เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
คุยกับเศรษฐา : สันติภาพเมียนมา คือผลประโยชน์ของไทย
Columns คุยกับเศรษฐา : สันติภาพเมียนมา คือผลประโยชน์ของไทย
กรมบัญชีกลาง แจงยังไม่ได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการจาก กทม. ปมอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน
Finance กรมบัญชีกลาง แจงยังไม่ได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการจาก กทม. ปมอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน
หนังโปรดเจ้าสัวซีพี จาก ‘หลานม่า’ ถึง ‘Dear You จดหมายรักถึงอาม่า’
Biz Movement หนังโปรดเจ้าสัวซีพี จาก ‘หลานม่า’ ถึง ‘Dear You จดหมายรักถึงอาม่า’
MD ธอส. สั่งแก้หนี้เชิงรุก-ปล่อยสินเชื่อประคองอสังหาฯ เตรียม 1 หมื่นล้าน หนุน “กลุ่มอาชีพอิสระ” มีบ้าน
Finance MD ธอส. สั่งแก้หนี้เชิงรุก-ปล่อยสินเชื่อประคองอสังหาฯ เตรียม 1 หมื่นล้าน หนุน “กลุ่มอาชีพอิสระ” มีบ้าน
ศุลกากรเปิดตัวเลข 10 เดือนแรกปีนี้ ไทยส่งออกไปสหรัฐโตพุ่ง 34% ปมลดผลกระทบภาษี “ทรัมป์”
Finance ศุลกากรเปิดตัวเลข 10 เดือนแรกปีนี้ ไทยส่งออกไปสหรัฐโตพุ่ง 34% ปมลดผลกระทบภาษี “ทรัมป์”
กทม. เบรกแจกอาหารริม ‘ราชดำเนิน’ ตัดวงจรคนไร้บ้าน ชวนทำบุญผ่าน ‘บ้านอิ่มใจ’
Economic กทม. เบรกแจกอาหารริม ‘ราชดำเนิน’ ตัดวงจรคนไร้บ้าน ชวนทำบุญผ่าน ‘บ้านอิ่มใจ’
ศาลปกครองยกคำร้อง ‘หมอสรณ’ ขอไต่สวนเร่งด่วน ปมถูกฟันพ้นประธาน กสทช.
Politics ศาลปกครองยกคำร้อง ‘หมอสรณ’ ขอไต่สวนเร่งด่วน ปมถูกฟันพ้นประธาน กสทช.
ฟู้ดแพชชั่น สานต่อ 12 ปี จับมือ สอศ. ปั้นกำลังคนคุณภาพ
การศึกษา ฟู้ดแพชชั่น สานต่อ 12 ปี จับมือ สอศ. ปั้นกำลังคนคุณภาพ
ราคาทองวันนี้ (4 ส.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายออก 64,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 ส.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายออก 64,900 บาท
ธอส.สนับสนุนหนังสือสำนักพิมพ์มติชน ส่งมอบ โรงเรียน ตชด. 10 แห่ง
Biz Movement ธอส.สนับสนุนหนังสือสำนักพิมพ์มติชน ส่งมอบ โรงเรียน ตชด. 10 แห่ง
ดูทั้งหมด

เปิดจดหมาย 3 นักวิชาการอาวุโส วอนเศรษฐาแก้ 5 จุดเสี่ยงนโยบายพลังงาน

01 มี.ค. 2567 | 16:51น.

เปิดจดหมายเปิดผนึก 3 นักวิชาการอาวุโส วอนนายกฯ แก้ 5 จุดเสี่ยงนโยบายพลังงาน ก่อนสายเกินไป ประชาชนแบกหนี้สาธารณะน้ำมัน-ไฟฟ้า 220,000 ล้าน

วันที่ 1 มีนาคม 2567 ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอดีตรองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ ดร.คุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ร่วมส่งจดหมายเปิดผนึกเรื่องความเสียหายของนโยบายพลังงานที่เป็นมา และกำลังจะเป็นไปในรัฐบาลชุดนี้ให้กับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญทั้งหมด 5 ประการ ดังนี้

หนี้กองทุนทะยานสู่ 90,000 ล้านใน 5 เดือน

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า เมื่อรัฐบาลปัจจุบันเริ่มเข้าบริหารงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระหนี้สินจำนวน 48,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลให้หนี้สินจำนวนนี้ลดลงไป หรืออย่างน้อยก็ไม่เพิ่มขึ้น ทว่าเพียงแค่ 5 เดือนถึงสิ้นเดือนมกราคม 2567 หนี้สินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็น 84,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ เพราะกระทรวงพลังงานได้กดราคาน้ำมันดีเซลลงจากลิตรละ 32 บาท เป็นลิตรละ 30 บาท และได้ลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลงอีกลิตรละ 2.50 บาท อันเป็นผลให้กองทุนต้องชดเชยราคาสำหรับน้ำมันดีเซลและลดการเก็บเงินเข้ากองทุนจากน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ รวมถึงมีมาตรการตรึงราคา LPG ไว้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

“หากปล่อยไปเช่นนี้ หนี้ของกองทุนน้ำมันก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปอีกจนถึงเพดานหนี้ตามที่กฎหมายกำหนดกรอบไว้ขณะนี้ คือ 110,000 ล้านบาท ในอีกไม่นานนี้แล้ว แม้ว่าการลดราคาน้ำมันลงจะเป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของรถก็จริง

ทว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เกินความสามารถของกองทุนที่จะชำระคืนรัฐบาล ก็คงต้องนำเงินจากภาษีที่เก็บจากประชาชนทั้งประเทศไปล้างหนี้ดังกล่าว ซึ่งเท่ากับว่าในส่วนของราคาน้ำมัน ประชาชนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของรถต้องมาช่วยแบกภาระหนี้แทนเจ้าของรถที่มีฐานะดีกว่า

ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลที่ดีพึงระวังไม่ให้เกิดขึ้น ในช่วงนี้ที่น้ำมันในตลาดโลกราคายังมิได้ผันผวนถึงขั้นวิกฤต คือค่อนข้างนิ่ง และมีแนวโน้มลดลง มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 จนถึงปัจจุบัน จึงควรเรียกเก็บเงินเข้าเพื่อมาคืนสภาพคล่องและลดหนี้ให้แก่กองทุน” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตั้งแต่ 21 พฤษภาคม 2564 – 18 กุมภาพันธ์ 2567

ด้าน ดร.คุรุจิตกล่าวเสริมว่า ตามมาตรา 26 ระบุว่า กองทุนน้ำมันจะต้องมีจำนวนเงินเพียงพอเพื่อใช้ในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อรวมกับเงินกู้ตามวรรคสองแล้วต้องไม่เกินจำนวน 40,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครนเมื่อต้นปี 2565 ที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลชุดก่อนของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องนำเงินกองทุนไปอุดหนุนราคาดีเซลที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้องกู้ยืมเงินเพิ่มอีก 20,000 ล้านบาท แต่ ณ ปัจจุบันหนี้ของกองทุนเป็น 90,000 ล้าน ซึ่งหนี้ดังกล่าวนี้ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของหนี้สาธารณะเช่นเดียวกัน

“ปัจจุบันคนไทยใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ย 70 ล้านลิตร แล้วรัฐบาลไปอุดหนุนราคาอยู่ที่ 4.80 บาท ให้ราคาดีเซลอยู่ที่ 32 บาทต่อลิตร ซึ่งเท่ากับว่า เฉพาะดีเซลอย่างเดียวเงินไหลออกจากกองทุนประมาณ 9,900 ล้านบาทต่อเดือนเป็นอย่างต่ำ รวมถึงรัฐบาลยังไปกดราคาลงมาเหลือ 30 บาทต่อลิตร ทำให้เงินที่เข้ากองทุนติดลบ ซึ่งสวนทางกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่น้ำมันดีเซลแพงกว่าน้ำมันเบนซิน ทำให้วิธีการที่รัฐตรึงราคาดีเซลเช่นนี้เป็นวิธีการที่ไม่ยั่งยืน จึงควรจะช่วยตรึงราคาเฉพาะกลุ่มเดือดร้อนจริง”

โดยประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ติดลบ 91,887 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 45,222 ล้านบาท ส่วนก๊าซ LPG ติดลบ 46,665 ล้านบาท

กฟผ. ระทมหนี้แตะ 137,000 ล้านบาท

เท้าความเดิมถึงรัฐบาลชุดก่อนเมื่อราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างมากอันเนื่องมาจากภาวะสงครามในยุโรป รัฐบาลก่อนได้ชะลอการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) เพื่อไม่ให้ค่าไฟฟ้าที่จัดเก็บจากประชาชนเพิ่มขึ้นในจำนวนสูงเกินไป โดยให้ กฟผ.รับภาระราคาก๊าซ LNG ที่เพิ่มสูงขึ้นไว้ก่อนแล้วจึงจะค่อยทยอยผ่อนคืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยการขึ้นค่า Ft ทีละนิดในงวดถัด ๆ ไป

ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา หนี้ค่า Ft ที่ กฟผ.แบกรับไว้มียอดค้างอยู่ 110,000 ล้านบาท แต่พอรัฐบาลชุดใหม่รับงาน เป็นจังหวะที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะต้องอนุมัติปรับค่าไฟฟ้า ซึ่งตั้งใจจะปรับลดจากงวดก่อนจากหน่วยละ 4.70 บาท เป็นหน่วยละ 4.45 บาท (ในงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2566) เพื่อให้พอมีเงินเข้ามาช่วยลดภาระหนี้ที่ กฟผ.แบกรับไว้ลงบ้าง

ปรากฏว่ารัฐบาลใหม่กลับประกาศกดราคาค่าไฟฟ้าลงไปอีกเหลือหน่วยละ 3.99 บาท ซึ่งมีผลให้ กฟผ.ต้องแบกรับหนี้เพิ่มขึ้นอีก คือเพิ่มสูงขึ้นเป็น 137,000 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2566 หากปล่อยไปเช่นนี้ ในที่สุดก็คงจะต้องนำเงินภาษีของประชาชนไปล้างหนี้จำนวนนี้ให้ กฟผ.เพื่อให้ กฟผ.ดำเนินกิจการต่อไปได้

รัฐบาลที่ดีย่อมจะต้องตระหนักว่ามีภาระหน้าที่ที่จะต้องดูแลไม่ให้มีการหมักหมมปัญหาและหมกหนี้ไว้ที่หน่วยงานของรัฐ และตั้งใจหามาตรการที่จะทยอยลดหนี้ได้ตั้งแต่ที่ปัญหายังไม่หนักเกินไปก็จะสามารถสะสางปัญหาให้จบลงด้วยดีได้โดยไม่ต้องรบกวนภาษีของประชาชน โดยเสนอให้รัฐบาลปรับสูตรการคำนวณค่า Ft ให้เป็นไปตามเดิม กล่าวคือเมื่อต้นทุนสูงก็ต้องยอมรับภาระก่อน แต่เมื่อต้นทุนต่ำลงก็ต้องทยอยชำระหนี้ กฟผ.

พลังงานชักดาบ ไม่จ่ายหนี้โรงกลั่นยกระดับยูโร 5

สืบเนื่องมาจากรัฐบาลไทยในอดีตได้ออกนโยบายที่เป็นคุณต่อสิ่งแวดล้อมในอากาศ คือวางแผนให้มีการผลิตน้ำมันคุณภาพสูงขึ้นเป็นมาตรฐานยูโร 5 โดยได้มีการขอความร่วมมือและจูงใจให้โรงกลั่นในประเทศทั้ง 6 โรง ลงทุนก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์ปรับกระบวนการผลิตให้ได้น้ำมันคุณภาพยูโร 5 ซึ่งใช้เงินลงทุนไปจำนวนกว่า 50,000 ล้านบาท

พร้อมกันนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมก็ได้ดำเนินการออกมาตรฐานรถยนต์ใหม่ให้รองรับคุณภาพน้ำมันใหม่ และกระทรวงพลังงานได้ดำเนินการออกมาตรฐานบังคับใช้คุณภาพน้ำมันที่ลดกำมะถันลงให้เหลือไม่เกิน 10 ppm กับลดค่า NOx และฝุ่น PM ลงให้ไม่เกิน 8% ภายใน 5 ปี โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่ 1 มกราคม 2567

