งัดแผนสำรองผันน้ำแก้แล้ง ข้าว-มัน-อ้อยเสียหาย3พันล้าน

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน (แฟ้มภาพ)
แล้งกลางฤดูฝนลากยาวถึงเมษาฯปีหน้า กก.นโยบายน้ำเร่งแผนสำรองน้ำลุ่มเจ้าพระยา จับตา 2 เดือนยังไม่มีฝนเติมในอ่าง อาจถึงขั้นต้องผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาช่วย ด้านชลประทานบุรีรัมย์เตรียม 6 โครงการแก้ภัยแล้งเสนอนายกฯตู่ “ขอนแก่น-มหาสารคาม-เพชรบูรณ์” เริ่มขาดน้ำดิบทำประปา

ในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการจะลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ทั้ง 2 จังหวัด

น้ำไม่เข้าเขื่อนป่าสักฯ 

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์ภัยแล้งทุกภาคของประเทศ “เริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ” ฝนเริ่มตกพอสมควรที่จังหวัดสุรินทร์ เริ่มมีน้ำเติมลงในอ่างกักเก็บแล้ว ส่วนภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัดในเขตชลประทาน “ไม่มีปัญหา” แต่มีปัญหานอกเขตชลประทานที่ อ.ดงเจริญ จ.พิจิตร ทางกรมได้นำเครื่องสูบน้ำเข้าไปช่วยแล้ว

สำหรับสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ภูมิพล-สิริกิติ์-แควน้อยบำรุงแดน-ป่าสักชลสิทธิ์) มีน้ำไหลเข้าอ่างแล้ว 1,600 ล้าน ลบ.ม. คาดว่าระยะเวลาอีก 50-60 วันของฤดูฝนนี้คงได้น้ำตามแผนที่วางไว้ คือ 11,000 ล้าน ลบ.ม. ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ที่น่าเป็นห่วงคือ “ฤดูแล้งปีหน้ามากกว่า”

เตรียมแผนสำรองน้ำลุ่มเจ้าพระยา 

มีรายงานข่าวจากคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ (กนช.) แจ้งว่า ในการประชุมครั้งล่าสุด ได้หารือแนวคิดในการ “สำรองน้ำ” สำหรับลุ่มเจ้าพระยา เนื่องจากพายุที่เข้ามา (พายุวิภา) แม้จะนำน้ำมาเติมในพื้นที่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถานการณ์น้ำในช่วงนี้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะมีโอกาสที่จะมีพายุฝนจากลมตะวันออกเข้ามาอีก 2 ลูก ในช่วงเดือนกันยายน-กลางตุลาคมอีกหรือไม่ หากไม่มีพายุเข้ามาก็มีความจำเป็นที่จะต้องปรับแผนจัดสรรน้ำสำหรับทำการเกษตร

“เราได้วางแผนบริหารจัดการน้ำ โดยให้ความสำคัญกับน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก หากไม่มีฝนมาเติมในอีก 2 เดือนข้างหน้าก็ต้องเตรียมแผนสำรองน้ำในส่วนของลุ่มเจ้าพระยา ด้วยการผันน้ำจากลุ่มแม่น้ำแม่กลองมาเติมให้ เพราะขณะนี้ปริมาณน้ำในเขื่อน 2 แห่งทางตะวันตก คือ เขื่อนศรีนครินทร์กับเขื่อนวชิราลงกรณ (ปริมาตรน้ำใช้การได้รวมกัน 6,688 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 25) มีปริมาณเพียงพอ”

บุรีรัมย์ชง 6 โครงการแก้แล้ง

นายเทิดพงศ์ ไทยอุดม ผู้อำนวยการโครงการชลประทาน จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า บุรีรัมย์เจอสภาวะขาดน้ำมา 11 เดือน (ก.ย. 2561-ส.ค. 2562) แล้ว ทำให้เกือบทั้งจังหวัดประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ ในวันที่ 19 ส.ค. จะนำเสนอแผนการดำเนินการในระยะกลางและระยะยาวทั้งหมด 6 โครงการต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย 1) การเร่งดำเนินการซ่อมแซมเครื่องสูบน้ำสถานีสูบน้ำลำปลายมาศให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ เมื่อปริมาณน้ำในลำปลายมาศมีระดับที่สูบได้จะดำเนินการสูบน้ำโดยทันที 2) โครงการผันน้ำลำปะเทียมายังอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด ปริมาณน้ำ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี โดยดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินแนวคลองผันน้ำเรียบร้อยแล้ว และดำเนินการออกแบบพร้อมเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณในปี 2563

3) แผนงานขุดลอกห้วยตลาดและห้วยจระเข้มาก โดยทหารช่าง วงเงิน 74 ล้านบาท คิดเป็นดินขุดรวมประมาณ 2.0 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งในปี 2563 ได้มีการวางแผนงานขุดลอกอ่างห้วยจระเข้มาก ใช้งบประมาณ 35 ล้านบาท และขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด ใช้งบประมาณ 35 ล้านบาท 4) โครงการขุดลอกเพิ่มความจุบริเวณเหนือฝายบ้านยาง ซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีสูบน้ำลำปลายมาศ เป็นแหล่งสำรองน้ำดิบสำหรับสูบมาเติมอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก 5) ประสานกับการประปาส่วนภูมิภาคให้พิจารณาตั้งสถานีผลิตน้ำประปาบริเวณอำเภอโนนดินแดง เพื่อเสริมความมั่นคงทางด้านการประปา ส่งให้กับพื้นที่อำเภอโนนดินแดง-อำเภอปะคำ-อำเภอนางรอง-อำเภอเมืองบุรีรัมย์ และ 6) เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกัก อ่างเก็บน้ำห้วยสวาย เป็นแหล่งน้ำสำรอง ใช้งบประมาณ 35 ล้านบาท

อุบลรัตน์น้ำติดลบ

สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งในจังหวัดต่าง ๆ ขณะนี้ นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า เขื่อนอุบลรัตน์เหลือน้ำอยู่ 537 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 22 (น้ำใช้การได้ -44 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็น -2%) ซึ่งต่ำกว่าระดับ dead storage ไปแล้ว (580 ล้าน ลบ.ม.) โดยเขื่อนต้องระบายน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศวันละ 0.50 ล้าน ลบ.ม./วัน “พื้นที่ปลูกข้าวภายในจังหวัด 2.3 ล้านไร่ตอนนี้ได้รับความเสียหายไปแล้ว 1.5 ล้านไร่ มี 24 อำเภอจาก 26 อำเภอทั่วจังหวัดถูกประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง ประมาณ 1.6 ล้านไร่ จากภาพรวมพื้นที่การเกษตร 4.8 ล้านไร่ ที่น่ากังวลก็คือ ในรอบ 55 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์ภัยแล้งปี 2562 จะมีความรุนแรงเทียบเท่ากับปี 2558 ตอนนี้เรามีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก 14 แห่งที่กระจายอยู่ในพื้นที่ 26 อำเภอรวมความจุ 107 ล้าน ลบ.ม. ที่จะต้องสำรองน้ำไว้ใช้จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 หรือจนกว่าฝนจะตกลงมา”

ด้านจังหวัดมหาสารคาม ปรากฏอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย-อำเภอวาปีปทุม ได้ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติไปแล้ว โดยแหล่งน้ำดิบหลัก ได้แก่ ห้วยลำพังซู กับบึงสระบัว (อ.พยัคฆภูมิพิสัย) น้ำได้หมดไปตั้งแต่ปลายปี 2561 ตอนนี้ต้องใช้น้ำจากแก้มลิงหนองคู ซึ่งจะใช้ไปได้อีกไม่เกิน 30 วัน หากยังไม่มีฝนตกลงมาตอนนี้ต้องประกาศจ่ายน้ำ 2 ช่วงเวลาเช้า-เย็นแล้ว

นายณรงค์ เหล่าสุวรรณ ประธานหอการค้าจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ผลกระทบจากภัยแล้งจะทำให้กำลังซื้อในกลุ่มเกษตรกรปีนี้ลดต่ำลง ทางภาคธุรกิจจะต้องมีการวางแผนรับมือคือ การควบคุมต้นทุนและควบคุมสต๊อกสินค้าเพื่อไม่ให้ทุนหมุนเวียนจม เพราะกำลังซื้อปีนี้จะส่งผลกระทบถึงปีหน้าแน่นอน

ส่วนที่จังหวัดเพชรบูรณ์ได้เกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคใน 2 อำเภอแล้วคือ อ.หนองไผ่ กับ อ.บึงสามพัน ถือว่าหนักสุดในรอบ 30 ปี ปริมาณน้ำจากแม่น้ำป่าสักที่สูบเข้ามาลงสระทำน้ำประปา “แทบจะไม่มีเลย” ต้องจ่ายน้ำเป็น 2 ช่วงเวลาเช้า-เย็น ถ้ายังไม่มีน้ำจากแม่น้ำป่าสักเข้ามาเติมจะผลิตน้ำประปาได้อีกไม่เกิน 1 อาทิตย์

ล่าสุดทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ประเมินปริมาณผลผลิตและมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากพื้นที่การเกษตรที่เสียหายสิ้นเชิงจากภัยแล้ง 781,000 ไร่ จากพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ 86.74 ล้านไร่ คิดเป็นมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็น พื้นที่ปลูกข้าวเสียหาย 600,000 ไร่ (จากทั้งหมด 60.03 ล้านไร่) ปริมาณ 226,452 ตัน มูลค่า 1,900 ล้านบาท, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 130,000 ไร่ (จาก 5.82 ล้านไร่) ปริมาณ 104,353 ตัน เสียหายมูลค่า 763 ล้านบาท, มันสำปะหลังเสียหายไร่ 33,000 ไร่ (9.55 ล้านไร่) ปริมาณ 122,909 ตัน เสียหายมูลค่า 269 ล้านบาท และอ้อยโรงงานเสียหาย 18,000 ไร่ (10.234 ล้านไร่) ปริมาณ 217,778 ตัน มูลค่า 130 ล้านบาท “ปีนี้ GDP เกษตรครึ่งปีแรกขยายตัวเพียง 0.4% เท่านั้น” ล่าสุดทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ประเมินปริมาณผลผลิตและมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากพื้นที่การเกษตรที่เสียหายสิ้นเชิงจากภัยแล้ง 781,000 ไร่ จากพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ 86.74 ล้านไร่ คิดเป็นมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็น พื้นที่ปลูกข้าวเสียหาย 600,000 ไร่ (จากทั้งหมด 60.03 ล้านไร่) ปริมาณ 226,452 ตัน มูลค่า 1,900 ล้านบาท, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 130,000 ไร่ (จาก 5.82 ล้านไร่) ปริมาณ 104,353 ตัน เสียหายมูลค่า 763 ล้านบาท, มันสำปะหลังเสียหายไร่ 33,000 ไร่ (9.55 ล้านไร่) ปริมาณ 122,909 ตัน เสียหายมูลค่า 269 ล้านบาท และอ้อยโรงงานเสียหาย 18,000 ไร่ (10.234 ล้านไร่) ปริมาณ 217,778 ตัน มูลค่า 130 ล้านบาท

“ปีนี้ GDP เกษตรครึ่งปีแรกขยายตัวเพียง 0.4% เท่านั้น”

Previous articleม็อบฮ่องกงไม่กระทบส่งออก ชี้งาน”BangkokGems”ได้อานิสงส์
Next articleราชกิจจาฯเผยแพร่ประกาศ ศาลมีคำสั่งให้ 2 อดีตรมต. เป็นคนไร้ความสามารถ