Skip to content

คุณหญิงกัลยา เปิดวิสัยทัศน์ ปี’65 ปฏิรูปการศึกษา เดินหน้า 7 โครงการ

24 ม.ค. 2565 | 17:18น.
คุณหญิงกัลยา เปิดวิสัยทัศน์ ปี’65 ปฏิรูปการศึกษา เดินหน้า 7 โครงการ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เปิดวิสัยทัศน์ ปี 2565 เร่งปฏิรูปการศึกษา เดินหน้า 7 โครงการสำคัญ เตรียมงานใหญ่ผลักดันสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นองค์กรหลักด้านการศึกษา ปรับหลักสูตร จากกลุ่มสาระวิชาเป็นหลักสูตร “ฐานสมรรถนะ” เรียนแล้วตอบโจทย์ แก้ไขปัญหาได้

วันที่ 24 มกราคม 2565 ที่กระทรวงศึกษาธิการ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวเปิดวิสัยทัศน์ ปี 2565 เร่งปฏิรูปการศึกษา คิดใหม่ ทำใหม่ รับมือความท้าทาย หนุนสร้างเด็กไทย สู่พลเมืองโลก

โดย ดร.คุณหญิงกัลยากล่าวว่า ในปี 2565 การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อปฏิรูปการศึกษาไปสู่ตัวผู้เรียน หลายประเด็นมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้านโดยเฉพาะสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบใหญ่ต่อการศึกษา ในฐานะที่กำกับสภาการศึกษา (สกศ.) เตรียมผลักดัน สกศ.เป็นองค์กรหลักด้านการศึกษา โดยในปีนี้มีงานหลักที่สำคัญคือการปรับเปลี่ยนหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ จากกลุ่มสาระวิชาเป็นหลักสูตร “ฐานสมรรถนะ”

ซึ่งหลักสูตรนี้ก็คือเรียนแล้วต้องตอบโจทย์ นำมาแก้ปัญหา สร้างเศรษฐกิจให้กับตนเองและครอบครัวได้ และจะยังขับเคลื่อนนโยบายผ่าน 3 กลไกนั่นก็คือ ความทันสมัย-เท่าเทียม-และยั่งยืน เพราะถือเป็นหัวใจในการพัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพและเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ รวมถึงสร้างให้เป็นพลเมืองโลก พร้อมเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาทั้งทางด้านโครงสร้าง และการปฏิรูปไปสู่ตัวผู้เรียนโดยตรง เพื่อวางรากฐานการศึกษาไทยให้สอดรับกับโลกในศตวรรษที่ 21 และในอนาคต

“ดิฉันเป็นรัฐมนตรีช่วยฯ กว่า 3 ปี ปีนี้จะก้าวสู่ปีที่ 4 ซึ่งจะยังเร่งเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาไปสู่ตัวผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ต้องขอบคุณทุกภาคส่วนที่ช่วยผลักดันนโยบายหลายเรื่องให้มีความคืบหน้าและเป็นรูปธรรม วันนี้การปฏิรูปการศึกษาไทยต้องคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อรับมือกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งเรื่องการตราร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ….. ซึ่งผ่านวาระ 1 ไปแล้ว และอยู่วาระ 2-3 ที่รัฐสภา

คาดว่าในปีนี้คงได้นำมาใช้ ทำให้เราจะต้องปรับเปลี่ยนทิศทางของการศึกษาไทยที่มีเป้าหมาย และทำตามความคาดหวังของประชาชน มีการปรับเปลี่ยนหลักสูตร และวิธีการเรียนการสอนภายใต้สถานการณ์โควิด รวมถึงการจัดหา Smart Devices ของกระทรวงศึกษาฯ เพื่อใช้ในการเรียน Online มาให้โรงเรียนหรือนักเรียนที่ยังขาดแคลน ผ่านคณะกรรมการโค้ดดิ้งแห่งชาติที่ดิฉันได้เป็นผู้ผลักดันให้เกิดขึ้นและขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ในฐานะรองประธานคณะกรรมการ ซึ่งทุกอย่างเป็นความท้าทาย แต่ไม่เคยท้อถอยและมั่นคงในแนวทางที่จะนำไปสู่เป้าหมาย”

