เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ยูอาร์ซี เปิดเกมรุกครึ่งปีหลัง ส่ง ‘ชิกกี้’ ปั้นยอดขาย 100 ล้าน
Biz Movement ยูอาร์ซี เปิดเกมรุกครึ่งปีหลัง ส่ง ‘ชิกกี้’ ปั้นยอดขาย 100 ล้าน
กทม. เปิด Traffy Fondue แจ้งสถานประกอบการไม่ปลอดภัย ผนึกตำรวจลุยตรวจ 1,000 ร้านทั่วกรุง
News กทม. เปิด Traffy Fondue แจ้งสถานประกอบการไม่ปลอดภัย ผนึกตำรวจลุยตรวจ 1,000 ร้านทั่วกรุง
อ้วยอันโอสถ จับมือ ZUS Coffee เปลี่ยนภาพจำยาดม สู่ไอเท็มคนรุ่นใหม่
Biz Movement อ้วยอันโอสถ จับมือ ZUS Coffee เปลี่ยนภาพจำยาดม สู่ไอเท็มคนรุ่นใหม่
บางจากส่งมอบ SAF ผลิตในไทยครั้งแรกให้การบินไทย เปิดเที่ยวกรุงเทพฯ–สิงคโปร์
Business บางจากส่งมอบ SAF ผลิตในไทยครั้งแรกให้การบินไทย เปิดเที่ยวกรุงเทพฯ–สิงคโปร์
มช. จับมือ อว.-MTEC เปิด 2 นวัตกรรมเด่น “ชุดตรวจไผ่โบรอน AI – เลี้ยงปลาระบบ RAS” หนุนเชิงพาณิชย์
SD มช. จับมือ อว.-MTEC เปิด 2 นวัตกรรมเด่น “ชุดตรวจไผ่โบรอน AI – เลี้ยงปลาระบบ RAS” หนุนเชิงพาณิชย์
กรุงไทย-แอกซ่า ปั้นแคมเปญรับสังคมสูงวัย สร้างการรับรู้ Age Inclusion
Biz Movement กรุงไทย-แอกซ่า ปั้นแคมเปญรับสังคมสูงวัย สร้างการรับรู้ Age Inclusion
TrueID เปิดตัว ‘ตาตั้ง’ มินิแอปละครแนวตั้ง ลูกค้าทรู-ดีแทคจ่ายแค่ 39 บาทต่อเดือน
Tech TrueID เปิดตัว ‘ตาตั้ง’ มินิแอปละครแนวตั้ง ลูกค้าทรู-ดีแทคจ่ายแค่ 39 บาทต่อเดือน
สหรัฐคว่ำ Data Center ระดับไฮเปอร์สเกล
World สหรัฐคว่ำ Data Center ระดับไฮเปอร์สเกล
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้หุ้นไทยมีโอกาสไปต่อ ต้องสร้าง Action ดึงดูดฟันด์โฟลว์ต่างชาติต่อเนื่อง
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้หุ้นไทยมีโอกาสไปต่อ ต้องสร้าง Action ดึงดูดฟันด์โฟลว์ต่างชาติต่อเนื่อง
‘อนุทิน’ ยกคณะบินคุย ’ผู้นำจีน’ เปิดโต๊ะดีลตัวต่อตัว 6 บริษัทยักษ์ใหญ่แดนมังกร
Politics ‘อนุทิน’ ยกคณะบินคุย ’ผู้นำจีน’ เปิดโต๊ะดีลตัวต่อตัว 6 บริษัทยักษ์ใหญ่แดนมังกร
ดูทั้งหมด

เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยเสี่ยงดับ เอกชนชะลอลงทุน-อีอีซีสะดุด

26 มี.ค. 2565 | 16:14น.

สภาพัฒน์ชี้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเหลือแค่ 2 ตัวหลัก “ลงทุนภาครัฐ-ส่งออก” ลงทุนภาคเอกชนเข้าโหมด “wait and see” เร่งเข็นลงทุน “รัฐ-รัฐวิสาหกิจ” 1 ล้านล้าน จี้ไฮสปีด 3 สนามบินเดินเครื่อง “คลัง-ธปท.-สภาพัฒน์” หวั่นผลกระทบแซงก์ชั่น “รัสเซีย-ยูเครน” ลากยาวแม้สงครามยุติ คาดจีพีดีไทยโตแค่ 3% “ทีทีบี” เผยราคาพลังงานดันนำเข้าพุ่ง ฉุดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง กดดันบาทอ่อนค่า เป็นปัญหา “งูกินหาง” สภาอุตฯกังวลเปลี่ยนตัว “เลขาฯอีอีซี” กระทบแผนลงทุนไม่เป็นไปตามเป้า เอฟเฟ็กต์ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะฟื้นตัวช้า หลังเผชิญภาวะวิกฤตจากโรคระบาดโควิด-19 และยังโดนซ้ำเติมจากปัญหาสงครามรัสเซียและยูเครนทำให้ส่งผลกระทบการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปีนี้

