ธุรกิจพลังงานกำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นหลังวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบ ราคาก๊าซธรรมชาติ ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในรอบ 14 ปี และภาวะการแข่งขันที่รุนแรงแรงในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน จนทำให้กำไรในธุรกิจน้ำมัน ‘บางลง’
ตลอดจนภาวะเทคโนโลยีดิสรัปชั่น นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คนสู่ระบบดิจิตอลมากขึ้น
กลายเป็นแรงส่งให้ ผู้ประกอบการหลายรายมุ่งสู่การเพิ่มสัดส่วนรายได้และการทำกำไรในธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน ‘non-oil’ ซึ่งในกลุ่มนี้จะมีทั้งการต่อยอดสู่ธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีก ธุรกิจสุขภาพ ( health and wellness )
และโดยเฉพาะ การต่อยอดเข้าสู่ธุรกิจ’สินทรัพย์ดิจิทัล’ ซึ่งกำลังมาแรงในขณะนี้
ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2565 นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จีดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ว่า บริษัทฯ ได้จัดตั้ง Gulf International Investment Limited ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ100 โดยมีทุนจดทะเบียน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินธุรกิจและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล สินทรัพย์ดิจิทัล ธุรกิจเทคโนโลยีบล็อกเชน และบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์และธุรกิจดังกล่าวในต่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ กัลฟ์เพิ่งจะประกาศโครงการลงทุนในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ภายหลังจากที่ บริษัท กัลฟ์ อินโนวา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ GULF ถือหุ้น 100% ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ MOU กับไบแนนซ์ (Binance) เพื่อศึกษา และหาข้อสรุปว่าจะสามารถตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) ภายในไตรมาส 2 ปี 2565
และเบื้องต้นจะขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) และนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Broker) จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
ขณะที่ ธุรกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ของบริษัท ประกอบด้วยโครงการลงทุนใน บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) มีเป้าหมายเพื่อกระจายโครงสร้างธุรกิจ จากเดิมที่อยู่ในธุรกิจพลังงาน รวมถึงเป็นการขยายจากธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานไปยังธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล อีกทั้งช่วยเสริมสร้างฐานกำไรของบริษัท โดยคาดว่าจะรับรู้กำไรจาก INTUCH ปีละ 4.5-5 พันล้านบาทต่อปี และคาดว่าจะได้รับเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอปีละ 4 พันล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทตั้งงบลงทุน 5 ปี (2565-2569) มูลค่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการลงทุนในธุรกิจดิจิทัล 5% หรือ 5 พันล้านบาท คาดว่าในช่วง 3-5 ปีต่อจากนี้ สัดส่วนรายได้ของธุรกิจของบริษัทจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยธุรกิจไฟฟ้าจะลดลงเหลือ 80% ขณะที่ธุรกิจดิจิทัลจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 15%
ปรากฎการณ์ขยายการลงทุนสู่ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลยังมีเกิดขึ้นในกลุ่มพีทีจี ซึ่งนายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) เปิดเผยถึงแผนธุรกิจ 5 ปี (2565-2569) ว่าเตรียมแผนรุกธุรกิจนายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Broker) โดยร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศ 2 ราย จัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ บริษัท แมกซ์บิท ดิจิทัล แอสเซท จำกัด ซึ่ง PTG จะถือหุ้นในสัดส่วน 35%
และปัจจุบันอยู่ระหว่างวางแผนงานและหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน โดยมั่นใจว่าจะเป็นหนึ่งในการเพิ่มกำไรให้ธุรกิจ Non-oil เพิ่มขึ้นเป็น 50% ในปี 2569

อย่างไรก็ตาม ในส่วนภาครัฐล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้วาง “หลักการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในการจำกัดการให้บริการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางชำระค่าสินค้าและบริการ”(Means of Payment : MoP) ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565
โดยให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลให้บริการอยู่ก่อนแล้ว ให้ปฏิบัติให้เป็นไปตามที่หลักเกณฑ์กำหนด 6 ด้าน เช่น ไม่โฆษณา ไม่จัดทำระบบ ไม่เปิด Wallet ไม่ให้บริการโอนเงินบาท ไม่ให้บริการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล และ 6.ไม่ให้บริการอื่นใดที่มีลักษณะเป็นการสนับสนุน การรับชำระค่าสินค้าและบริการ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงิน ระบบเศรษฐกิจ รวมถึงความเสี่ยงต่อประชาชนหรือผู้ลงทุนและธุรกิจ
นับได้ว่า การขับเคลื่อนธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นประเด็นที่น่าติดตามต่อไปว่า ผู้ประกอบการจะปรับแผนธุรกิจอย่างไร เพื่อให้บริการตอบโจทย์วิถีชีวิตผู้บริโภคยุคใหม่ 4.0 และเพื่อให้สอดรับกับแนวทางรัฐที่มุ่งป้องกันผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ
