เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ค่าเงินบาทวันนี้ (7 ก.ค. 69) เปิดตลาด 33.32 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (7 ก.ค. 69) เปิดตลาด 33.32 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
จับตา ครม. ไฟเขียวดีลการเกษตรไทย-มาเลเซีย คลายเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
Politics จับตา ครม. ไฟเขียวดีลการเกษตรไทย-มาเลเซีย คลายเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ผลตรวจน้องใหม่ มมส พบติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ 33% มหาสารคามเร่งคุมร้านส้มตำ
News ผลตรวจน้องใหม่ มมส พบติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ 33% มหาสารคามเร่งคุมร้านส้มตำ
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (7 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 0.71% อยู่ที่ 64,030 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (7 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 0.71% อยู่ที่ 64,030 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (7 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (7 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
พยากรณ์อากาศ (7 ก.ค.) เตือนเหนือ อีสาน ตะวันออก ฝนตกหนักบางแห่ง
News พยากรณ์อากาศ (7 ก.ค.) เตือนเหนือ อีสาน ตะวันออก ฝนตกหนักบางแห่ง
ตกขบวน AI แต่ไม่ร่วงตามขบวน
Finance ตกขบวน AI แต่ไม่ร่วงตามขบวน
ยศชนัน กางพิมพ์เขียว “เศรษฐกิจอวกาศ”ดันโมเดล PPP ท่าอวกาศยานไทย
Politics ยศชนัน กางพิมพ์เขียว “เศรษฐกิจอวกาศ”ดันโมเดล PPP ท่าอวกาศยานไทย
SONY กับอนาคตของ Blu- Ray
Tech SONY กับอนาคตของ Blu- Ray
อย.เตรียมปลดล็อก ‘ยาสีฟันฟลูออไรด์ 5,000 ppm’ ใช้ภายใต้คำแนะนำทันตแพทย์
News อย.เตรียมปลดล็อก ‘ยาสีฟันฟลูออไรด์ 5,000 ppm’ ใช้ภายใต้คำแนะนำทันตแพทย์
ดูทั้งหมด

ส่งออกอาหารครึ่งปีแรก 67 กวาด 8.5 แสนล้าน ทั้งปี 67 โต 8.8% จับตาสินค้าจีนถล่ม

15 ส.ค. 2567 | 12:56น.

สถาบันอาหาร-ส.อ.ท.-สภาหอการค้าฯ ชี้ส่งออกอาหารไทยครึ่งปีแรก 67 โต 9.9% มูลค่า 8.5 แสนล้านบาท ลุ้นสิ้นปี’67 ฝ่าปัจจัยเสี่ยงสู่เป้า 1.65 ล้านล้านบาท โตทะลุ 8% มองข้ามชอตรัฐบาลใหม่ส่งผ่านนโยบายหนุน Soft Power ดันอุตสาหกรรมอาหารสู้โลก

วันที่ 15 สิงหาคม 2567 สถาบันอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยการส่งออกสินค้าอาหารของไทย 6 เดือนแรกปี 2567 มีมูลค่า 852,432 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.9 ลุ้นครึ่งปีหลังขยายตัวต่อเนื่อง คาดอัตราต่ำกว่าครึ่งปีแรก หรือในราวร้อยละ 7.8 มีมูลค่า 797,568 ล้านบาท มั่นใจเป้าส่งออกทั้งปี’67 จะแตะ 1.65 ล้านล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 8.8 หลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจและการค้าโลกชะลอตัวลง อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับสูง

ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในภาคเกษตรที่ต่อเนื่องมาจากในช่วงครึ่งปีแรก ค่าเงินบาทยังคงผันผวนและมีทิศทางแข็งค่าขึ้น ต้นทุนค่าขนส่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอัตราค่าระวางเรือ รวมถึงปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อ

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การส่งออกสินค้าอาหารไทยในช่วง 6 เดือนแรก ปี 2567 แตะระดับ 852,423 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 9.9% ปัจจัยหลักมาจากความต้องการสินค้าอาหารไทยในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบหลักในการแปรรูปหลายรายการอ่อนตัวลง