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวว่า การลงทุนภาครัฐยังคงเป็นเครื่องยนต์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้ โดยยอมรับว่าผลกระทบจากสงครามรัสเซียกับยูเครนจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงเล็กน้อยจากประมาณการเดิม

แต่ไม่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่จะกระทบเศรษฐกิจไทยในภาพรวม เพราะยังมีโครงการลงทุนอีกหลาย ๆ โครงการ อย่างอีอีซีก็ยังคงเป็นตัวหลักที่สำคัญที่ต้องช่วยกันผลักดัน รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่ต้องเดินหน้าต่อไป

“ภาครัฐยังสำคัญ เพราะยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องลงทุนอยู่ ส่วนเอกชนก็จะค่อย ๆ ฟื้น” นายอาคมกล่าว

โครงสร้างเศรษฐกิจเก่าฉุดรั้ง

นายอาคมกล่าวปาฐกถาพิเศษ “อนาคตประเทศไทยกับสินทรัพย์ดิจิทัล” ในงานสัมมนาสินทรัพย์ดิจิทัล Game Changer เดิมพันเปลี่ยนอนาคต จัดโดยประชาชาติธุรกิจว่า วันนี้มีคำกล่าวว่า ไทยต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ยังอยู่ในแบบเก่า

ดังนั้น เรื่องของการรองรับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งจากผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 และจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่เพิ่มเติมเข้ามา โดยมีผลกระทบชัดเจนต่อราคาสินค้า เพราะว่าอัตราเงินเฟ้อได้เห็นผลเป็นรูปธรรมแล้ว

อย่างไรก็ดี นโยบายทางการเงินในประเทศตะวันตกที่เริ่มออกมาคาดการณ์ว่า ปัญหาอัตราเงินเฟ้ออยู่ในแนวโน้มลดลง ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต้องเรียกว่าเป็นปัญหาระยะสั้น และจากประวัติศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของไทยก็มองปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาเฉพาะชั่วคราว

ถึงเวลารื้อ “ท่องเที่ยว”

นายอาคมกล่าวว่า โครงสร้างเศรษฐกิจแบบเก่า แน่นอนว่าไทยยังคงพึ่งพาภาคธุรกิจบริการ โดยมีการท่องเที่ยวเป็นหลัก และเมื่อมีโควิดเข้ามาก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเมื่อเทียบกับในอาเซียน ฉะนั้นในโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ จะต้องดูเรื่องการสร้างมูลค่าให้กับภาคการท่องเที่ยวที่แตกต่างไปจากเดิม

“เรื่องคุณภาพของการท่องเที่ยวไทยมีการพูดถึงกันมานาน แต่ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ดูเรื่องนี้เท่าไหร่ กลับไปมุ่งเน้นในเรื่องของจำนวนมากกว่า ซึ่งหากต้องการสร้างคุณภาพให้กับการท่องเที่ยว จะต้องเข้าไปดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่มีค่ามากที่สุด” รมว.คลังกล่าว

นอกจากนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ โครงสร้างหนึ่งที่เข้ามาพัฒนาเศรษฐกิจไทยที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ก็คือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงไปสู่เทคโนโลยีดิจิทัล และต่อไปนี้จะเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องของดิจิทัลไปหมด เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นก็ย่อมได้ เพราะว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการทางเทคโนโลยีดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงให้เกิดสินทรัพย์ใหม่ประเภทหนึ่งขึ้น คือ สินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีการกระจายอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็เห็นได้ว่าเกิดขึ้นกับทั่วโลก

สศช.ชี้เหลือ 2 เครื่องยนต์หลัก

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ก่อนหน้าจะเกิดสถานการณ์รัสเซียกับยูเครน สศช.ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวราว 3.5-4% ต่อปี ขับเคลื่อนด้วย 3-4 เครื่องยนต์หลัก

ได้แก่ การส่งออก, การลงทุนภาคเอกชน ที่เตรียมขยายกำลังการผลิตรับส่งออกที่ดีขึ้น ตลอดจนการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ตามที่ภาครัฐส่งเสริม และการเข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงการลงทุนภาครัฐ และการบริโภคภายในประเทศกับการท่องเที่ยว

