คุณและโทษ ปรับเงินเดือน-เลื่อนตำแหน่ง-
คอลัมน์ HR Corner
โดย ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ http://tamrongsakk.blogspot.com
มีกิจกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องการปรับขึ้นเงินเดือนสำหรับองค์กรต่าง ๆ อยู่ 2 เรื่อง
เรื่องที่หนึ่ง คือ การขึ้นเงินเดือนประจำปีพนักงาน ซึ่งมักจะทำกันปีละครั้ง โดยการประเมินจากผลการปฏิบัติงาน แล้วบริษัทจะพิจารณาขึ้นเงินเดือนไปตามผลงานของพนักงานแต่ละคน ซึ่งปกติจะมีเปอร์เซ็นต์การขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยกันอยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี (เราขึ้นเงินเดือนกันปีละประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์กันมาเกิน 10 ปีแล้วล่ะครับ ปีหน้าผมก็คาดว่าเปอร์เซ็นต์การขึ้นเงินเดือนก็คงอยู่เท่านี้แหละ)
ผมเคยเขียนเรื่อง “การขึ้นเงินเดือนประจำปีไม่ใช่ความก้าวหน้า” ไว้แล้ว (ใครสนใจก็ไปเสิร์ชหาคำนี้ในกูเกิลอ่านดูนะครับ จะได้เข้าใจสัจธรรมเรื่องนี้ได้ดีขึ้น)เรื่องที่สอง คือ การปรับเงินเดือนขึ้นเมื่อพนักงานได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น มีความรับผิดชอบที่สูงขึ้น ซึ่งค่าเฉลี่ยในตลาดส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกิน midpoint ของกระบอกถัดไป (ในกรณีที่บริษัทนั้น ๆ มีโครงสร้างเงินเดือน)
เมื่อมองจากวัตถุประสงค์ของการปรับเงินเดือนทั้ง 2 กรณีแล้ว จะเห็นว่ามีบริบทที่แตกต่างกันนะครับ
การขึ้นเงินเดือนประจำปีจะดูจากผลการปฏิบัติงานของพนักงานว่า ปีที่ผ่านมาทำงานได้ดี หรือไม่อย่างไร ถ้าที่ไหนมีระบบตัวชี้วัดผลงาน หรือ KPI (หรือเดี๋ยวนี้บางที่จะเรียก BSC-balanced scorecard หรือจะเรียก OKR-objectives & key result ผมถือว่าเป็นกลุ่มเดียวกันนะครับ เพราะทุกอย่างก็มาจาก MBO-management by objectives ของคุณปู่ปีเตอร์ดรักเกอร์ แหละครับ) หรือประเมินผลงานแบบจิตสัมผัส (rating scale) ก็จะดูว่าพนักงานคนนั้น ๆ มีผลการทำงานเป็นอย่างไร เข้าตาหัวหน้ามากน้อยแค่ไหน แล้วก็ขึ้นเงินเดือนกันไป แต่พนักงานยังคงทำงานเหมือนเดิมและอยู่ในตำแหน่งเดิม
ส่วนการปรับเงินเดือนเมื่อเลื่อนตำแหน่ง แม้ว่าจำเป็นจะต้องดูผลการประเมินประกอบด้วยก็ตาม แต่จะมีความแตกต่างจากการได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี คือ ตัวพนักงานจะต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มสูงมากขึ้น ตามตำแหน่งที่ขยับเลื่อนขึ้นไป และถือว่าเป็นความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของพนักงานคนนั้น
ท่านลองคิดดูสิครับว่า ถ้าเราได้รับการขึ้นเงินเดือนประจำปี กับการได้รับการปรับเงินเดือนเมื่อเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นนั้น อย่างไหนจะทำให้เรารู้สึกภาคภูมิใจมากกว่ากัน ?
เมื่อเข้าใจเรื่องที่ผมพูดมาข้างต้นแล้ว เราลองกลับมาดูว่าปัจจุบันในองค์กรของท่านมีการปฏิบัติเกี่ยวกับการขึ้นเงินเดือนประจำปี และการปรับเงินเดือนเมื่อเลื่อนตำแหน่งกันยังไงกันบ้าง
จะพบวิธีปฏิบัติอย่างนี้ครับ
1.บางบริษัทนำการขึ้นเงินเดือนประจำปีกับการปรับเงินเดือนเมื่อเลื่อนตำแหน่งมาไว้รวมเป็นก้อนเดียวกัน และจัดให้การขึ้นเงินเดือนประจำปี และการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งอยู่ในเวลาเดียวกัน เช่น พิจารณารวมกันในเดือนธันวาคมของทุกปี
เวลาจะชี้แจงกับพนักงานว่าได้รับการขึ้นเงินเดือนกี่เปอร์เซ็นต์ และปรับเงินเดือนเมื่อเลื่อนตำแหน่งกี่เปอร์เซ็นต์ ก็จะชี้แจงไม่ได้ เช่น สมมุติปีนี้บริษัทมีงบประมาณขึ้นเงินเดือนประจำปีเฉลี่ย 5 เปอร์เซ็นต์ และบริษัทมีหลักเกณฑ์การปรับเงินเดือนเมื่อเลื่อนตำแหน่ง 10 เปอร์เซ็นต์
แต่พอมาทำให้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน จะทำให้พนักงานที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งได้เปอร์เซ็นต์การปรับเงินเดือนรวมทั้งสองอย่างเท่ากับ 10 เปอร์เซ็นต์
พอพนักงานถามหัวหน้าว่าพอจะแยกให้ดูได้ไหมว่า เขาได้รับการขึ้นเงินเดือนประจำปีกี่เปอร์เซ็นต์ และได้รับการปรับเงินเดือนเนื่องจากเลื่อนตำแหน่งกี่เปอร์เซ็นต์ ผู้บริหารจะบอกว่า…มันก็รวม ๆ กันอยู่ในก้อนนั้นแหละ
ลองคิดแบบ “ใจเขา-ใจเรา”ดูสิครับ ว่าพนักงานที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งจะรู้สึกอย่างไร
2.บางบริษัทจะแยกการขึ้นเงินเดือนประจำปีออกจากการเลื่อนตำแหน่ง เช่น ขึ้นเงินเดือนประจำปีมีผลทุกเดือนมกราคม ส่วนการเลื่อนตำแหน่งและปรับเงินเดือนให้กับพนักงานที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งจะมีผลเดือนกรกฎาคมของทุกปี
ถ้าถามผมว่าเห็นด้วยกับข้อ 1 หรือข้อ 2 ก็ขอตอบจากประสบการณ์ ดังนี้ครับ
1.ถ้าจะรวมการขึ้นเงินเดือนประจำปีไว้กับการเลื่อนตำแหน่งให้อยู่ในเดือนเดียวกัน ก็ควรจะแยกงบประมาณทั้ง 2 ตัวนี้ออกจากกันให้ชัดเจน เช่น พนักงานมีผลการปฏิบัติงานเกรด B ได้รับการขึ้นเงินเดือน 8 เปอร์เซ็นต์ และได้รับการเลื่อนตำแหน่งได้รับการปรับเงินเดือนเนื่องจากเลื่อนตำแหน่ง 10 เปอร์เซ็นต์ รวมเป็น 18 เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้จะทำให้สามารถชี้แจงพนักงานได้ชัดว่า พนักงานได้รับ rewards ในเรื่องไหนเท่าไหร่ (กี่เปอร์เซ็นต์)
2.ควรแยกการขึ้นเงินเดือนประจำปีออกจากการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง โดยทำตามแนวทางข้อ 2 ข้างต้น เพราะจะไม่ทำให้ผู้บริหารนำเอาเรื่อง 2 เรื่องที่บริบทต่างกันมาไว้ในคราวเดียวกัน และจะทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกที่ดีว่าได้รับการยอมรับ และไว้วางใจจากฝ่ายบริหารให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น
แตกต่างจากการขึ้นเงินเดือนประจำปี ซึ่งมีการพิจารณากันไปตามผลการปฏิบัติงานตามปกติ ไม่ได้เป็นเรื่องของการให้การยอมรับ และไว้วางใจให้พนักงานดำรงตำแหน่งสูงขึ้นแต่อย่างใด
ตรงนี้ก็ได้แต่เพียงเป็นการแชร์ไอเดียจากประสบการณ์ของผมเท่านั้น ส่วน HR หรือผู้บริหารองค์กรใดจะเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร ก็คงแล้วแต่การตัดสินใจของผู้บริหารในองค์กรนั้น ๆ
ผมเลยขอตบท้ายด้วยคำสอนของอดีตนายเก่าผมท่านหนึ่งที่ผมเคารพนับถือว่า….ก่อนให้ คิดให้ดี ให้แล้วต้องเป็นบุญคุณ ถ้าให้แล้ว ผู้รับไม่รู้สึกว่าเป็นบุญคุณ ก็อย่าให้ ไม่งั้นการให้นั้นจะสูญเปล่า
อย่าเสียน้อย เสียยาก…เสียมาก เสียง่าย เลยครับ
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
