูงใจให้โรงกลั่นในประเทศทั้ง 6 โรง ลงทุนก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์ปรับกระบวนการผลิตให้ได้น้ำมันคุณภาพยูโร 5 ซึ่งใช้เงินลงทุนไปจำนวนกว่า 50,000 ล้านบาท

พร้อมกันนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมก็ได้ดำเนินการออกมาตรฐานรถยนต์ใหม่ให้รองรับคุณภาพน้ำมันใหม่ และกระทรวงพลังงานได้ดำเนินการออกมาตรฐานบังคับใช้คุณภาพน้ำมันที่ลดกำมะถันลงให้เหลือไม่เกิน 10 ppm กับลดค่า NOx และฝุ่น PM ลงให้ไม่เกิน 8% ภายใน 5 ปี โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่ 1 มกราคม 2567

โดยเป็นที่เข้าใจกันว่ากระทรวงพลังงานจะปรับสูตรสำหรับคิดราคาน้ำมันอ้างอิงที่หน้าโรงกลั่น ให้สะท้อนถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุน เพื่อให้มีความสามารถในการผลิตน้ำมันที่มีคุณภาพสูงขึ้นเป็นระดับยูโร ปรากฏว่าจนถึงบัดนี้ แม้กระทรวงพลังงานได้ประกาศให้ใช้น้ำมันระดับ Euro5 แล้ว กระทรวง พลังงานภายใต้รัฐบาลใหม่ยังนิ่งเฉย แสดงท่าทีไม่ยอมรับคุณภาพน้ำมันสะอาดใหม่นี้ โดยไม่พิจารณาปรับราคาอ้างอิงหน้าโรงกลั่นของน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์และน้ำมันดีเซล

จนภาคเอกชน กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมฯ  (ส.อ.ท.) ต้องออกมาเรียกร้องขอให้ปรับสูตรราคาอ้างอิงดังกล่าว หากรัฐบาลเพิกเฉยไม่ทำอันใด ในที่สุดผู้ค้าน้ำมันก็คงจะไม่ยอมรับในราคาอ้างอิงในแบบเดิมที่รัฐกำหนด และเลือกใช้วิธีกำหนดราคาขายหน้าสถานีบริการเอง ซึ่งอาจมีผลเสียต่อผู้บริโภคมากกว่า และโรงกลั่นก็จะไม่ยอมลงทุนอะไรไปก่อนอีกตามที่รัฐขอความร่วมมือในอนาคต นอกจากนี้ นโยบายของรัฐในสายตาของนักลงทุนก็จะขาดความน่าเชื่อถือและเสื่อมถอยลงด้วย

“กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นได้เริ่มปรับปรุงโรงกลั่นตั้งแต่ปี 2562 เพื่อให้ทันตามนโยบายของกระทรวงพลังงานที่จะเริ่มใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 ที่มีกำมะถันไม่เกิน 10 ppm ภายในวันที่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งลงทุนก่อสร้างและปรับปรุงรวม 50,000 ล้านบาท ซึ่งปกติแล้วสูตรที่เราใช้อ้างอิงหน้าโรงกลั่นเพื่อเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อชดเชยค่าปรับปรุงนี้ จะสะท้อนออกมาที่ค่าการตลาด โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 2 บาท

ดังนั้น การปรับราคาหน้าโรงกลั่นสะท้อนถึงต้นทุนที่เขาลงทุนไปเช่นเดียวกับตอนปรับมาตรฐานจากยูโร 3 เป็นยูโร 4 รัฐบาลชุดก่อนก็ทำแบบนี้ โดยจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ลงทุน” ดร.คุรุจิตกล่าว

นโยบายแย้งการเปลี่ยนผ่านสู่รถอีวี

คุณภาพอากาศกำลังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย ปัญหาของฝุ่นควันในต่างจังหวัดเกิดจากการเผาไร่และเผาป่าเป็นสาเหตุใหญ่ ในขณะที่สาเหตุหลักของฝุ่นควันในอากาศบริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็คือควันพิษจากรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์

รัฐบาลในอดีตและปัจจุบันมีนโยบายที่จะกระตุ้นให้คนหันมาใช้รถไฟฟ้าสาธารณะหรือใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เป็นพาหนะส่วนตัว เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาควันพิษในอากาศลงบ้าง แต่การลดราคาน้ำมันทุกชนิดให้ต่ำลง ย่อมเป็นการกระตุ้นให้มีการใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงอย่างฟุ่มเฟือยและก่อให้เกิดควันพิษมากขึ้น