“แต่พอมีเรื่องรัสเซียกับยูเครนเข้ามา ซึ่งปกติเมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ การลงทุนภาคเอกชนจะชะลอตัวลงไป เพราะเอกชนก็คง wait and see หรือรอดูสถานการณ์ไปก่อน รวมถึงการบริโภคก็คงจะชะลอเหมือนกัน เพราะราคาน้ำมัน ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น กระทบค่าครองชีพ

แต่ว่าก็ต้องรอดูตัวเลขเดือน ก.พ.-มี.ค.ว่าผลกระทบเป็นอย่างไร เพราะเดือน ม.ค.ยังดีอยู่ ดังนั้นก็จะเหลือ 2 เครื่องยนต์หลัก ๆ ในปีนี้ คือ การส่งออก กับการลงทุนภาครัฐ ที่จะเป็นตัวหลักของปีนี้” นายดนุชากล่าว

เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวว่า นอกจากนี้ ด้วยราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ รวมถึงปุ๋ยเคมีที่จีนจำกัดการส่งออก แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบในด้านราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น และคงส่งผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย

แต่สุดท้ายแล้วดุลบัญชีเดินสะพัดจะเป็นลบหรือบวก ยังฟันธงไม่ได้ในขณะนี้ รวมถึงยังมีเรื่องราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นอีกด้วย เช่น ทองแดง นิกเกิล อะลูมิเนียม เป็นต้น ซึ่งก็เป็นวัตถุดิบที่ไทยต้องนำเข้ามาใช้ในการผลิตเช่นกัน

เร่งแผนไฮสปีด 3 สนามบิน

สำหรับการลงทุนภาครัฐปีนี้ นายดนุชากล่าวว่า จะมีงบประมาณรายจ่ายลงทุนที่อยู่ในงบประมาณแผ่นดินปี 2565 ราว 7 แสนล้านบาท ซึ่งมีการทำโครงการหลาย ๆ ประเภท อาทิ ถนน แหล่งน้ำ สร้างอาคาร เป็นต้น ขณะที่มีงบฯลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 2-3 แสนล้านบาทที่จะลงทุนในปี 2565 รวมถึงโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่อนุมัติระหว่างปี ที่อยู่ในไปป์ไลน์

อาทิ โครงการรถไฟทางคู่, โครงการขยายสนามบินดอนเมือง เป็นต้น หลาย ๆ โครงการรวมแล้วก็มีเม็ดเงินเป็นหลักแสนล้านบาท ซึ่งต้องเร่งผลักดันออกมา โดยส่วนนี้คาดว่าจะออกมาได้ช่วงไตรมาส 3-4 ของปี เพราะกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต้องใช้เวลา

“สำหรับรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบินก็คงต้องเริ่มลงมือก่อสร้างแล้ว เพราะที่ผ่านมาก็ปรับสัญญาอะไรกันไปแล้ว ซึ่งโครงการเซ็นสัญญาไว้ก็ต้องเดินหน้าไปตามสัญญา” นายดนุชากล่าว

สศช.-คลัง-ธปท. ห่วงสงคราม

นายดนุชากล่าวว่า จากการหารือ 3 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ คือ สภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินกันว่า ถึงแม้การสู้รบจะยุติ แต่โอกาสที่ผลกระทบก็น่าจะยังยืดเยื้อ จากที่มีการคว่ำบาตร (แซงก์ชั่น) ระหว่างกันอยู่ ซึ่งตรงนี้จะเป็นทั้งข้อจำกัด และโอกาสสำหรับภาคการส่งออกของไทย รวมถึงการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

“ตอนนี้ปัญหาราคาน้ำมันถูกซ้ำเติมเข้าไปด้วยวิกฤตรัสเซียกับยูเครน ซึ่งสินค้าที่ถูกห้ามส่งออกจากรัสเซีย โดยเฉพาะข้าวสาลีที่เป็นปัจจัยสำคัญทางด้านอาหาร ที่รัสเซียส่งออก 30% ของตลาดโลก เราก็ถูกกระทบไปด้วย โดยที่ผ่านมาบางช่วงเวลา เราต้องนำเข้ามาผสมเป็นอาหารสัตว์ ซึ่งสถานการณ์ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบเร็ว” นายดนุชากล่าว

อย่างไรก็ดี ทั้ง 3 หน่วยงานมองกันว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะขยายตัวได้ระดับกว่า 3% ต่อปี ซึ่งชะลอจากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้ 3.5-4.5% ขณะนี้ไม่เห็นสัญญาณเกิดเศรษฐกิจชะลอตัวท่ามกลางเงินเฟ้อสูง (stagflation) หรือเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดภาวะดังกล่าว

รับมือ “สงครามเย็น”

สำหรับการรับมือสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อ นายดนุชากล่าวว่า หากเป็นเช่นนั้น โลกก็จะกลับไปเหมือนสมัยสงครามเย็นที่มีการแบ่งขั้วกัน แต่ไทยเป็นประเทศเล็กก็ต้องวางตำแหน่งให้ดี เพราะการจะไปเลือกข้างใดข้างหนึ่งอาจจะมีปัญหาได้ ขณะเดียวกันก็ต้องมาพิจารณาเรื่องภาคการผลิตที่ต้องทำให้ยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตที่ต้องนำเข้าลง โดยเฉพาะปัจจัยการผลิตด้านการเกษตร

“การรับมือสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ การจะบอกว่าต้องทำอะไรอีกไหม ในตอนนี้ก็พูดยาก เพราะคาดเดาสถานการณ์ได้ยาก ดังนั้นตอนนี้รัฐบาลจึงเป็นการออกมาตรการมาช่วยลดผลกระทบในช่วง 3 เดือนก่อน จากนี้ก็ต้องติดตามสถานการณ์เพื่อมาปรับมาตรการในช่วงถัดไป โดยต้องออกมาตรการให้ตรงเป้า มุ่งไปกลุ่มที่เปราะบางก่อน” นายดนุชากล่าว

เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า เรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ขณะนี้ก็ดำเนินการกันอยู่ อาทิ การส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่เป็นการปรับโครงสร้างการผลิตรับเทรนด์ของโลก รวมถึงการออกมาตรการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีทักษะสูงเข้ามาทำงาน มาพำนักในเมืองไทย ผ่านมาตรการ LTR (long-term resident visa) ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างด้านการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพขึ้น แล้วก็มีเรื่องการปรับด้านเกษตรไปสู่เกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ เป็นต้น

ttb ชี้ “ส่งออก” ยังเป็นตัวหลัก

นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ การบริโภคภาคเอกชนคงชะลอตัวลง โดยน่าจะโตแค่ 2.7% เพราะต้นทุนค่าใช้จ่ายประชาชนเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ยังไม่ฟื้น แถมหนี้ยังสูงจึงกดดันการใช้จ่ายของครัวเรือนอยู่

ส่วนเครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจไทยปีนี้ก็คงต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร เกษตรแปรรูป น่าจะเป็นดาวเด่นได้ ส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หรือรถยนต์ ต้องดูว่าการขาดแคลนชิ้นส่วนหรือซัพพลายดิสรัปชั่นจะลากยาวแค่ไหน

ส่วนภาครัฐ ในแง่การกระตุ้นการบริโภคต่าง ๆ ก็คงพอช่วยไปได้ในระยะสั้น 3-6 เดือน แต่หากวิกฤตลากยาวไปอีก ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร ส่วนในแง่เครื่องยนต์การลงทุนภาครัฐนั้นก็คงประคองไปได้ เพียงแต่สัดส่วนใน GDP มีแค่ 5-6% เท่านั้น

ขาดดุลกด “บาทอ่อน” งูกินหาง

นายนริศกล่าวด้วยว่า การนำเข้าในภาวะราคาสินค้า ราคาพลังงานสูงนั้น ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยก็คงขาดดุล เพราะไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซรวม ๆ แล้ว 6% ของ GDP แต่หากส่งออกยังพอไปได้ก็น่าจะช่วยกันไปได้

“แน่นอนว่าถ้าขาดดุลบัญชีเดินสะพัดก็จะมีผลกระทบทำให้เงินบาทอ่อนค่าไปอีก ซึ่งเดิมคิดว่าจะปิดขาดดุลได้สิ้นปีนี้ แต่แบบนี้ก็คงยากแล้ว ทั้งนี้ แม้บาทอ่อนจะดีกับผู้ส่งออก แต่การนำเข้าก็จะยิ่งแพง ผลกระทบก็เป็นงูกินหาง อย่างไรก็ดี หากขาดดุลไม่มากนัก แค่ 1-2% ของ GDP เราน่าจะพอสู้ภาวะแบบนี้ไปได้ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ที่ผ่านมาก็เคยเป็นมาแล้ว” นายนริศกล่าว

กสิกรไทยหั่นจีดีพีไทยโต 2.5%

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ได้ทบทวนประมาณการขยายตัวจีดีพีปี 2565 จากสงครามรัสเซียและยูเครนที่เป็นปัจจัยความเสี่ยงเพิ่มเติมแรงกดดันราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจากเดิม นอกเหนือจากโควิด-19 และปัญหาคอขวดของเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอยู่แล้ว

