Skip to content

จุฬาฯ ผนึก ACT เปิดตัวแชตฟ้องโกง นวัตกรรมต้านคอร์รัปชั่นครั้งแรกของไทย

17 ก.ย. 2568 | 16:33น.
จุฬาฯ ผนึก ACT เปิดตัวแชตฟ้องโกง นวัตกรรมต้านคอร์รัปชั่นครั้งแรกของไทย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) หรือ ACT เปิดตัว “Corruption Watch-แชตฟ้องโกง ทันใจ” เครื่องมือดิจิทัลใหม่ล่าสุดที่เปิดโอกาสให้ประชาชนแจ้งเหตุสงสัยการทุจริตได้ทุกที่ทุกเวลา อย่างปลอดภัยและไม่เปิดเผยตัวตน

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทย ที่ทำให้ทุกคนมีพลังในการร่วมตรวจสอบความโปร่งใส ผ่านแชตบอต Line: @corruptionwatch ผ่านการเพิ่มเพื่อนและพิมพ์เบาะแส โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชน-คนธรรมดาทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย

รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ รองอธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มุ่งมั่นนำพลังวิชาการและนวัตกรรมดิจิทัลมาช่วยแก้ปัญหาสังคม การพัฒนา Corruption Watch คือการสร้างพื้นที่ใหม่ให้ประชาชนร่วมสอดส่องและแจ้งเบาะแสได้สะดวกและปลอดภัย เพื่อร่วมสร้างวัฒนธรรมโปร่งใสไปด้วยกัน

การพัฒนาเครื่องมือนี้สะท้อนเจตนารมณ์ในการสร้างระบบนิเวศต่อต้านคอร์รัปชั่นที่เปิดกว้าง ใช้งานได้จริงและตอบโจทย์ความต้องการของสังคม

“เครื่องมือนี้ไม่ใช่เพียงนวัตกรรมเทคโนโลยี แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริงเพื่อสร้างสังคมที่สุจริต เป็นธรรม และยั่งยืน มหาวิทยาลัยต้องนำงานวิจัยและวิชาการมาแก้ปัญหาสังคมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม” รศ.ดร.ศิริเดช ย้ำ

ประชาสังคม รวมพลังต่อต้านคอร์รัปชั่น

ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธาน ACT กล่าวเสริมว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นในไทยอยู่ในระดับวิกฤต เป็นการโกงที่หนักหนาและยากที่จะดูออก เป็นเครือข่ายที่ประชาชน-หน่วยงานรัฐล่าจับได้ยาก และสร้างผลกระทบต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง จึงจำเป็นต้องมีพลังใหม่ ๆ จากสังคมหรือภาคการศึกษาที่ต้องช่วยกันเปิดเผยว่าการโกงอยู่ตรงไหนได้บ้าง

สิ่งที่ภาคเอกชนและประชาสังคมมีมากที่สุดคือ การพยายามกระตุ้นเป็นพลังของสังคมให้เกิดการต่อต้านการโกงและคอร์รัปชั่น ผ่านการปลูกฝัง รณรงค์ให้คนรุ่นใหม่มีจิตสำนึกต่อต้านการโกง สิ่งที่ทำคือการเปิดโปงคดีโกง อยากเห็นคนไทยที่ไม่ยอมก้มหัว ให้ทุกภาคส่วนช่วยกันตรวจสอบ เพราะสิ่งที่ดีที่สุดคือการป้องกัน

ACT กำหนดนโยบายสาธารณะหรือวางแนวทางที่โปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ หรือ 3 ป. คือ ปลูกฝัง-เปิดโปง-ป้องกัน หัวใจของการปราบโกงคือทำให้ประชาชนมีพื้นที่ร้องเรียนอย่างปลอดภัย เมื่อมีคนฟังและนำไปแก้ไข ประชาชนก็พร้อมจะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

ฐิติวรดา เอกบงกชกุล ผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังฯ ป.ป.ช. กล่าวว่า เราจะทำอย่างไรมิให้เกิดความเสียหายที่ส่งผลกระทบต่อผืนดิน ทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการปราบปรามแล้วแต่ผลกระทบและความเสียหายก็เกิดขึ้นไปแล้วเช่นกัน ขณะนี้เห็นแนวโน้มคอร์รัปชั่นรูปแบบใหม่ ๆ ที่กำลังสร้างปัญหา ต้องสร้างระบบนิเวศเพื่อต่อต้านและป้องกันทุจริตในรูปแบบที่เท่าทันและเข้าถึงได้

“เราต้องร่วมมือกัน ต้องไม่หวงข้อมูล เพื่อที่จะได้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืนและต่อเนื่องมากขึ้น” ฐิติวรดา เสริม

แชตฟ้องโกง ทันใจ

รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค หัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า ได้ศึกษาเครื่องมือนวัตกรรมที่ให้พลัง (empowering) ประชาชนได้ จนเป็นแชตฟ้องโกง ทันใจ พัฒนาจากงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน เพื่อแก้ปัญหาระบบร้องเรียนที่ยังไม่สมบูรณ์ ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ง่าย รวดเร็ว และเข้าถึงได้ทุกคน สามารถส่งข้อความ ภาพ หรือเสียง พร้อมระบบปกป้องผู้แจ้งอย่างเข้มงวด

ฟังก์ชั่นหลัก 4 ด้านของเครื่องมือ Corruption Watch ประกอบด้วย แจ้งเบาะแสปลอดภัยโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน พร้อมสามารถแนบหลักฐานได้หลายรูปแบบ จัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ คัดกรองและส่งต่อให้หน่วยงานตรวจสอบอย่างมีระบบ ขยายผลเชื่อมโยงหลายภาคส่วน ส่งต่อข้อมูลไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. และสื่อภาคประชาชน

โดยมีผลลัพธ์สำคัญของการใช้งานเครื่องมือตั้งแต่ปี 2565-2568 (ข้อมูล ณ วันที่ 1 กันยายน 2568) เช่น มีผู้ใช้งานแจ้งเบาะแสแล้วกว่า 405 เรื่อง ส่งต่อให้สำนักงาน ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้วกว่า 108 เรื่อง เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์สาธารณะแล้วกว่า 245 เรื่อง และสร้างความร่วมมือกับเพจต้องแฉ ขยายผลจนเกิดการตรวจสอบและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม 36 เรื่อง

“คอร์รัปชั่นแก้ได้ แต่ไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องมีการติดตาม แก้ไขอย่างเป็นระบบ เป็นเส้นทางการเดินแบบมาราธอน จุฬาฯ ในฐานะหน่วยงานภาคการศึกษา จึงต้องเข้าไปสนับสนุนงานวิจัยเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม” รศ.ดร.ต่อภัสสร์ กล่าว

ด้าน วิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระดับชุมชน ทุกภาคส่วนล้วนตระหนักถึงการแก้ปัญหา พี่น้องประชาชนเจอปัญหาต่าง ๆ แต่โจทย์สำคัญคือ ต้องแก้ไขปัญหาและสร้างการตื่นตัวอย่างไร นี่เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ประชาชนรู้ตัวว่าต้องทำอะไรและอย่างไรก่อน

ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศ ทำให้ประชาชนตื่นตัวทำเรื่องเหล่านี้มากขึ้น โดยที่ผ่านมามีพัฒนาการดีขึ้น ครอบคลุม 3-4 มิติ ได้แก่ เชื่อมโยง-ประสานเครือข่ายเฝ้าระวัง, ทำแผนเพื่อการป้องกันแก้ไขคอร์รัปชั่นในแต่ละพื้นที่ และ จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกัน

“นี่คือโอกาสที่ภาคประชาสังคมและชุมชนท้องถิ่นจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการตรวจสอบการทุจริต สร้างวัฒนธรรมความโปร่งใสจากฐานรากของสังคมไทย ประชาชนจะมั่นใจว่าเสียงความเดือดร้อนจะดังไปถึงผู้มีอำนาจให้มาแก้ไข” วิชัย กล่าวทิ้งท้าย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ACT จุฬาฯ