โดยเป็นที่เข้าใจกันว่ากระทรวงพลังงานจะปรับสูตรสำหรับคิดราคาน้ำมันอ้างอิงที่หน้าโรงกลั่น ให้สะท้อนถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุน เพื่อให้มีความสามารถในการผลิตน้ำมันที่มีคุณภาพสูงขึ้นเป็นระดับยูโร ปรากฏว่าจนถึงบัดนี้ แม้กระทรวงพลังงานได้ประกาศให้ใช้น้ำมันระดับ Euro5 แล้ว กระทรวง พลังงานภายใต้รัฐบาลใหม่ยังนิ่งเฉย แสดงท่าทีไม่ยอมรับคุณภาพน้ำมันสะอาดใหม่นี้ โดยไม่พิจารณาปรับราคาอ้างอิงหน้าโรงกลั่นของน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล์และน้ำมันดีเซล

จนภาคเอกชน กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมฯ  (ส.อ.ท.) ต้องออกมาเรียกร้องขอให้ปรับสูตรราคาอ้างอิงดังกล่าว หากรัฐบาลเพิกเฉยไม่ทำอันใด ในที่สุดผู้ค้าน้ำมันก็คงจะไม่ยอมรับในราคาอ้างอิงในแบบเดิมที่รัฐกำหนด และเลือกใช้วิธีกำหนดราคาขายหน้าสถานีบริการเอง ซึ่งอาจมีผลเสียต่อผู้บริโภคมากกว่า และโรงกลั่นก็จะไม่ยอมลงทุนอะไรไปก่อนอีกตามที่รัฐขอความร่วมมือในอนาคต นอกจากนี้ นโยบายของรัฐในสายตาของนักลงทุนก็จะขาดความน่าเชื่อถือและเสื่อมถอยลงด้วย

“กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นได้เริ่มปรับปรุงโรงกลั่นตั้งแต่ปี 2562 เพื่อให้ทันตามนโยบายของกระทรวงพลังงานที่จะเริ่มใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 ที่มีกำมะถันไม่เกิน 10 ppm ภายในวันที่ 1 มกราคม 2567 ซึ่งลงทุนก่อสร้างและปรับปรุงรวม 50,000 ล้านบาท ซึ่งปกติแล้วสูตรที่เราใช้อ้างอิงหน้าโรงกลั่นเพื่อเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อชดเชยค่าปรับปรุงนี้ จะสะท้อนออกมาที่ค่าการตลาด โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 2 บาท

ดังนั้น การปรับราคาหน้าโรงกลั่นสะท้อนถึงต้นทุนที่เขาลงทุนไปเช่นเดียวกับตอนปรับมาตรฐานจากยูโร 3 เป็นยูโร 4 รัฐบาลชุดก่อนก็ทำแบบนี้ โดยจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ลงทุน” ดร.คุรุจิตกล่าว

นโยบายแย้งการเปลี่ยนผ่านสู่รถอีวี

คุณภาพอากาศกำลังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย ปัญหาของฝุ่นควันในต่างจังหวัดเกิดจากการเผาไร่และเผาป่าเป็นสาเหตุใหญ่ ในขณะที่สาเหตุหลักของฝุ่นควันในอากาศบริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็คือควันพิษจากรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์

รัฐบาลในอดีตและปัจจุบันมีนโยบายที่จะกระตุ้นให้คนหันมาใช้รถไฟฟ้าสาธารณะหรือใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เป็นพาหนะส่วนตัว เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาควันพิษในอากาศลงบ้าง แต่การลดราคาน้ำมันทุกชนิดให้ต่ำลง ย่อมเป็นการกระตุ้นให้มีการใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงอย่างฟุ่มเฟือยและก่อให้เกิดควันพิษมากขึ้น

“ทำให้การลดราคาน้ำมันเป็นนโยบายที่ขัดหรือย้อนแย้งกับเรื่องการดูแลคุณภาพอากาศและพลังงานสะอาดอย่างชัดเจน ทำให้ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลนี้มีความตั้งใจที่จะลดปัญหาควันพิษในอากาศเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน กับจะส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จริงหรือไม่”

