เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปั้น ‘เมืองทอง’ ฮับไมซ์ เปิดทางดึงอีสปอร์ต–อีเวนต์โลก
Business ปั้น ‘เมืองทอง’ ฮับไมซ์ เปิดทางดึงอีสปอร์ต–อีเวนต์โลก
INNOPOWER ผนึก Triple Dot รุก Data-AI ยกระดับภาคอุตสาหกรรม
Biz Movement INNOPOWER ผนึก Triple Dot รุก Data-AI ยกระดับภาคอุตสาหกรรม
ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND
สงขลาวาง 3 มาตรการ แก้รถติดด่านสะเดาใหม่ ฟื้นเศรษฐกิจชุมชนด่านนอก
เศรษฐกิจภูมิภาค สงขลาวาง 3 มาตรการ แก้รถติดด่านสะเดาใหม่ ฟื้นเศรษฐกิจชุมชนด่านนอก
‘เนื้อแท้’ แจงวิกฤตกระแสเงินสด รับขยายสาขาเร็วเกินไป เคลียร์เงินเดือนครบแล้ว
Business ‘เนื้อแท้’ แจงวิกฤตกระแสเงินสด รับขยายสาขาเร็วเกินไป เคลียร์เงินเดือนครบแล้ว
คจร.เคาะแผนแก้ปัญหารถติด “ถนนวิทยุ-พระรามที่ 4”
Economic คจร.เคาะแผนแก้ปัญหารถติด “ถนนวิทยุ-พระรามที่ 4”
สสส. – DPU – สอศ. ปั้นเยาวชนอาชีวะสู่นักสื่อสารสุขภาวะ
Uncategorized สสส. – DPU – สอศ. ปั้นเยาวชนอาชีวะสู่นักสื่อสารสุขภาวะ
ร่าง พ.ร.บ. แรงงานใหม่ กับโจทย์ใหญ่ผู้ประกอบการ เพิ่มสิทธิอย่างไร ไม่ให้ธุรกิจแบกต้นทุน
Economic ร่าง พ.ร.บ. แรงงานใหม่ กับโจทย์ใหญ่ผู้ประกอบการ เพิ่มสิทธิอย่างไร ไม่ให้ธุรกิจแบกต้นทุน
คนไทยยืนหนึ่งใช้ Gemini เรื่อง ‘ไลฟ์สไตล์’ ชอบหาไอเดียแต่งบ้าน-สูตรอาหารเริ่ด ๆ
Tech คนไทยยืนหนึ่งใช้ Gemini เรื่อง ‘ไลฟ์สไตล์’ ชอบหาไอเดียแต่งบ้าน-สูตรอาหารเริ่ด ๆ
Yell ขยายเครือข่ายธุรกิจในเอเชีย เปิดออฟฟิศที่ 8 นครเฉิงตู หนุนผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดจีน
Biz Movement Yell ขยายเครือข่ายธุรกิจในเอเชีย เปิดออฟฟิศที่ 8 นครเฉิงตู หนุนผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดจีน
ดูทั้งหมด

EUDR เปิดแต้มต่อยางไทย EU จัด “Low Risk” ตรวจเพียง 1% เหนือคู่แข่งอาเซียน

15 ก.ค. 2569 | 10:06น.

กฎระเบียบด้านสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป หรือ EUDR กำลังกลายเป็น “แต้มต่อใหม่” ของอุตสาหกรรมยางพาราไทย หลังประเทศไทยได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำ หรือ Low Risk ส่งผลให้ผู้นำเข้าสินค้าจากไทยสามารถใช้กระบวนการตรวจสอบแบบผ่อนปรน และมีอัตราการตรวจสอบเพียง 1%

สถานะดังกล่าวทำให้ไทยได้เปรียบคู่แข่งสำคัญในอาเซียนอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงมาตรฐาน หรือ Standard Risk ต้องดำเนินการตรวจสอบเต็มรูปแบบ และมีอัตราการตรวจสอบ 3%

นอกจากช่วยลดภาระและต้นทุนของผู้นำเข้าแล้ว ยังเพิ่มโอกาสให้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางของไทยรักษาฐานตลาดสหภาพยุโรป พร้อมยกระดับจากสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่มีมาตรฐานด้านความยั่งยืนและตรวจสอบย้อนกลับได้

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. กล่าวว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์ส่งออกสินค้าเกษตรไทยภายใต้กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ European Union Deforestation Regulation : EUDR ของสหภาพยุโรปอย่างต่อเนื่อง

EUDR ครอบคลุมสินค้าเกษตร 7 กลุ่ม ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ โกโก้ ถั่วเหลือง โค และไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีส่วนประกอบของสินค้าดังกล่าว

