อำนาจทางการเมืองใหม่ ของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ
ผู้เขียน : ฐิตินันท์ ใกล้ชิด
การเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลกมีความพิสดารอยู่อีกเรื่องหนึ่ง คือ มีแนวคิดที่ว่ามันส่งผลต่อความสัมพันธ์ของ “อำนาจทางการเมือง” ในระบอบประชาธิปไตยด้วย
ด้วยความประจบกันเรื่องพลังงานของไทย ทั้งแผนกู้เงิน 2 แสนล้านเพื่อ “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” งานรวมดีลพลังงานครั้งใหญ่อย่าง Gastech จัดที่เมืองไทยสอดรับกับการแห่ลงทุนพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สูบ “พลังงานไฟฟ้า” มหาศาล ซึ่งตอนนี้ยังใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนของน้ำมันจากสงครามที่ยืดเยื้อ
เรียกว่าเทรนด์หลักของโลกต่างต้องการเปลี่ยนพลังงานฟอสซิล สู่ “พลังงานสะอาด” หรืออย่างน้อยก็ลดการพึ่งพาฟอสซิลลง
คนสำคัญที่อยากกล่าวถึงคือ “ทิโมธี มิทเชลล์” ที่ฉายภาพ “พลังงาน” ส่งผลต่อ “อำนาจของมวลชน” ในระบบการเมือง ผ่านงานเขียนอย่าง Carbon Democracy : Political Power in the Age of Oil (2011) และบทสัมภาษณ์อื่น ๆ ของเขามากมาย
คำถามระหว่างอ่าน คือเมื่อ “พลังงานที่เปลี่ยนผ่าน” จากแบบหนึ่งสู่แบบหนึ่ง นำไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจการเมืองใหม่แบบใด แบบกระจายศูนย์หรือรวมศูนย์ และอยู่ที่ใครเป็นมวลชน บรรษัทข้ามชาติ หรือรัฐ ?
กรณีศึกษาของเขา คือ การเปลี่ยนผ่านจากถ่านหิน สู่น้ำมัน (ฟอสซิลทั้งสอง) ที่ส่งผลโดยตรงต่ออำนาจประชาธิปไตย
กล่าวคือ พลังไอน้ำ ซึ่งต้องใช้ “ถ่านหิน” ทำให้สังคมเปลี่ยนสู่ยุคอุตสาหกรรม ความต้องการ “ถ่านหิน” ที่เป็นของแข็ง ทำให้แหล่งผลิตที่ต้องอยู่ใกล้แหล่งที่ใช้งาน ต้องใช้แรงงานคนเพื่อขุด และขนส่งไปตามเส้นทางรถไฟ จึงมีการพัฒนาเมืองและโรงงานสมัยใหม่ใกล้แนวรถไฟและสายส่งถ่านหิน
รูปแบบการผลิตนี้จึงมีช่องโหว่ ที่คนงานสามารถใช้ประโยชน์ผ่านการนัดหยุดงานและการก่อวินาศกรรม เพื่อ “ปิดล้อมเส้นทางรถไฟ” ส่งผลกระทบกับการไหลเวียนของถ่านหินได้ง่าย สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อผู้มีอำนาจในระบบเศรษฐกิจ นำไปสู่การเกิดสหภาพแรงงาน การเรียกร้องสิทธิ และระเบียบสวัสดิการสังคมในคริสต์ศตวรรษที่ 20
สู่ยุค “น้ำมัน” การกระจายของน้ำมัน กลับอาศัยท่อ วาล์ว และเรือบรรทุก บางส่วนอยู่ไกลออกไปในทะเล คนงานทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ในลักษณะเดียวกันกับถ่านหิน น้ำมันใช้แรงงานน้อยกว่า ทำให้บรรษัทขนาดใหญ่สามารถรวบอำนาจการปิด-เปิดวาล์วได้ง่าย แหล่งผลิตน้ำมันที่อยู่ไกลจากแหล่งบริโภค ทำให้การรวมตัวเพื่อปิดกั้นเส้นทางน้ำมันเป็นไปได้ยากเพราะสามารถใช้จากแหล่งอื่นได้
ยุคน้ำมันจึงเป็นการอุบัติขึ้นของอำนาจทางการเมืองใหม่ คือ “บรรษัทภิบาล” เป็นอีกหนึ่งขั้ว จากเดิมที่มีแรงงานมวลชน-อำนาจรัฐ-รัฐวิสาหกิจ ที่ต่อรองอำนาจในการกำหนดกฎกติกา เขาสรุปว่า ยุคน้ำมันลดอำนาจมวลชนและสร้างประชาธิปไตยแบบอำนาจนิยม
ย้อนกลับมาที่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จะมาถึง คือ “พลังงานสะอาด” อำนาจทางการเมืองใหม่ จะเป็นอย่างไร
“แพทริก ร็อบบินส์” นักเขียน นักวิจัย Sane Energy Project ซึ่งได้สัมภาษณ์ “มิทเชลล์” ระบุว่า แม้ไม่มีกฎตายตัวว่าพลังงานแบบใดแบบหนึ่ง จะก่อให้เกิดการเมืองรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ Carbon Democracy แสดงให้เห็นว่าความเปราะบางในระบบพลังงานสามารถกําหนดความสัมพันธ์ทางสังคมโดยรวม ดังเห็นจากอำนาจทางการเมืองมวลชนในยุคประชาธิปไตยเกิดจาก “จุดเปราะบาง” ของระบบพลังงานถ่านหิน แรงงานจึงปิดล้อมคอขวดเพื่อต่อรองเรียกร้องสิทธิได้
แต่พลังงานสะอาดนี้อาจไม่มีจุดคอขวดที่มวลชนจะใช้เป็นพลังต่อรองทางการเมือง กับรัฐอำนาจนิยม-กลุ่มทุนได้เช่นในอดีต การจัดหาพลังงานหมุนเวียนที่กระจายศูนย์ จะไม่ได้นําไปสู่อนาคตที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
“ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่เรากําลังสร้างระบบพลังงาน เราต้องคิดถึงคําถามใหญ่ขึ้นเรื่องความยุติธรรมทางสังคม ด้วยไม่มีระบบพลังงานใดที่จะเป็นประชาธิปไตยได้ เว้นแต่เราจะจัดเรียงส่วนต่าง ๆ อย่างตั้งใจ เพื่อให้เป็นเช่นนั้น”