หอการค้าชี้ สงกรานต์ปีนี้ซึม เงินสะพัดลดลง 5.4% เหลือ 1.06 แสนล้านบาท เป็นผลมาจากค่าครองชีพราคาสินค้า น้ำมันแพง ทำคนงดเดินทางใช้จ่ายระวังขึ้น แต่เชื่อเศรษฐกิจไทยยังฟื้น ทั้งปีโต 3.5%
วันที่ 7 เมษายน 2565 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลสำรวจ พฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มองว่า
บรรยากาศสงกรานต์ปี 2565 ไม่สนุกสนาน ไม่คึกคักถึง 64% เนื่องจากประชาชนยังกังวลเรื่องของค่าครองชีพ ราคาสินค้า ราคาน้ำมันแพงขึ้น ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและส่วนหนึ่งมีหนี้สินเพิ่ม ทำให้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ประชาชนจะใช้จ่ายลดลง 45.1% ซึ่งเป็นการใช้จ่ายลดลงต่ำสุด ขณะที่ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโอมิครอนประชาชนคิดว่าอยู่กับโอมิครอนได้

ทั้งนี้ ส่งผลให้คาดว่าเงินจะสะพัดช่วงเทศกาลส่งกรานต์ปีนี้อยู่ที่ 106,772 ล้านบาท ลดลง 5.4% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 21.4% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2562 ซึ่งเป็นปีปกติก่อนที่จะมีปัญหาของโควิด-19 ซึ่งเป็นเม็ดเงินต่ำสุดในรอบ 10 นับตั้งแต่ปี 2556 ทำให้ส่งกรานต์ปีนี้ค่อนข้างที่จะซึม และก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเล่นสงกรานต์อย่างไร เนื่องจากต้องรอดูความชัดเจนจากรัฐบาลด้วย
สำหรับการวางแผนทำกิจกรรมท่องเที่ยวสงกรานต์ในปีนี้ ประชาชนส่วนใหญ่จะเล่นอยู่ในพื้นที่จังหวัดของตนเอง งดการเดินทางออกนอกพื้นที่ หรือเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดไกลๆ เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่มีการปรับราคาค่อนข้างสูงและความกังวลต่อโควิด-19 ส่งผลต่อข้อจำกัดในการจัดกิจกรรมช่วงเทศกาลสงกรานต์ ส่วนเงินที่ใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์ 78.3% ใช้เงินเดือนและรายได้
นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า สำหรับการฟื้นตัวเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ ศูนย์พยากรณ์ฯ มองว่าขยายตัวอยู่ในกรอบ 2.5-4% หรือขยายตัวได้ 3.5% แม้หลายหน่วยงานจะมีการประเมินว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำก็ตาม โดยมีปัจจัยจาก ประชาชนอยู่กับโอมิครอนได้ ส่งออกไทยขยายตัว 4-5% สงครามค่อยๆคลี่คลายแม้จะมีการสู้รบอยู่บ้าง

แต่มองว่าไตรมาส 2 จะดีขึ้น รัฐบาลผ่อนคลายการเข้าประเทศ การส่งเสริมการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังต้องการให้รัฐบาลขยายโครงการคนละครึ่งเฟส 5 โดยเริ่มในเดือนมิถุนายน 2565 จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ 45,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้
ส่วนสถานการณ์ด้านราคาน้ำมัน หากวิ่งอยู่ในระดับที่ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อเศรษฐกิจไทย และขณะนี้ สหรัฐมีการประกาศเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันฉุกเฉินออกมาใช้ ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะมีผลต่อราคาสินค้าเกษตรและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงกล้าในการจับจ่ายใช้สอย ในช่วงที่ภาคเอกชนยังคงประคับประคองสถานการณ์ราคาสินค้าและค่าครองชีพ ไม่ได้ปรับราคาสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อของประเทศและเมื่อสถานการณ์ราคาน้ำมันมีการผ่อนคลายลงเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวลดลงได้