ข้อเสนอแนะกรุงเทพฯ ยกระดับเศรษฐกิจสูงวัย
19-pok
ปัญหาสังคมสูงวัยเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อทุกช่วงวัย และการบริการจากภาครัฐเพียงลำพังไม่เพียงพอต่อการสร้างความยั่งยืน “ข้อเสนอแนะกรุงเทพฯ” (Bangkok Recommendations) จึงถูกตั้งขึ้นเป็นกรอบอ้างอิงร่วมกันสำหรับการสานต่อความร่วมมือและพัฒนาเชิงนโยบาย ซึ่งผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายสามารถนำไปปรับใช้ได้
ครอบคลุม 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การดูแลระยะยาวและระบบการดูแลโดยชุมชน, มาตรฐานการดูแลแรงงานและระบบประกันสังคม, ความยั่งยืนทางการเงินและการระดมทรัพยากรสำหรับการดูแลชุมชน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับทุกเพศทุกวัยและข้อเสนอแนะกรุงเทพฯ (Bangkok Recommendations)
ผศ.ดร.รักชนก คชานุบาล คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ข้อเสนอแนะกรุงเทพฯ ถือเป็นจุดอ้างอิงสำหรับการสานต่อการหารือและความร่วมมือ โดยสาระสำคัญจากการประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้คือ บทบาทของชุมชนในฐานะแพลตฟอร์มการดูแล

แม้นโยบายระดับชาติและกรอบสากลจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง แต่การขับเคลื่อนให้เกิดผลจริงต้องพึ่งพาความสัมพันธ์และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับท้องถิ่น ซึ่งการส่งเสริมความยืดหยุ่นของชุมชน การสนับสนุนผู้ดูแล การพัฒนาการเงินที่ยั่งยืน และการนำนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ ล้วนเป็นแนวทางสำคัญที่ผู้เข้าร่วมการประชุมเน้นย้ำร่วมกัน
ขณะที่ รศ.ดร.รัตติยา ภูละออ ผู้อำนวยการ CU-COLLAR วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ำถึงความสำคัญของการยกระดับทรัพยากรบุคคลในระบบการดูแล โดยระบุว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่แค่เวทีนำเสนอปัญหา แต่เป็นพื้นที่ร่วมกันกำหนดก้าวต่อไป ทั้งในแง่การเสริมพลังแรงงานด้านการดูแล (Care Economy) การสร้างมาตรฐานการคุ้มครองผู้ดูแล และการเชื่อมโยงประสบการณ์ภาคสนามกับนโยบายระดับสูงที่ตอบสนองและครอบคลุม

นอกจากนี้ยังได้เพิ่มเติมถึงบทบาทของ CU-COLLAR ว่า ก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับกระทรวงแรงงาน และทำงานใกล้ชิดกับศูนย์วิจัยแรงงานแห่งชาติ มีพันธกิจหลักในการเปลี่ยนมุมมองต่อคำว่า “แรงงาน” ให้ครอบคลุมถึงทุกคนที่พร้อมจะทำงาน รวมถึงการพัฒนาฐานข้อมูลแรงงาน สร้างความรู้ความเข้าใจในประเด็นสิทธิแรงงานและระบบประกันสังคมให้แก่ประชาชนทั่วไป
พร้อมทั้งผลักดันนโยบายที่เชื่อมโยงคุณภาพชีวิตในปัจจุบันกับความมั่นคงในอนาคต เพื่อให้ทุกคนสามารถทำงานและดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและยั่งยืน
ด้าน ผศ.ดร.ดารารัตน์ อานันทนะสุวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) เผยว่า สิ่งที่ทุกฝ่ายเรียนรู้ร่วมกันคือความซับซ้อนของการขับเคลื่อนระบบการดูแลโดยชุมชน โดยเฉพาะเมื่อบริบทวัฒนธรรม ภูมิหลัง และโครงสร้างทางสังคมมีความแตกต่างกันมากในแต่ละประเทศ จึงไม่มีสูตรสำเร็จเดียว แต่ต้องเน้นความยืดหยุ่น การมีส่วนร่วม การประสานงาน และที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนาศักยภาพของคนในระดับท้องถิ่น เพื่อให้ระบบนี้เกิดขึ้นจริง

นอกจากนี้ภาคีจากองค์การระหว่างประเทศยังสะท้อนถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงกรอบการดำเนินงานระดับโลกเข้ากับความเป็นจริงในระดับพื้นที่
และ อธิภัทร วรางคนันท์ นักวิเคราะห์โครงการด้านประชากรและการพัฒนา UNFPA ประเทศไทย ย้ำถึงความสำคัญของแนวทาง “Life Course Approach”คือการเตรียมรับมือกับภาวะสูงวัยตั้งแต่ก่อนวัยชรา เพื่อให้สังคมพร้อมรับมือได้อย่างรอบด้านและครบทุกมิติ

ในโอกาสนี้ผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้กล่าวถึงข้อเสนอแนะใน 4 ประเด็นเร่งด่วน ได้แก่ การพัฒนาระบบการดูแลโดยชุมชน โดยชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีชมรมผู้สูงอายุกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศที่เป็นทรัพยากรสำคัญในการดูแลกลุ่มเปราะบาง, การพัฒนามาตรฐานและแรงจูงใจสำหรับดูแลแรงงาน, การจัดสรรงบประมาณระยะยาวโดยให้ท้องถิ่นมีบทบาทออกแบบระบบตามบริบทของตนเอง และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและยืดหยุ่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุโดยตรงและต้องการการตอบสนองจากชุมชนและภาครัฐอย่างรวดเร็ว
พร้อมระบุแนวทางขับเคลื่อนผลลัพธ์จากการประชุมไปสู่การปฏิบัติจริง ทั้งการพัฒนา Day Care Center สำหรับผู้สูงอายุในชุมชน, การสร้างมาตรฐานผู้ดูแล, การผลักดันนวัตกรรมดิจิทัลและ AI เพื่อเสริมการดูแลที่บ้าน รวมถึงการสร้างโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) ให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งผู้สูงอายุและคนทำงานในชุมชน โดยจะดำเนินการผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันวิชาการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ องค์กรระหว่างประเทศ องค์กรสหประชาชาติ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
ข้อเสนอแนะกรุงเทพฯ เป็นความร่วมมือระดับนานาชาติในการเตรียมความพร้อมรับมือสังคมสูงวัย ผ่านการสร้างระบบการดูแลที่ยืดหยุ่น ครอบคลุม และขับเคลื่อนโดยชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและสร้างสังคมที่พร้อมสำหรับทุกช่วงวัยในอนาคต