“ทำให้การลดราคาน้ำมันเป็นนโยบายที่ขัดหรือย้อนแย้งกับเรื่องการดูแลคุณภาพอากาศและพลังงานสะอาดอย่างชัดเจน ทำให้ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลนี้มีความตั้งใจที่จะลดปัญหาควันพิษในอากาศเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน กับจะส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จริงหรือไม่”

Single Pool Gas ทำพิษปิโตรเคมี ต้นทุนเพิ่ม 40%

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 กระทรวงพลังงานใช้กลเม็ดการคิดเลขในการหาต้นทุนที่ต่ำลงสำหรับก๊าซใน Pool Gas ที่ใช้สำหรับผลิตไฟฟ้า โดยมิได้เป็นการจัดหาและนำก๊าซต้นทุนต่ำมาเพิ่มเติมใน Pool Gas แต่อย่างใด กล่าวคือกระทรวงพลังงานปรับสูตรการคำนวณราคาก๊าซธรรมชาติใน Pool Gas ใหม่ โดยนำราคาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย (ซึ่งมีราคาต่ำกว่าราคาก๊าซจากพม่าและก๊าซ LNG) ส่วนที่เคยส่งเป็นวัตถุดิบไปเข้าโรงแยกก๊าซเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ คืออีเทนและโพรเพนป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เอามารวมคำนวณเป็นราคาใน Pool Gas เพื่อให้ได้ราคาเฉลี่ยสำหรับการผลิตไฟฟ้าที่ต่ำลง

ผลที่ตามมาก็คือ ราคาของก๊าซส่วนที่แยกไปใช้ผลิตเป็นวัตถุดิบในโรงแยกก๊าซ (GSP) เพิ่มสูงขึ้นทันที อันส่งผลต่อการทำผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง และทำให้ต้นทุนวัตถุดิบของปิโตรเคมีทั้งระบบเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและห่วงโซ่อุตสาหกรรมต่อเนื่องจากต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วย เพราะโดยปกติแล้วปิโตรเคมีจะใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวจากอ่าวไทยมาใช้ในกระบวนการผลิตเท่านั้น

นอกจากนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีอำนาจเพียงกำหนดอัตราค่าบริการก๊าซธรรมชาติก็แต่เฉพาะก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นพลังงานเท่านั้น มิได้มีอำนาจกำหนดราคาก๊าซที่ใช้เป็นวัตถุดิบ นโยบายที่มอบให้ กกพ.นี้จึงสุ่มเสี่ยงที่จะใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมายด้วย

การบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (LNG) ทั้ง 2 รูปแบบ

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ประเทศไทยใช้เวลามากกว่า 30 ปีในการสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ พลาสติก สิ่งทอ และอะไหล่รถยนต์หลายพันกิจการ ก่อให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมระดับโลกขึ้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง และความโชติช่วงชัชวาลขึ้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก พร้อมช่วยทำให้ GDP และการส่งออกของไทยเติบโตมาอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

ซึ่งในปี 2564 เฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีและกลุ่มแปรรูปพลาสติก มียอดขายรวมถึง 1,720,000 ล้านบาท หรือ 10.7% ของรายได้ประชาชาติของไทย มีการจ้างงานรวมกว่า 400,000 คน ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นมากทันที โดยเพิ่มขึ้นระหว่าง 30-40% เพราะการกำหนดสูตรราคาก๊าซใหม่นี้จะกระทบอย่างรุนแรงต่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมเหล่านี้อย่างแน่นอน หากปล่อยไว้นานเกินไปจะกระทบถึงฐานะของกิจการจนต้องทยอยปิดลง กระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้าง

“ผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้ไม่มีเจตนาที่จะให้เกิดผลเสียในลักษณะดังกล่าว และยังไม่สายเกินไปที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้โดยการกลับไปใช้สูตรการคำนวณราคาก๊าซธรรมชาติที่ใช้อยู่เดิม พวกกระผมเข้าใจดีว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะให้ผู้บริโภคได้ใช้น้ำมัน ก๊าซหุงต้ม LPG และไฟฟ้าที่ราคาถูก แต่ในการดำเนินนโยบายเพื่อความตั้งใจดีนั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงผลเสียที่เกิดขึ้นด้วย

พวกกระผมเห็นว่าผลเสียที่กำลังเกิดขึ้นใหญ่หลวงทีเดียว และจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว กับก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง จึงได้เขียนหนังสือถึง ฯพณฯ ด้วยเห็นว่า ฯพณฯ เป็นคนเดียวที่สามารถบันดาลให้มีการปรับแก้นโยบายของกระทรวงพลังงานทุกเรื่องที่กล่าวถึงนั้นได้ ฯพณฯ ที่มุมานะพยายามทำงานให้ประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง และหยุดยั้งความเสียหายต่อประเทศชาติในครั้งนี้ได้” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว