กกร.-สภาส่งสินค้าทางเรือ “ดิ้น” ร้องทุกช่องทาง จี้รัฐบาลเข้าร่วมเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ CPTPP หลังศึกษาผลดี-ผลเสียมาหลายปี แต่ไม่มีข้อยุติ ชี้ต้องเข้าร่วมขบวนก่อน “ไบเดน” นำสหรัฐกลับเข้าร่วมเพื่อต่อรองเปิดตลาดการค้า-การลงทุน หวั่นเวียดนาม-กัมพูชาแซงดึงนักลงทุน
แม้จะยังไม่มีการประกาศผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการ แต่โอกาสที่ “โจ ไบเดน” จะชนะ “โดนัลด์ ทรัมป์” มีความเป็นไปได้อย่างสูงมาก นั่นหมายความว่า นโยบายสำคัญหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ-การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะเปลี่ยนไป
ในขณะที่ประเทศไทยเองต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกสินค้า โดยมีตลาดสำคัญอย่างสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนถึง 14% ในขณะที่ภาคเอกชนเองกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า สหรัฐจะหวนกลับมาหา “พันธมิตร” ด้วยการเข้าร่วมเจรจาการค้าภายใต้ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP เพื่อสร้างเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกหรือไม่อย่างไร
ในขณะที่ยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศภายใต้รัฐบาลชุดนี้ดูเหมือนว่า “ยังไม่มี” เพราะเพียงแค่จะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมเจรจาการค้า CPTTP ผ่านไปหลายปี จนทุกวันนี้รัฐบาลไทยก็ยังตัดสินใจไม่ได้
ไม่มียุทธศาสตร์การค้า
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐว่าในแง่ผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ ไม่ว่า “ไบเดน” หรือ “ทรัมป์” ใครจะชนะ ผลไม่ต่างกันนัก เพราะเป็นอเมริกันเหมือนกัน ชาตินิยมทั้งคู่ แต่สิ่งสำคัญก็คือนโยบายการค้าของไทยมากกว่าว่าจะมีกลยุทธ์การค้าระหว่างประเทศอย่างไร ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ
“นโยบายการค้าระหว่างประเทศของไทยไม่ชัดเจนมาระยะหนึ่งแล้ว ตอนนี้ก็ยังไม่เคลียร์ว่าเราจะเอาอย่างไรกับข้อตกลง FTA กับประเทศต่าง ๆ และข้อตกลง CPTPP เราจะทำอย่างไร รวมทั้งข้อตกลง RCEP เพราะถ้าเทียบกับประเทศเวียดนามแล้วจะเห็นว่า เวียดนามมีกลยุทธ์ทางการค้าชัดเจน เดินหน้าเจรจาข้อตกลง FTA จนตอนนี้เวียดนามมีข้อตกลงการค้าเสรี FTA กับประเทศต่าง ๆ มากกว่าไทยถึง 3 เท่าแล้ว”
จี้รัฐเข้าร่วม CPTPP
นายกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน กล่าวว่า มีแนวโน้มว่า “ไบเดน” จะชนะและมีโอกาสที่สหรัฐจะหวนกลับมาเจรจาความตกลง CPTPP ดังนั้นทาง กกร.เสนอว่า ขณะนี้ไทยต้องเร่งพิจารณาหาข้อสรุปในการเข้าร่วมการเจรจาความตกลง CPTPP ให้ได้
ทั้งนี้ประเด็นหลัก ๆ ที่ไทยกังวลในการเจรจา CPTPP จะมีเรื่องการคุ้มครองสิทธิบัตรพันธุ์พืชใหม่ (UPOV), เรื่องแรงงาน, เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งหมดนี้มีอยู่ในการเจรจาความตกลงทุกฉบับ ทั้ง FTA ไทย-สหภาพยุโรป FTA ไทย-สหราชอาณาจักร ไม่ใช่เฉพาะความตกลง CPTPP เท่านั้น ดังนั้นรัฐบาลไทยควรพิจารณาเข้าร่วมเพื่อเจรจาแลกเปลี่ยนสิ่งที่ไทยรับได้หรือไม่ได้ หากประเด็นใดที่อ่อนไหวก็ควร “ขอเว้น” ระยะเวลาในการเปิดเสรีเพื่อปรับตัวก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้เวียดนามเองได้ขอเวลาปรับตัวได้ถึง 20 ปี ไทยก็น่าจะขอได้เช่นกัน
“วันนี้ผมประชุมร่วมกับทางญี่ปุ่น เขาสนับสนุนให้ไทยเข้าร่วม CPTPP ซึ่งในปี 2564 ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพการประชุม APEC ซึ่งมีสมาชิก CPTPP เข้าร่วมประชุมทั้งหมด เราก็หวังว่ารัฐบาลจะพิจารณาตามข้อเสนอที่ว่า เรา must หรือจำเป็นต้องเข้าร่วม ถ้าไม่ทำ ประเทศชาติเสียหาย เวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งเข้าร่วม CPTPP ไปก่อนแล้ว ไทยก็จะลำบากในการแข่งขัน เพราะต้นทุนเราสูงกว่าโดยเฉพาะเมื่อไปบวกกับภาษี” นายกลินท์กล่าว
เช่นเดียวกับ นางสาวกัญญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ได้เสนอผ่านไปทางคณะกรรมการร่วมรัฐและเอกชน หรือ กรอ.พาณิชย์ไปแล้วว่า ไทยควรจะพิจารณาเข้าร่วม CPTPP เพราะไทยไม่สามารถพึ่งพาตลาดภายในประเทศได้ ต้องส่งออกสินค้า ซึ่งจำเป็นต้องไปแข่งขันกับต่างประเทศ
“การที่ไบเดนมาอาจจะมีนโยบายกลับสู่ CPTPP ซึ่งในส่วนของไทยมีคณะกรรมาธิการวุฒิสภา พิจารณาเรื่องนี้ที่ต้องสรุปมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม แต่ผลสรุปกลับพิจารณาไม่ให้ ในแง่การเปิดเสรีมันทำให้มีโอกาสเปิดตลาดการค้า อะไรที่เป็นโอกาสเราต้องทำไว้ก่อน ส่วนประเด็นข้อกังวลเรื่อง UPOV หรือสิทธิบัตรยา-ทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าเราเข้าไปเจรจา CPTPP อย่างน้อยเรายังสามารถเจรจาต่อรองสิ่งเหล่านี้ได้ไม่ดีกว่าหรือ แต่ที่สำคัญไทยควรเร่งพิจารณาเข้าร่วม CPTPP ก่อนที่สหรัฐจะหันกลับมาร่วม เพราะไม่เช่นนั้นการเจรจาต่อรองเพื่อขอเข้าร่วมก็ยิ่งยากไปอีก” น.ส.กัญญภัคกล่าว
อย่าอ้างรัฐวิสาหกิจแข่งไม่ได้
อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลจากรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ อาทิ CAT ที่ว่า หากเปิดเสรีแล้วจะแข่งขันกับบริษัทต่างชาติไม่ได้นั้น ในประเด็นนี้ น.ส.กัญญภัคมีความเห็นว่า ทางหอการค้าต่างประเทศได้เข้าพบนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเปิดขอให้ “ปลดล็อก” การเปิดเสรีให้ถือหุ้น 100% ในธุรกิจบริการตามบัญชีแนบท้าย 3 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งหากรัฐบาลไทยคลายล็อกให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับการเปิดเสรีการค้าอยู่แล้ว
“สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ประเทศคู่แข่งมีนโยบายการค้าเสรีที่ชัดเจน เช่น เวียดนามมีความตกลง FTA กับสหภาพยุโรป มีข้อตกลง CPTPP หรือกัมพูชาถูกตัดสิทธิพิเศษ GSP จากอียูก็หันไปเจรจา FTA กับจีนเสร็จแล้ว นักลงทุนที่ไปลงทุนในประเทศนั้นก็จะได้สิทธิประโยชน์ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปตลาดคู่ค้า FTA ภาษีลดลงหรือเป็นศูนย์ แต่ไทยไม่มีอะไรเลย แถมยังมีการตั้งกฎหมาย-กติกาใหม่ ๆ ออกมา ทำให้ผู้ประกอบการประกอบธุรกิจยากขึ้น มีต้นทุนสูงขึ้น” น.ส.กัญญภัคกล่าว