คุณหญิงกัลยากล่าวต่อว่า กระทรวงศึกษาฯภายใต้การกำกับดูแลของตนจะยังมุ่งขับเคลื่อนโยบาย และเร่งเดินหน้ารวมถึงต่อยอดใน 7 โครงการสำคัญต่อเนื่อง นั่นก็คือ

1.โครงการ Coding For All ที่จะเดินหน้าขยายผล ขับเคลื่อน ทุกภาคส่วน เพื่อกระจายการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ และทุกช่วงวัย ซึ่ง Coding คือทักษะที่เด็กไทยและคนไทยทุกคนต้องมี เราจะมี coding สำหรับคนตกงาน สำหรับชาวนา เกษตรกร ฯลฯ เราจะผลักดันให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาได้ทุกสถานการณ์

2.โครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ที่ได้เริ่มขยายผลสู่ชุมชน ปัจจุบันได้เปิดสอนหลักสูตร “ชลกร” รุ่นที่ 1 ไปแล้ว เพื่อปั้นนักบริหารจัดการน้ำในชุมชน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีจะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ มีเป้าหมายคือการช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีน้ำกิน น้ำใช้ แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน และวันนี้ก้าวหน้าไปมาก จนสามารถสร้างผู้ประกอบการเกษตรยุคใหม่ ให้มีรายได้ระหว่างเรียน และจบมามีงานทำ รวมถึงบางวิทยาลัยยังสามารถสร้างผลผลิตที่ส่งออกไปจำหน่ายได้ด้วย ถือเป็นโมเดลในการสร้างเสริมเศรษฐกิจฐานราก สร้างความมั่นคงด้านอาหารและส่งเสริมให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะในยามที่โลกเกิดวิกฤต

3.โครงการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แนวสร้างสรรค์ ผ่านสื่อร่วมสมัย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมฝึกให้มีการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งได้ใช้เวลากว่า 2 ปีเศษที่พยายามจะทำการอ่านเขียนเรียนประวัติศาสตร์ให้สนุกด้วยการใช้ AR เข้ามาช่วย หรือจะเป็นการสนับสนุนเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากธนบัตร ตอนนี้มีการจัดทำวิดีโอมากกว่า 10 ตัว เพื่อให้คุณครูนำไปใช้สอน เพื่อให้การเรียนประวัติศาสตร์ไม่น่าเบื่อ

4.โครงการสร้างมิติใหม่การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ผสานศาสตร์และศิลป์ เปลี่ยน STEM เป็น STEAM มีโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาสให้นักเรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างกว้างขวาง เน้นการปฏิบัติ ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน

5.โครงการการศึกษาที่เท่าเทียม สร้างโอกาสให้เด็กด้อยโอกาสและพิการ พัฒนาทักษะชีวิตผ่านการเรียนรู้ การศึกษาไทยจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

6.โครงการอาชีวะฐานวิทย์ สร้างวิชาชีพคนไทยรุ่นใหม่ป้อนคนสู่ภาคอุตสาหกรรม ตอบรับโลกดิจิทัล

7.โครงการยกระดับการศึกษารอบด้าน เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน ปรับการประเมินผล เพื่อให้เป็นไปตามรูปแบบที่สอดรับกับโลกปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังได้มีการเปิดตัวคณะที่ปรึกษาและคณะทำงานคนรุ่นใหม่ และทีมผู้เชี่ยวชาญหลากหลายด้านซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ นำโดยนายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา,นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย, รองศาสตราจารย์ดนุวัศ สาคริก, นายเมธี อรุณ (เมธี ลาบานูน), นายเมธวิน อังคทะวานิช เป็นต้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การศึกษา