ในจำนวนนี้ “ยางพารา” ถือเป็นสินค้าสำคัญของไทยที่ส่งออกไปตลาด EU และมีบทบาทนำในการผลักดันให้ภาคการผลิตไทยเร่งปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

ไทยครองตลาดยางธรรมชาติ EU เฉลี่ย 20.3%

ข้อมูลจาก ITC Trade Map ระบุว่า ในช่วงปี 2564-2568 ไทยมีส่วนแบ่งตลาดสินค้ายางธรรมชาติ หรือ HS 4001 ในสหภาพยุโรปเฉลี่ย 20.3% ของมูลค่าการนำเข้ายางจากทั่วโลก

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทของไทยในฐานะหนึ่งในแหล่งซัพพลายยางธรรมชาติสำคัญของตลาดยุโรป

ภายใต้ EUDR ผู้ประกอบการที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าใน EU จะต้องตรวจสอบสถานะ หรือ Due Diligence เพื่อยืนยันว่าสินค้าไม่ได้มาจากพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า และผลิตอย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศต้นทาง

ผู้ประกอบการต้องจัดทำคำรับรองการตรวจสอบสถานะ หรือ Due Diligence Statement : DDS ผ่านระบบสารสนเทศของสหภาพยุโรป ก่อนนำสินค้าผ่านเข้าสู่ตลาด

EUDR จะเริ่มมีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2569 และผู้ประกอบการขนาดเล็กและรายย่อยตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2570

ไทย Low Risk ลดขั้นตอน-ต้นทุนนำเข้า

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศกฎหมายลำดับรองเพื่อจัดอันดับความเสี่ยงด้านการตัดไม้ทำลายป่าของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

การจัดอันดับแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ กลุ่มความเสี่ยงต่ำ หรือ Low Risk จำนวน 140 ประเทศ กลุ่มความเสี่ยงมาตรฐาน หรือ Standard Risk จำนวน 50 ประเทศ และกลุ่มความเสี่ยงสูง หรือ High Risk จำนวน 4 ประเทศ

ประเทศไทยได้รับการจัดอยู่ในกลุ่ม Low Risk ทำให้ผู้นำเข้าที่จัดหาสินค้าจากไทยสามารถใช้กระบวนการตรวจสอบสถานะแบบผ่อนปรน หรือ Simplified Due Diligence และมีอัตราการตรวจสอบเพียง 1%

ขณะที่อินโดนีเซียและมาเลเซียถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Standard Risk ต้องดำเนินการตรวจสอบเต็มรูปแบบ หรือ Full Due Diligence และมีอัตราการตรวจสอบ 3%

สถานะดังกล่าวช่วยลดภาระด้านเอกสาร เวลา และต้นทุนของผู้นำเข้า และสร้างความได้เปรียบทางการค้าให้กับสินค้ายางของไทยเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค

ส่งออกยางไทยไป EU แตะ 1.88 พันล้านดอลลาร์

สำหรับภาพรวมการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ของไทยไปตลาด EU ในช่วงปี 2564-2568 มีทิศทางผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์

ปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการประกาศใช้ EUDR ไทยมีมูลค่าการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ไป EU อยู่ที่ 2,237.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ต่อมาในปี 2566 มูลค่าการส่งออกลดลงเหลือ 1,581.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 29.3% เนื่องจากสหภาพยุโรปเผชิญเงินเฟ้อสูงและอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อกำลังซื้อและการผลิตภาคอุตสาหกรรม

ในปี 2567 การส่งออกกลับมาขยายตัว โดยมีมูลค่า 1,871.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.35%

ส่วนปี 2568 มีมูลค่าการส่งออก 1,881.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.51%

ผลิตภัณฑ์ยางกินสัดส่วนเกือบ 70%

การส่งออกยางพาราไทยไป EU ในปี 2568 แบ่งเป็นยางธรรมชาติ มูลค่า 579.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่า 1,301.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางมีสัดส่วนสูงถึง 69.18% ของมูลค่าการส่งออกยางทั้งหมด ขณะที่ยางธรรมชาติขั้นต้นมีสัดส่วน 30.82%

โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนว่าไทยไม่ได้พึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบขั้นต้นเพียงอย่างเดียว แต่มีการยกระดับไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางยังมีแนวโน้มปรับตัวด้านมาตรฐานและการตรวจสอบย้อนกลับได้ดีกว่ายางธรรมชาติขั้นต้น

สินค้าหลักในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาง ได้แก่ ยางยานพาหนะ มีสัดส่วน 66.68% ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางทั้งหมด และถุงมือยาง มีสัดส่วน 20.18%