โดยแบ่งเป็น 2 สมมติฐาน คือ กรณีฐาน (base case) การเจรจาสันติภาพรัสเซีย-ยูเครนไม่สามารถตกลงได้ และการสู้รบยืดเยื้อ มาตรการคว่ำบาตรยังคงอยู่ทั้งปี ส่งผลต่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น กรณีนี้คาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อไทยจะสูงขึ้น 4.5% จีดีพีจะขยายตัว 2.5%

กรณีดี (best case) การเจรจาสันติภาพตกลงกันได้ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ จะเห็นราคาน้ำมันย่อตัวลงเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อปรับลดลงเหลือ 3.8% โดยจีดีพีขยายตัว 2.9% จากประมาณการ ธ.ค. 64 มองว่าขยายตัว 3.7% เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.1%

สภาอุตฯห่วงเปลี่ยนตัวเลขาฯอีอีซี

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ต้องมุ่งเดินหน้าต่อในส่วนของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว เพราะนี่จะเป็นจุดขายของประเทศในการดึงดูดการลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ ภาคเอกชนก็เป็นกังวลถึงการเปลี่ยนผ่านของอีอีซี เนื่องจาก ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาฯอีอีซี จะครบวาระในไตรมาส 3 ปีนี้ ก็ต้องรอความชัดเจนว่า ผู้ที่จะมารับไม้ต่อจะเป็นใคร หากเป็นผู้ที่มีความรู้และความเข้าใจงาน สามารถดำเนินการต่อได้ และได้รับการยอมรับจากภาคธุรกิจต่าง ๆ ก็จะได้รับเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติในการตัดสินใจมาลงทุนในอีอีซี

ขณะที่ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รายได้จากภาคการลงทุนยังถือเป็นเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไทยยังต้องเดินหน้าผลักดันให้เกิดการลงทุนในพื้นที่อีอีซี โดยยังมองว่านายคณิศจะยังได้ดำรงตำแหน่งต่อ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

รัสเซีย-ยูเครนทุบส่งออก Q2

นายสนั่นกล่าวเพิ่มเติมว่า มองแนวโน้มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศไทยในปี 2565 อาจจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ 3 สมมุติฐาน ระหว่าง 2.7-3.7% (ตามระยะเวลาที่สถานการณ์คลี่คลาย 3 เดือน-1 ปี) ปัจจัยหลักมาจากเรื่องรัสเซีย-ยูเครนที่อาจกระทบต่อภาคการส่งออกและการนำเข้าสินค้า ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้

จากที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากต้นทุนค่าระวางเรือที่สูง ขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ คาดว่าจะทำให้ส่งออกไทยปีนี้ขยายตัวลดลงเหลือประมาณ 4-5% นอกจากนี้ ปัญหาราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นที่กระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า ราคาสินค้า และส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อขยายตัวสูงสุด 4.5-5.5%

จี้รัฐเปิดประเทศ-เร่ง FTA อียู

นายสนั่นกล่าวว่า รัฐบาลควรพิจารณาเปิดประเทศให้เร็วขึ้น จากเดิมที่กำหนดไว้ 1 ก.ค. ควรเปิดในเดือน พ.ค. 2565 โดยปลดล็อกเงื่อนไขการเดินทางเข้าประเทศ ให้เหลือเพียงแค่การใช้ใบรับรองการฉีดวัคซีนเท่านั้น ขณะเดียวกัน ไทยต้องเร่งสร้างเครื่องมือที่จะช่วยภาคธุรกิจในการเดินหน้าการส่งออก

โดยเฉพาะการเร่งทำความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งตอนนี้ไทยดำเนินการล่าช้ามากแล้ว ขณะที่เวียดนามเจรจาเปิดเอฟทีเอไปแล้วกับ 56 ประเทศ แต่ไทยเปิดเอฟทีเอไปเพียง 20 ประเทศ ซึ่งเอกชนไทยที่ไปลงทุนเวียดนามสะท้อนว่าการผลิตและส่งออกจากเวียดนามไปอียูได้ประโยชน์มาก

พร้อมกันนี้ นายสนั่นกล่าวถึงการเตรียมจัดการประชุมหอการค้าทั่วประเทศ ประจำปี ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2565 โดยในปีนี้ได้เชิญ รองนายกรัฐมนตรี 4 ท่าน คือ นายวิษณุ เครืองาม, นายดอน ปรมัตถ์วินัย, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ปาฐกถาให้ภาพการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกมิติ หัวข้อ Ease of Doing Busines มุมมองกฎระเบียบและการค้าระหว่างประเทศ การดูแลราคาสินค้าค่าครองชีพ การลงทุนและด้านพลังงาน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อีอีซี เศรษฐกิจไทย