Single Pool Gas ทำพิษปิโตรเคมี ต้นทุนเพิ่ม 40%

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 กระทรวงพลังงานใช้กลเม็ดการคิดเลขในการหาต้นทุนที่ต่ำลงสำหรับก๊าซใน Pool Gas ที่ใช้สำหรับผลิตไฟฟ้า โดยมิได้เป็นการจัดหาและนำก๊าซต้นทุนต่ำมาเพิ่มเติมใน Pool Gas แต่อย่างใด กล่าวคือกระทรวงพลังงานปรับสูตรการคำนวณราคาก๊าซธรรมชาติใน Pool Gas ใหม่ โดยนำราคาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย (ซึ่งมีราคาต่ำกว่าราคาก๊าซจากพม่าและก๊าซ LNG) ส่วนที่เคยส่งเป็นวัตถุดิบไปเข้าโรงแยกก๊าซเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ คืออีเทนและโพรเพนป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เอามารวมคำนวณเป็นราคาใน Pool Gas เพื่อให้ได้ราคาเฉลี่ยสำหรับการผลิตไฟฟ้าที่ต่ำลง

ผลที่ตามมาก็คือ ราคาของก๊าซส่วนที่แยกไปใช้ผลิตเป็นวัตถุดิบในโรงแยกก๊าซ (GSP) เพิ่มสูงขึ้นทันที อันส่งผลต่อการทำผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง และทำให้ต้นทุนวัตถุดิบของปิโตรเคมีทั้งระบบเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและห่วงโซ่อุตสาหกรรมต่อเนื่องจากต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วย เพราะโดยปกติแล้วปิโตรเคมีจะใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวจากอ่าวไทยมาใช้ในกระบวนการผลิตเท่านั้น

นอกจากนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีอำนาจเพียงกำหนดอัตราค่าบริการก๊าซธรรมชาติก็แต่เฉพาะก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นพลังงานเท่านั้น มิได้มีอำนาจกำหนดราคาก๊าซที่ใช้เป็นวัตถุดิบ นโยบายที่มอบให้ กกพ.นี้จึงสุ่มเสี่ยงที่จะใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมายด้วย

การบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (LNG) ทั้ง 2 รูปแบบ

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ประเทศไทยใช้เวลามากกว่า 30 ปีในการสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ พลาสติก สิ่งทอ และอะไหล่รถยนต์หลายพันกิจการ ก่อให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมระดับโลกขึ้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง และความโชติช่วงชัชวาลขึ้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก พร้อมช่วยทำให้ GDP และการส่งออกของไทยเติบโตมาอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

ซึ่งในปี 2564 เฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีและกลุ่มแปรรูปพลาสติก มียอดขายรวมถึง 1,720,000 ล้านบาท หรือ 10.7% ของรายได้ประชาชาติของไทย มีการจ้างงานรวมกว่า 400,000 คน ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นมากทันที โดยเพิ่มขึ้นระหว่าง 30-40% เพราะการกำหนดสูตรราคาก๊าซใหม่นี้จะกระทบอย่างรุนแรงต่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมเหล่านี้อย่างแน่นอน หากปล่อยไว้นานเกินไปจะกระทบถึงฐานะของกิจการจนต้องทยอยปิดลง กระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้าง

“ผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้ไม่มีเจตนาที่จะให้เกิดผลเสียในลักษณะดังกล่าว และยังไม่สายเกินไปที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้โดยการกลับไปใช้สูตรการคำนวณราคาก๊าซธรรมชาติที่ใช้อยู่เดิม พวกกระผมเข้าใจดีว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะให้ผู้บริโภคได้ใช้น้ำมัน ก๊าซหุงต้ม LPG และไฟฟ้าที่ราคาถูก แต่ในการดำเนินนโยบายเพื่อความตั้งใจดีนั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงผลเสียที่เกิดขึ้นด้วย

พวกกระผมเห็นว่าผลเสียที่กำลังเกิดขึ้นใหญ่หลวงทีเดียว และจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว กับก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง จึงได้เขียนหนังสือถึง ฯพณฯ ด้วยเห็นว่า ฯพณฯ เป็นคนเดียวที่สามารถบันดาลให้มีการปรับแก้นโยบายของกระทรวงพลังงานทุกเรื่องที่กล่าวถึงนั้นได้ ฯพณฯ ที่มุมานะพยายามทำงานให้ประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง และหยุดยั้งความเสียหายต่อประเทศชาติในครั้งนี้ได้” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว