จุฬาฯ ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ ขยายพันธกิจสู่ “มหาวิทยาลัยเพื่อสังคม” เปิด 3 คณะ-วิทยาลัย หนุนเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมชงรัฐบาลมองการศึกษาเป็นการลงทุน-เพิ่ม GDP
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยนโยบายการบริหารมหาวิทยาลัยภายใต้ยุทธศาสตร์เติบโตรอบทิศ มีนิสิตเป็นศูนย์กลาง พร้อมประกาศก้าวใหม่ด้วยการเพิ่มยุทธศาสตร์ “จุฬาฯ เติบโตท่วมท้น มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ที่ให้น้ำหนักกับพันธกิจเพื่อสังคม (CU Social Engagement) อย่างเต็มตัว
โดยมุ่งพัฒนาการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างบัณฑิตที่รับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ได้ ควบคู่กับการนำองค์ความรู้ไปสร้างประโยชน์แก่สังคมในวงกว้าง
ศ.ดร.วิเลิศขยายความถึงปรัชญาการศึกษาของมหาวิทยาลัยว่า การเรียนรู้ในยุคนี้ไม่ได้หมายความเพียงการสะสมความรู้ เพราะความรู้ล้าสมัยได้ตามกาลเวลา สิ่งที่สำคัญกว่าคือปัญญา (Wisdom) ในการวิเคราะห์และรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ
“การเรียนรู้ที่ดีไม่ได้เกิดแค่ในมหาวิทยาลัย มันเกิดขึ้นทุกขณะ นั่นคือ Lifelong Moment”
ยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาของจุฬาฯ ไม่จำกัดเฉพาะนิสิตในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ขยายออกไปถึงประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในฐานะที่ตนดำรงตำแหน่งประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ด้วย
เปิดตัว 3 คณะ-วิทยาลัยใหม่
ในปีนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งคณะและวิทยาลัยใหม่ 3 แห่ง สะท้อนวิสัยทัศน์ที่มุ่งให้การศึกษามีความยืดหยุ่น ทันสมัย และตอบโจทย์ทั้งสังคมและประเทศ
แห่งแรกคือ “วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน” หรือ Chula XL (College of Extension School and Lifelong Learning)
ทำหน้าที่พัฒนาระบบการเรียนรู้สำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ผ่านหลักสูตรที่เข้าถึงง่าย ทั้งในรูปแบบออนไลน์ ออนไซต์ หลักสูตรระยะสั้น และระบบคลังหน่วยกิตที่สะสมและต่อยอดได้ รวมถึงเปิดพื้นที่สยามสแควร์ให้เกษตรกร คนพิการ และแรงงานใช้ฟรี
แห่งที่สองคือ “คณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ” พัฒนาต่อยอดจากสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร มุ่งผลิตเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) และผู้ประกอบการด้านการเกษตร (Agripreneur) ที่สร้างงานวิจัยและนวัตกรรมแบบสหศาสตร์ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการตลาด เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมความมั่นคงทางอาหารในระดับสากล
แห่งที่สามคือ “วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการแห่งจุฬาฯ” ซึ่งปรับเปลี่ยนมาจาก บัณฑิตวิทยาลัยเดิม มุ่งเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านการศึกษาสหวิทยาการแบบบูรณาการ ครอบคลุมตั้งแต่ปริญญาตรีถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยผสานองค์ความรู้หลากศาสตร์กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะสูงและแก้ปัญหาสังคมได้จริง

ยาภูมิคุ้มกันบำบัด-วัคซีนมะเร็ง
สำหรับความคืบหน้า งานวิจัยด้านการแพทย์ที่คณะแพทยศาสตร์กำลังดำเนินการอยู่ เกี่ยวกับ “ยาภูมิคุ้มกันบำบัด” เป็นยาที่ไม่ได้ฆ่าเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่ทำงานโดยการเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้กลับมาทำหน้าที่ได้ตามปกติ
ขณะนี้อยู่ในขั้นวิจัย โดย ศ.ดร.วิเลิศย้ำหลักการ Research and Development ว่าต้องดำเนินไปควบคู่กัน เพราะปัญหาในไทยมักติดอยู่ที่การวิจัยโดยไม่ต่อยอดเป็นนวัตกรรม หรือพัฒนานวัตกรรมโดยขาดฐานข้อมูลวิจัยรองรับ สำหรับรายละเอียดแบบเจาะลึกจะเปิดเผยอีกครั้งในอนาคต
เสนอ Certified Press สร้างมาตรฐานข่าวน่าเชื่อถือ
ในงานพบปะสื่อมวลชนวันเดียวกัน ศ.ดร.วิเลิศยังเสนอแนวคิด Certified Press/Certified News ซึ่งเกิดจากการพูดคุยกับนักข่าวในงาน โดยเสนอให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับรองข่าวสาร เพื่อให้ประชาชนสามารถแยกแยะข่าวที่น่าเชื่อถือออกจากข่าวปลอมได้ง่ายขึ้น ผ่านระบบโลโก้หรือสัญลักษณ์รับรอง
“ข่าวปลอมมีเยอะแยะ คนรับสื่อไม่มีเวลาตรวจสอบ เราจึงต้องทำงานร่วมกัน”
แนวคิดนี้ยังอยู่ในขั้นรับฟังความคิดเห็น หากสื่อมวลชนเห็นด้วย จุฬาฯ พร้อมพัฒนาต่อ โดยจะนำศาสตร์ต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยมาสนับสนุน ทั้งนิเทศศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ตลอดจนเทคโนโลยีและ AI เพื่อให้การทำงานรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น
ฝากรัฐบาลชุดใหม่ มองการศึกษาเป็นการลงทุน
ศ.ดร.วิเลิศยังฝากข้อเสนอถึงรัฐบาลชุดต่อไปในหลายประเด็นสำคัญ โดยระบุว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้มีหน้าที่แค่มอบปริญญา แต่คือพื้นที่แห่งการเรียนรู้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนทั้งประเทศ
พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมองกระทรวงศึกษาและ อว. ในฐานะ “กระทรวงเศรษฐกิจ” เพราะการดึงนักศึกษาต่างชาติมาเรียนในไทย สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้หลายล้านบาท
และยังย้ำว่า งบประมาณด้านการศึกษาไม่ควรวัดแค่จำนวนนักศึกษา แต่ต้องมองบทบาทที่กว้างขึ้น เพราะวันนี้จุฬาฯ ไม่ได้รับใช้แค่เยาวชน แต่รับใช้คนทั้งประเทศผ่าน Chula XL และแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์และออฟไลน์ที่เปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
“วันนี้ต้องมองเรื่องของการศึกษาเป็นเรื่องของการพัฒนาประเทศชาติ และเป็นการสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศไทยมี GDP มากขึ้น และนั่นคือการสร้างรายได้ควบคู่ไปกับการพัฒนาให้การศึกษาทัดเทียมระดับนานาชาติ”