กอนช. ย้ำคุมระบายน้ำเจ้าพระยาไม่เกิน 3,500 ลบ.ม./วินาที ป้องทะลักเข้า กทม.

กอนช. อัพเดตสถานการณ์น้ำล่าสุด แม่น้ำปิงไหลเข้า จ.นครสวรรค์ ส่งสัญญาณลดลง แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังแม่น้ำน่านที่มีฝนตกชุก พร้อมเร่งตัดยอดน้ำก่อนผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ระบายน้ำทุ่งรับน้ำเพิ่มเติม ควบคู่ระบายน้ำออกอ่าวไทย ประสานกรมชลประทานควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลผ่าน ไม่ให้เกินอัตรา 2,700-2,800 ลบ.ม./วินาที คาดภายใน 1 วัน น้ำจะไหลเข้าสู่บางบาล-บางไทร ก่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานคร โดยปริมาณน้ำที่บางบาล-บางไทร ขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 2,800-2,900 ลบ.ม./วินาที ย้ำต้องไม่เกิน 3,500 ลบ.ม./วินาที

วันที่ 29 กันยายน 2564 สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) แถลงถึงประเด็นสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำท่วมล่าสุด ผ่านทาง Facebook Live เพจกองอำนวยการน้ำ ว่า ขณะนี้ กอนช. ติดตามสถานการณ์น้ำเร่งด่วนแบบรายชั่วโมง เพื่ออัพเดตสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที โดยจากอิทธิพลของพายุโกนเซินในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับอิทธิพลของพายุเตี้ยนหมู่ ทำให้เมื่อช่วง 16-18 ก.ย. 64 ที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง

“โดยจากการติดตามปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา พบว่าเขื่อนภูมิพล ยังมีปริมาณน้ำไม่มากนัก คือ 47% ของความจุรวม เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 43% ของความจุ เขื่อนแควน้อย มีปริมาณน้ำ 85% ของความจุ ในขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำ 83% ของความจุ

อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำในเขื่อนป่าสักฯ มีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ในขณะที่สถานการณ์ที่แม่น้ำปิง ณ สถานี P.16 อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร และสถานี P.17 อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ส่งสัญญาณที่ดีในการลดระดับลงของปริมาณน้ำในแม่น้ำปิง ส่งผลให้น้ำที่ไหลเข้าสู่ จ.นครสวรรค์ จะเริ่มมีปริมาณลดลงตามลำดับ”

ขณะที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำน่าน ณ สถานี N.67 อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ปริมาณน้ำยังไม่สูงมากนัก ปัจจุบันปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 1,245 ลบ.ม./วิ โดยจะใช้เวลา 1 วัน ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ จุดหลักที่เป็นปัญหาในขณะนี้คือบริเวณแม่น้ำน่าน เนื่องจากพื้นที่ของ อ.ชุมแสง มีปริมาณฝนตกมาก

ส่วนสถานการณ์น้ำบริเวณ สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นจุดรวมของแม่น้ำ 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,683 ลบ.ม./วิ โดยจะขึ้นถึงจุดสูงสุดในอีก 1-2 วันข้างหน้า

อย่างไรก็ตามจะไม่เกิน 2,820 ลบ.ม./วิ ซึ่งจะไม่ล้นตลิ่ง เนื่องจากปริมาณสูงสุดอยู่ที่ 3,500 ลบ.ม./วิ แต่อาจจะมีบางพื้นที่ของแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีระดับตลิ่งต่ำ ซึ่งจะได้รับผลกระทบบ้าง โดยจากแนวโน้มของเขื่อนเจ้าพระยา พบว่าปริมาณน้ำจะขึ้นถึงจุดสูงสุดในอีก 2-3 วัน โดยจะมีการเร่งระบายน้ำออกทั้งทางฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก พร้อมกันนี้ ทีม กอนช. ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจทุ่งรับน้ำต่าง ๆ ในขณะนี้ด้วย

“ขณะนี้ได้มีการปรับลดการระบายน้ำเข้าสู่คลองชัยนาท-ป่าสัก ทางฝั่งตะวันออกลงแล้ว เนื่องจากตอนท้ายน้ำมีปริมาณน้ำมากและไม่สามารถระบายน้ำได้ แต่ต้องประสบปัญหาเนื่องจากมีน้ำจากเขื่อนป่าสักฯ ที่ระบายลงมาเพิ่ม ดังนั้น กอนช. จึงได้มอบหมายให้กรมชลประทานพิจารณาปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักฯ ลง โดยจะมีการบริหารจัดการเขื่อนป่าสักฯ ในการช่วยกักน้ำไว้ พร้อมกันนี้กรมชลประทานจะต้องตัดยอดน้ำก่อนไหลเข้าสู่ จ.ลพบุรี ให้เข้าไปยังคลองระพีพัฒน์ เพื่อช่วยดึงน้ำระบายออกไปด้วย” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

“สำหรับในพื้นที่ จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี รวมถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่งประชาชนเกิดความวิตกกังวลถึงผลกระทบจากปริมาณน้ำที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จากการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ปัจจุบัน ณ สถานี C.13 อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ที่เป็นบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลผ่านเพิ่มขึ้นในอัตรา 2,750 ลบ.ม./วิ

ซึ่ง กอนช. ได้ประสานกรมชลประทานในการพยายามควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลผ่าน ไม่ให้เกินอัตรา 2,700-2,800 ลบ.ม./วิ โดยอีกประมาณ 1 วัน น้ำจะไหลเข้าสู่ บางบาล-บางไทร ก่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานคร โดยปริมาณน้ำที่บางบาล-บางไทร ขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 2,800-2,900 ลบ.ม./วิ ซึ่งไม่มากนัก

โดยจะไม่เกิน 3,500 ลบ.ม./วิ ทั้งนี้ กอนช. ได้บิน ฮ.ตรวจสถานการณ์เพื่อหาทางระบายน้ำออกทั้งทางฝั่งตะวันตกและตะวันออก เพื่อรักษาระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาให้มีปริมาณต่ำที่สุด พร้อมเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่อ่าวไทยโดยเร็วควบคู่ไปด้วย และจะมีการติดตามสถานการณ์ตลอดเวลาเพื่อควบคุมน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในอัตราที่กำหนดไว้