โดยราคาปลาทูน่าที่ลดลงส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมปลาทูน่าแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยง กลุ่มผู้ผลิตซอสได้รับต้นทุนน้ำตาลและถั่วเหลืองที่มีราคาถูกลง ราคากากถั่วเหลืองและราคาข้าวโพดที่ลดลง เอื้อต่อผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรมไก่ การลดลงของราคาข้าวสาลีในตลาดโลกช่วยลดต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ขนมปังกรอบ รวมทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น

แนวโน้มส่งออกอาหารไทยครึ่งปีหลัง

แนวโน้มการส่งออกอาหารไทยในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะมีมูลค่า 797,568 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 โดยการส่งออกในไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ปี 2567 จะมีมูลค่า 395,536 ล้านบาท และ 402,032 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 และ 9.9 ตามลำดับ โดยภาพรวมในปี 2567 คาดว่าการส่งออกของอาหารไทยจะมีมูลค่า 1.65 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 เทียบจากปีก่อน (66) ที่มีมูลค่า 1.51 ล้านล้านบาท

โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการที่ประเทศคู่ค้ากังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหาร หลายประเทศขาดศักยภาพในการผลิตสินค้าเพื่อการแข่งขันในตลาดโลก สินค้าอาหารไทยมีภาพลักษณ์ด้านคุณภาพมาตรฐานและได้รับความเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม คาดว่าการส่งออกขยายตัวต่ำกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากมีแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและการค้าโลกชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับสูง ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในภาคเกษตรที่ต่อเนื่อง ค่าเงินบาทยังคงผันผวนและมีทิศทางแข็งค่าขึ้น ต้นทุนค่าขนส่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอัตราค่าระวางเรือ รวมถึงปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค

“ส่วนในเรื่องการปรับเปลี่ยนทางด้านการเมืองนั้น ทางสถาบันอาหารมองว่าอาหารเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของคนทั่วโลก การส่งออกยังไปได้แน่นอน ทางสถาบันพร้อมที่จะดำเนินตามนโยบายเพื่อสานต่อจากนโยบายเดิมที่วางไว้ ซึ่งที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐาได้ดำเนินนโยบายเรื่องสอบ Power หลายมิติ”

สินค้าส่งออกครึ่งปีแรก

สำหรับกลุ่มสินค้าที่ปริมาณและมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นและส่งผลบวกต่อภาพรวมส่งออกอาหาร ได้แก่ ข้าว (+25.3%/+55.7%) แป้งมันสำปะหลัง (+21.1%/+30.5%) อาหารสัตว์เลี้ยง (+20.7%/+41.7%) ปลาทูน่ากระป๋อง (+20.7%/+19.2%) ซอสและเครื่องปรุงรส (+10.7%/+16.7%) และผลิตภัณฑ์มะพร้าว (+19.7%/+29.4%) ส่วนกลุ่มสินค้าที่ปริมาณ

ส่งออกลดลง ส่วนใหญ่ประสบปัญหาด้านผลผลิต โดยเฉพาะผลไม้สดที่ปริมาณส่งออกลดลงร้อยละ 11.9 น้ำตาลทราย ปริมาณส่งออกลดลงร้อยละ 46.4 กุ้งปริมาณส่งออกลดลง ร้อยละ 6.8 และสับปะรดปริมาณส่งออกลดลงร้อยละ 13.0

“ปริมาณและราคาส่งออกข้าวไทยเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการตลาดโลก หลังอุปทานข้าวโลกตึงตัวจากการที่อินเดียยังคงจำกัดการส่งออก การส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงและปลาทูน่ากระป๋องขยายตัวสูง อานิสงส์จากราคาปลาทูน่าที่อยู่ในระดับต่ำ ความต้องการปลาทูน่ากระป๋องในกลุ่ม OEM มีแนวโน้มโดดเด่น เพราะได้รับประโยชน์จากราคาขายลดต่ำลงตามต้นทุนวัตถุดิบ ซอสและเครื่องปรุงรสรสขยายตัวจากการที่ผู้ประกอบการไทยเน้นการรุกตลาดซอสบนโต๊ะอาหาร (Dipping/Table Sauces) รสชาติเผ็ดร้อนมากขึ้น หลังจากซอสในกลุ่มดังกล่าวได้รับความนิยม

อย่างมากจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ในประเทศฝั่งชาติตะวันตกทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา การส่งออกผลิตภัณฑ์มะพร้าวขยายตัวสูงในกลุ่มกะทิที่นำไปประกอบอาหารในตลาดญี่ปุ่น สหรัฐ ออสเตรเลีย รวมถึงกะทิที่ผสมและใช้เป็นเครื่องดื่มสุขภาพในตลาดจีน”

ตลาดส่งออกอาหารไทยในช่วง 6 เดือนแรก ปี 2567 ส่วนใหญ่ขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับสูง อาทิ แอฟริกา (+38.5%) โอเชียเนีย (+29.0%) สหรัฐอเมริกา (+23.0%) สหราชอาณาจักร (+17.2%) ตะวันออกกลาง (+16.7%) สหภาพยุโรป (+14.4%) CLMV (+12.5%) และญี่ปุ่น (+8.4%) มีเพียงตลาดส่งออกไปยังประเทศอินเดีย (-18.1%) และจีน (-5.0%) ที่หดตัวลง โดยอินเดียหดตัวลงตามสินค้าน้ำมันปาล์มเป็นหลัก และหันไปนำเข้าน้ำมันถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดจีนหดตัวลงตามสินค้าผลไม้สด (ทุเรียน) กุ้ง และไก่สดแช่แข็ง เป็นต้น

ไทยผลิตอาหารเบอร์ 12 ของโลก

สำหรับมูลค่าการค้าอาหารโลก 6 เดือนแรก ปี 2567 หดตัวลงร้อยละ 4.0 มูลค่าการค้า 933 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศผู้ส่งออก 9 อันดับแรกของโลก มีอันดับโลกไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา บราซิล เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี จีน ฝรั่งเศส สเปน แคนาดา และอิตาลี ตามลำดับ

สำหรับประเทศไทยส่งออกในรูปดอลลาร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 เป็นอันดับที่ 12 ของโลก

และที่สำคัญไทยยังสามารถรักษาดุลการค้าสินค้าอาหารกับจีนได้ ในช่วงครึ่งปีแรกไทยได้ดุลการค้าจากจีนเกือบ 300,000 ล้านบาท โดยมีการส่งออกสินค้าอาหารไปที่จีน 370,000 ล้านบาท และนำเข้าจากจีน 98,000 ล้านบาท

ห่วงสินค้าจีนถล่มตลาดส่งออกแข่งไทย

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนและภาคผลิตของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งการส่งออกอาหารไทยยังมีปัจจัยจากแรงกดดันเรื่องต้นทุนค่าระวางเรือ ส่งผลให้ผู้นำเข้าปลายทางชะลอการนำเข้าโดยตรง

ขณะเดียวกัน ตลาดส่งออกก็มีการแข่งขันมากขึ้นจากสินค้าที่ประเทศจีนสามารถผลิตได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก สินค้าที่จีนสามารถผลิตได้เหมือน หรือใกล้เคียงกับไทยก็มีการนำไปทำตลาดด้วยราคาที่ถูกกว่า 30 ถึง 40% อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามการตอบโต้ทางการค้าของประเทศปลายทางด้วย

นอกจากนี้ ประเด็นที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวและติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องค่าเงินบาทที่ผันผวนอย่างรุนแรง จากมาตรการทางการเงินของประเทศต่าง ๆ ที่เริ่มมีการลดดอกเบี้ยในหลายประเทศ เบื้องต้นผู้ประกอบการต้องประกันความเสี่ยงค่าเงิน ส่วนในภาพรวมธนาคารแห่งประเทศไทยต้องติดตามนโยบายการเงินของประเทศต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และแก้ไขสถานการณ์ให้ทันเหตุการณ์ ไม่ปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่าจนไม่สามารถแข่งขันได้ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของ การส่งออกของประเทศไทยที่ยังเป็นส่วนสำคัญในการชี้ชะตา GDP ของไทยในอนาคต

ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา

ไม่ห่วงการเมืองกระทบ Soft Power

นายวิศิษฐ์มองว่านโยบายการส่งเสริม Soft Power ของอาหารไทยที่เดินหน้าในช่วงของรัฐบาลเศรษฐานั้น จะยังคงเดินหน้าต่อไปได้ ที่ผ่านมาไทยมีการส่งเสริม Soft Power ใน 2 ส่วนคือ สินค้าที่เป็นวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีความเป็นเอกลักษณ์ และสินค้าสำเร็จรูปที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย ก็จะมีความรู้จักสินค้าที่มีเอกลักษณ์ของไทย หลาย ๆ เมนูติดรายการสินค้ายอดนิยม อย่างเช่นต้มยำกุ้ง ซูเปอร์ขาไก่

การโปรโมต Soft Power สามารถทำได้โดยใช้วิธีการบอกต่อแบบปากต่อปาก ซึ่งภาคเอกชนก็พร้อมที่จะดำเนินการต่อ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากฝ่ายใดเข้ามา การดำเนินนโยบายทางด้านเกษตรอาหารน่าจะได้รับการสนับสนุน เพราะมีความเกี่ยวข้องกับประชาชนเกือบ 50 ล้านคน นโยบายด้านอาหารที่ต้องการให้รัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ามาสานต่อ

ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ต้นน้ำคือดูแลในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทั้งเรื่องภาคเกษตร ดิน และน้ำธนาคารน้ำใต้ดิน ส่วนกลางน้ำขอให้มีการสนับสนุนเรื่องนวัตกรรมในการพัฒนาสินค้า และปลายน้ำส่งเสริมการทำตลาดโดยเฉพาะการเจรจาความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) ควรจะต้องมีการดำเนินต่อไป

เอกชนผนึกกำลัง

สุดท้ายหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ภายใต้นโยบาย “Connect-Competitive-Sustainable” เราได้มุ่งมั่นยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคเกษตรและอาหารของไทย โดยได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนโครงการอันส่งผลต่อการเพิ่มศักยภาพธุรกิจเกษตรและอาหารตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ อาทิ จัดตั้งศูนย์

ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร หรือ ศูนย์ AFC ร่วมกับภาคีเครือข่าย 28 องค์กร เพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำให้เกิดเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งได้ร่วมมือกับสถาบันอาหารในการศึกษารูปแบบบริหารจัดการเครือข่ายความร่วมมือ และสร้างต้นแบบ การบริหารจัดการ Food Valley ในจังหวัดขอนแก่นภายใต้โครงการ Khon Kaen Food Valley Cluster เพื่อขยายผลให้เป็น Role Model ไปในจังหวัดต่าง ๆ

ตลอดจนการรณรงค์บริโภคอาหารโปรตีนทางเลือกในการประชุมภายในองค์กรอย่างน้อย 30% ของมื้ออาหารปกติ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจอาหารจากโปรตีนทางเลือกของประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายมูลค่าอุตสาหกรรมอาหารอนาคตของไทย 500,000 ล้านบาทในปี 2570 ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์เป้าหมาย SDGs และ BCG เท่านั้น แต่ยังจะเป็นการจัดการและเพิ่มมูลค่าของ Food Waste และ Food Loss

ในระบบการผลิตอาหาร เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรผู้ประกอบการและความยั่งยืนของโลกอีกด้วย

ผวาจีนตั้งโรงงานในไทย

ดร.เจริญ แก้วสุกใส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านการส่งออก ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการค้นหาและกลั่นกรองลูกค้าที่มีศักยภาพทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่ ๆ เพื่อขยายโอกาสของสินค้าอาหารไทยในอนาคต

ขณะเดียวกัน ก็ต้องหันกลับมามองตลาดในประเทศด้วยว่าปัจจุบันมีสินค้าอะไรบ้างที่กำลังถูกเบียดแย่งส่วนแบ่งตลาดจากสินค้านำเข้า โดยเฉพาะกลุ่มทุนจากประเทศจีนที่

รุกหนักมาก ทั้งธุรกิจร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ที่เชื่อมโยงไปสู่สินค้าเกี่ยวเนื่อง ตัวอย่างเช่น เครื่องปรุงรส เครื่องดื่มชนิดต่างๆ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ผักและผลไม้อบแห้ง ขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งตลาดอาหารในประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ทั้งมิติของตลาดในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยที่มีมากถึง 65 ล้านคน และกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคนต่อปี จึงเป็นที่หมายปองของหลาย ๆ ประเทศ

“ตอนนี้เศรษฐกิจจีนอยู่ในภาวะเปราะบาง ผู้ผลิตสินค้าจีนที่ผลิตได้จำนวนมากจึงผลักดันสินค้าที่ผลิตได้เกินส่งออกมาในตลาดโลกเพื่อรักษา GDP ให้เติบโต 5% ทำให้มีสินค้าส่งออกมายังตลาดต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงไทยด้วย แต่ไทยยังสามารถขยับอันดับของส่วนแบ่งตลาดอาหารในตลาดโลกโดยในช่วงครึ่งปีแรกใครสามารถขยับขึ้นมาจากเบอร์ 14 มา เป็นเบอร์ 12 ของโลกได้”

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลด้านมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูปอย่างคณะกรรมการอาหารและยา ควรจะเพิ่มมาตรการที่เข้มข้นในการกำกับดูแลสินค้านำเข้า เพื่อดูแลด้านมาตรฐานไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน ในส่วนของสภาอุตสาหกรรมก็ได้มีการสแกนว่ามีโรงงานจากจีนย้ายมาตั้งโรงงานในไทยมากน้อยเพียงใดเป็นไปได้หรือไม่ และเราควรจะมีการดำเนินมาตรการอย่างไร ซึ่งต้องยืนยันว่าไทยมีความแข็งแกร่งในด้านอุตสาหกรรมอาหาร เพราะมีวัตถุดิบหลายรายการ และเราเป็นผู้ส่งออก Top 5 ของโลกในหลายรายการ การที่จีนจะเข้ามาตั้งฐานการผลิตที่ไทยอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก อย่างไรก็ตาม ในอนาคตก็มองถึงความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการพัฒนา

ดร.เจริญ แก้วสุกใส
ดร.เจริญ แก้วสุกใส

สัมพันธ์เป็นพันธมิตรกัน ได้หรือไม่อย่างไร

สำหรับแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารในระยะยาว ผู้ประกอบการไทยควรพัฒนาและรักษาจุดแข็งในเรื่องของคุณภาพ ด้านความปลอดภัย ความมั่นคง และความยั่งยืนของสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ผู้ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีมาตรการติดตามและเฝ้าระวังสินค้าอาหารและเครื่องดื่มจากจีน รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศ

ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องมีกลยุทธ์ในการปรับตัวรับสภาวะการแข่งขันดังกล่าว ทั้งในด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดต้นทุนสินค้า การรักษาคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยอาหาร การมุ่งเน้นการผลิตสินค้าตามที่ตลาดต้องการ ตลอดจนการเฟ้นหาลูกค้าและตลาดใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

กลยุทธ์ทางธุรกิจเหล่านี้เชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญช่วยให้สินค้าอุตสาหกรรมอาหารของไทยสามารถแข่งขันกับสินค้าต่างชาติได้ ทั้งตลาดในประเทศและตลาดโลก

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ส่งออกอาหาร สินค้าจีน