คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ตั้งเป้าสร้าง SMEs และสตาร์ตอัพ หนุนเศรษฐกิจชาติยั่งยืน ชูจุดแข็งไม่จำเป็นต้องรอให้เรียนจบก็สามารถสร้างธุรกิจได้ตั้งแต่ตอนเรียน ตอบเทรนด์คนรุ่นใหม่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ เป็นศูนย์การสร้างนวัตกร มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรก SMEs
ผศ.ดร.เกรียงไกร สัจจะหฤทัย คณบดีคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจมหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) เปิดเผยว่า การสร้างเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูง เป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เก่งทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้สามารถก้าวขึ้นมาเป็น SMEs และสตาร์ตอัพที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
คณะมีความเชื่อมั่นในศักยภาพที่แตกต่างกันของคนรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการไทยทุกราย จึงมุ่งส่งเสริมให้นักศึกษาทุกคน และเมื่อทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา พวกเขาจะสามารถก้าวสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จได้

ด้วยการออกแบบหลักสูตรให้นักศึกษาทุกคนสามารถสร้างธุรกิจได้ตั้งแต่ยังเรียน เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ต้องการสร้างธุรกิจของตัวเอง หัวใจสำคัญของหลักสูตรคือการปลูกฝัง Entrepreneurial Mindset หรือจิตวิญญาณของการเป็นเจ้าของธุรกิจ และมอบประสบการณ์จริงผ่าน Project Based Learning ซึ่งหมายถึงการลงมือทำจริง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เรียนจบก็สามารถสร้างธุรกิจได้ตั้งแต่ตอนเรียน
โดยนักศึกษาจะได้ทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์ตรง และจิตวิญญาณของการเป็นเจ้าของธุรกิจ หลักสูตรไม่มีการสอบ แต่เน้นที่โปรเจ็กต์ ซึ่งช่วยให้โฟกัสกับการสร้างโปรเจ็กต์ธุรกิจได้อย่างเต็มที่ และรู้ได้ทันทีว่าอะไรที่เวิร์กหรือไม่เวิร์ก พร้อมสามารถปรึกษาโค้ชผู้เชี่ยวชาญได้ตลอดเวลา ผู้เรียนจะไม่ได้เก่งเพียงด้านเดียว และเก่งรอบด้านและลงลึกไปในการบริหารการเป็นผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนอย่างครอบคลุม เพื่อสร้างเมล็ดพันธุ์นวัตกรสู่ความสำเร็จ และบ่มเพาะให้เข้มแข็ง มีทั้งองค์ความรู้ สมรรถนะ และความเชื่อมั่นในตนเอง เพื่อให้ประสบความสำเร็จในระดับโลก การสนับสนุนแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ต้นน้ำ เปิดรับนักศึกษาทั้งที่มีไอเดียและยังไม่มีไอเดีย เพื่อให้ได้เรียนรู้และร่วมกันสร้างสรรค์
กลางน้ำ ด้วยเครือข่ายผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจที่แข็งแกร่งของมหาวิทยาลัย ผ่านหลักสูตรระยะสั้นต่าง ๆ เช่น A B C DF หรือ The Story พี่ ๆ ผู้ประกอบการเหล่านี้จะเข้ามาร่วมให้โจทย์ บ่มเพาะ และฝึกฝนนักศึกษาอย่างใกล้ชิด และปลายน้ำ สนับสนุนนักศึกษาจนสามารถดำเนินและสร้างธุรกิจได้จริง หรือหากยังไม่พร้อมเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็สามารถไปเป็นที่ปรึกษา, R&D หรือโปรเจ็กต์แมเนเจอร์ได้

ในด้านเงินทุน มีเงินสนับสนุนเบื้องต้นให้นักศึกษา โดยคณะสร้างเจ้าของธุรกิจ ได้รับการคัดเลือกจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ให้เป็นศูนย์การสร้างนวัตกร ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกที่ได้รับแต่งตั้ง รวมถึงการมีพาร์ตเนอร์และหน่วยงานภายนอก เช่น กองทุน Ted Fund (กองทุนเท็ด) ที่มีงบประมาณสนับสนุนใน Seed Stage 100,000 บาท และช่วง POC (จัดตั้งบริษัท) อีก 100,000 บาท
เมื่อจัดตั้งบริษัทก็มีทุนสนับสนุนโปรแกรม Proof of Concept (POC) ภายใต้โครงการยุววิสาหกิจเริ่มต้น จำนวน 1,500,000 บาท นักศึกษายังสามารถเข้าถึงกองทุนอื่น ๆ ได้ตามประเภทธุรกิจที่สนใจ ตัวอย่างเช่น โปรเจ็กต์ “Jacker” แพลนต์เบสจากขนุนอ่อน ที่ได้รับทุนจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จำนวน 100,000 บาท พร้อมที่ปรึกษามาช่วยบ่มเพาะ และเตรียมออกสู่ตลาดปลายปีนี้
สภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ และพลังบวกสู่เป้าหมาย

ผศ.ดร.เกรียงไกร กล่าวต่อว่า นักศึกษาของศรีปทุมไม่เพียงแต่ได้รับความรู้ในห้องเรียน แต่ยังได้ออกไปดูงานนอกสถานที่ มีโอกาสพูดคุยปรึกษาอาจารย์ได้ตลอดเวลา และได้รับ Connection ที่อาจารย์ช่วยเสริมให้สภาพแวดล้อมของ SPU คือ สภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ ที่ส่งเสริมให้นักศึกษาทุกคนก้าวไปสู่จุดสูงสุดในแบบของตนเอง ดังคอนเซ็ปต์ “I believe in you” การได้เรียนรู้ท่ามกลางเพื่อนร่วมชั้นที่มีไฟและเป้าหมายเดียวกัน ยังช่วยสร้างพลังบวกและผลักดันให้ทุกคนไปถึงเป้าหมายได้ไกลยิ่งขึ้น
ล่าสุดนักศึกษาปี 3 เปลี่ยนปัญหาลูกขนุนเป็นโอกาสทางธุรกิจ ผลสำเร็จของ มหาลัยแห่งนวัตกรรม ที่สอนให้เป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่ยังไม่จบเมื่อด้วยการนำเอาขนุนอ่อนมาสร้างมูลค่ากลายเป็นแพลนต์เบสมูลค่าหลักล้าน ภายใต้แบรนด์ JACKEN ของนักศึกษาจากคณะที่สร้างเจ้าของธุรกิจกำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการศึกษาไทย
“เราเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ไม่ควรรอให้เรียนจบแล้วค่อยไปทำธุรกิจ เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก ดังนั้นเราจึงสร้างหลักสูตรทันสมัยที่ให้นักศึกษาได้เรียนไปพร้อมกับทำธุรกิจไป ตั้งแต่วันแรก เป้าหมายใหญ่ของคณะคือการ สร้างฟันเฟืองเศรษฐกิจไทย การสร้างเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้เป็น SMEs และสตาร์ตอัพที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทย ถ้าเราสร้างผู้ประกอบการแข็งแกร่งได้ 100 คน พวกเขาจะสร้างงานให้คนอื่นอีกหลายพันคน และนี่คือวิธีที่เราผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพต่อประเทศต่อไป”