กยท.ชี้มาตรฐานช่วยดันราคายางสูงขึ้น

นางบุณยนุช ศรีบุญแก้ว หัวหน้ากองพัฒนาตลาดยางพารา การยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำตั้งแต่เริ่มประกาศมาตรการ EUDR ถือเป็นแต้มต่อสำคัญในการเตรียมความพร้อมรองรับมาตรการของ EU

สถานะดังกล่าวยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้า โดยยางพาราและผลิตภัณฑ์ที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความยั่งยืนสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงกว่ายางทั่วไป

นอกจากนี้ มาตรฐาน EUDR ไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะตลาดสหภาพยุโรป แต่ยังเอื้อต่อการขยายตลาดอื่นที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เช่น ญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม ไทยยังเผชิญความท้าทายด้านการจัดเก็บข้อมูลรายแปลงและเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย รวมถึงความแตกต่างของข้อมูลแผนที่ที่ใช้ระบุพิกัดแปลง

ภาคเอกชนมอง EUDR ช่วยลดคู่แข่ง

นายศุภเดช อ่องสกุล รองเลขาธิการสมาคมยางพาราไทย กล่าวว่า มาตรการ EUDR ไม่ได้เป็นเพียงข้อบังคับ แต่เป็นโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราไทย

มาตรการดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นกลไกคัดกรองผู้ผลิตที่ไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมออกจากตลาดโลก ทำให้การแข่งขันลดลง และเพิ่มอำนาจต่อรองให้ผู้ประกอบการที่มีความพร้อม

“EUDR จะเป็นกลไกคัดกรองผู้ผลิตที่ไม่สามารถดำเนินการตามมาตรฐานออกจากตลาด ทำให้การแข่งขันลดลง และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับและมีความพร้อมด้านมาตรฐาน”

ปัจจุบันอุตสาหกรรมยางพาราไทยได้พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อรองรับข้อกำหนดผ่าน 3 รูปแบบ ได้แก่ แพลตฟอร์มของผู้ซื้อในยุโรป แพลตฟอร์มที่ผู้ประกอบการไทยพัฒนาขึ้นเอง และแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการเทคโนโลยีภายนอก หรือ Third Party

โลจิสติกส์ตะวันออกกลางดันต้นทุนส่งออก

แม้ EUDR จะเปิดโอกาสทางการค้า แต่ผู้ประกอบการยังเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนขนส่งไปตลาดยุโรปปรับสูงขึ้น

ความไม่แน่นอนของเส้นทางโลจิสติกส์ยังทำให้ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น กระทบต่อการวางแผนต้นทุนและการส่งมอบสินค้า

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดดังกล่าวยังส่งผลให้ราคายางสังเคราะห์ปรับสูงขึ้น ซึ่งอาจช่วยหนุนความต้องการยางธรรมชาติในตลาดโลก

สถานการณ์จึงมีทั้งความเสี่ยงจากต้นทุนการขนส่ง และโอกาสจากการที่ยางธรรมชาติสามารถทดแทนยางสังเคราะห์บางส่วนได้

เปลี่ยนข้อบังคับเป็นโอกาสใหม่

นายนันทพงษ์กล่าวว่า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของสหภาพยุโรปมีแนวโน้มพัฒนาไปสู่มาตรฐานการค้าโลกในอนาคต

EUDR จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมยางพาราไทย จากการผลิตที่เน้นปริมาณ ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยมาตรฐาน ความยั่งยืน และการตรวจสอบย้อนกลับ

“โอกาสของไทยไม่ได้อยู่เพียงการรักษาตลาดเดิม แต่เป็นการสร้างแต้มต่อใหม่บนเวทีการค้าโลกในระยะยาว”

ความพร้อมด้านระบบพิกัดภูมิศาสตร์ หรือ Geolocation และระบบ Due Diligence จะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทย จากสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป ไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

โจทย์สำคัญหลังจากนี้ คือ การเร่งสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ผู้ประกอบการ และภาคการผลิต ให้สามารถจัดเก็บข้อมูลรายแปลง เชื่อมโยงระบบตรวจสอบย้อนกลับ และปฏิบัติตามมาตรฐานได้ครบถ้วน

หากไทยสามารถใช้สถานะ Low Risk เป็นแรงขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมได้ EUDR อาจไม่ใช่เพียงกฎใหม่ที่ผู้ส่งออกต้องปฏิบัติตาม แต่จะกลายเป็นโอกาสในการยกระดับราคายาง ขยายตลาด และสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในระยะยาว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

EUDR ยางพารา