เพราะรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ ออกแบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม กัดกร่อนเสียงพรรคใหญ่ เพิ่มเสียงพรรคขนาดกลาง
พ่วงด้วยกติกายิบย่อยในกฎหมายลูก ที่นักการเมืองมองว่าเป็น “กับดัก”
เขตเลือกตั้งถูกแบ่งใหม่ถึง 2 ครั้ง ถึงขึ้นใช้อำนาจพิเศษ มาตรา 44 ช่วยแบ่งเขตเลือกตั้ง จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการแบ่งเขตแบบพิสดาร
พรรคเพื่อไทย ที่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ดีไซน์มาเพื่อพวกเขา ยังคงผวากับกติกาที่ยิบย่อยกติกาเลือกตั้งใหม่
หลังจากกติกาในกฎหมายเลือกตั้งเริ่มแผลงฤทธิ์ ฝ่ายยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยจึงสั่งกำชับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 300 ชีวิต กลางที่ประชุมเมื่อ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า “อย่าทำอะไรที่สุ่มเสี่ยง” และท่องให้ขึ้นใจว่า “อย่าตายน้ำตื้น”
เพราะได้ข้อมูลวงในว่า กกต.มักเก็บข้อมูลที่ “ส่อว่ามีการทุจริต” ตั้งแต่ก่อนมีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กำหนดวันเลือกตั้ง เมื่อถึงช่วงเลือกตั้ง กกต.จะสอยทันที ไม่แจกใบเหลืองก็ใบแดง
เมื่อกติกาในรัฐธรรมนูญ-กฎหมายเลือกตั้ง กำกับว่า การขึ้นป้ายหาเสียงจะติดได้ในสถานที่ที่ กกต. กำหนดเท่านั้น ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า กกต.ให้ติดป้ายหาเสียงในสถานที่ราชการ เช่น ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ และถนน 1 เส้น ในแต่ละเขตเลือกตั้ง สำหรับติดป้ายหาเสียงได้ตามที่ กกต.กำหนด ส่วนขนาดของป้ายกำหนดให้ใช้แค่ A3 โดยกำหนดจำนวนป้ายหาเสียงให้มีได้แค่ 2 เท่าของหน่วยเลือกตั้ง
แต่จะยกเว้นให้เฉพาะศูนย์ประสานงานของผู้สมัครที่อนุญาตให้ติดป้ายที่มีรูปผู้สมัครได้ ที่ไม่ใช่ป้ายหาเสียง
ขณะเดียวกัน ใบส้ม (ระงับสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง) อันเป็น “อำนาจใหม่” ของ กกต.เริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์เป็นครั้งแรกในการเลือกกันเองของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา ยิ่งทำให้นักเลือกตั้งผวา
ขณะเดียวกัน กกต.เข็นระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ ออกมาเพื่อป้องกันการหาเสียงทางโซเชียลที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีวอร์รูมจับตาการทำผิดโดยเฉพาะ ดึงไลน์-เฟซบุ๊กเข้ามาร่วมขบวน
โดยกำหนดว่าทั้งพรรคการเมืองและผู้สมัครต้องแจ้งวิธีการ รายละเอียด ทุกช่องทางที่ใช้หาเสียงในโซเชียลมีเดีย ระยะเวลาในการหาเสียงเลือกตั้งให้ กกต.ทราบ หากมีการทำผิดวอร์รูมของ กกต.สามารถสั่ง “ลบ” ได้ทันทีโดยไม่ต้องขอหมายศาล
ในวงประชุมพรรคเพื่อไทย จึงวิเคราะห์ทางหลีก-ทางเลี่ยง กฎกติกาเลือกตั้งเพื่อไม่ให้แพ้ฟาวล์
มีรายงานว่า “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เลือกตั้งเพื่อไทย แก้เกมการติดป้ายผู้สมัคร และการแบ่งเขตเลือกตั้งที่อำเภอเดียวกันถูกแบ่งเป็นเสี่ยง ๆ หลายเขตเลือกตั้ง และหมายเลขผู้สมัครยังต่างเขตต่างเบอร์
โดยแนะให้ ส.ส.ใช้บ้านแกนนำหัวคะแนนของ ส.ส.แต่ละคน ปรับให้เป็นศูนย์ประสานงานย่อยของผู้สมัคร เพื่อติดป้ายแนะนำตัวผู้สมัคร แทนป้ายหาเสียงเลือกตั้ง กำหนดให้ใหญ่เท่า “หน้าบ้าน” ของหัวคะแนน เพื่อให้ชาวบ้านรู้ว่าใครคือผู้สมัครเลือกตั้งในเขตนั้น
และถึงแม้มี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งป้ายแนะนำตัวผู้สมัครก็ไม่จำเป็นต้อง “ปลดออก” เพราะไม่ใช่ป้ายหาเสียง แต่จะคิดเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ที่กฎหมายกำหนดให้ใช้ได้คนละ 2 ล้านบาทแทน
และยิ่งสงครามเลือกตั้งปี 2562 เปิดแนวรบโซเชียลมีเดียกันทุกพรรค ทุกช่องทาง แต่สำหรับพรรคเพื่อไทย เตรียมใช้ยุทธศาสตร์ “ไฮบริด” ในการเมืองภาพใหญ่พรรคใช้โซเชียลมีเดียทุกช่องทาง เจาะถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
แต่แผนการหาเสียงย่อยในระดับพื้นที่เตรียมใช้ยุทธวิธีหาเสียงแบบ “โบราณ” เคาะตามประตูบ้าน ขายตรงนโยบายถึงชาวบ้านแบบ direct sale เพื่อให้รู้ว่าใครคือผู้สมัครของเขตนั้น ขจัดอุปสรรคการหาเสียง “ต่างเขตต่างเบอร์”
แหล่งข่าวระดับแกนนำยุทธศาสตร์เพื่อไทย ขยายเหตุผลที่ใช้ยุทธวิธีหาเสียงแบบโบราณว่า การหาเสียงของพรรคเพื่อไทยมีโอกาสสูงที่จะถูกฝ่ายตรงข้ามสกัด จึงต้องกลับไปสู่การหาเสียงแบบดั้งเดิม เน้นให้ ส.ส.ลงพื้นที่ 7 หมื่นหมู่บ้าน ถ้าเน้นการหาเสียงทางโซเชียลมีเดียอย่างเดียวแค่เริ่มต้น กกต.ก็คุมได้ทั้งหมด แต่ถ้าใช้วิธีเข้าถึงชาวบ้านขายนโยบายแบบไดเร็กต์เซล กกต.จะคุมได้แต่คุมได้ไม่มากนัก
เมื่อรัฐธรรมนูญย้อนยุค-พรรคเพื่อไทยจึงต้องย้อนยุคไปหาเสียงด้วยวิธีแบบโบราณ ๆ
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือสแกน QR Code
